
รัฐบาลมืออาชีพ?
วันที่ 22 พ.ค. 2560 นี้ จะครบรอบการก่อรัฐประหารของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)
วันที่ 22 พ.ค. 2560 นี้ จะครบรอบการก่อรัฐประหารของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ซึ่งประชาชนคนไทยในฐานะพลเมืองแต่ละสาขาอาชีพคงจะประจักษ์ด้วยตัวเองเป็นอย่างดีว่า รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา สามารถเข้ามาแก้ปัญหาโดยรวมให้ประเทศได้มากน้อยแค่ไหน
ควรต้องตอบตัวเองได้ว่า มีประเด็นใดที่รัฐบาลได้แก้ไขไปแล้วบ้าง และมีโจทย์ใหญ่อะไรที่ยังไม่สามารถแก้ไขจนประสบความสำเร็จ
การเลื่อนแถลงผลงานรัฐบาลไปเป็นเดือน ก.ย.ที่จะถึงนี้ ไม่ใช่ประเด็นสร้างความผิดหวังใดๆ แก่ประชาชน เพราะคงไม่มีใครเฝ้ารอฟังผู้นำรัฐบาล หรือรัฐมนตรีรายกระทรวงมาออกโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแจกแจงผลงานเป็นฉากๆ
ประเด็นที่นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี พึงกระทำและต้องเร่งดำเนินการ ควรเริ่มต้นจากการทบทวนว่าได้แก้ไขปัญหาตรงความต้องการของประชาชนหรือไม่ และรัฐบาลได้ก่อปัญหาใหม่เพิ่ม จนเป็นอุปสรรคต่อความอยู่ดีมีสุขของสังคมในระบอบประชาธิปไตยอย่างไรหรือไม่
แน่นอนที่สุดว่า ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศยังมีปัญหาเรื่องปากท้องที่รัฐบาลให้การช่วยเหลือไม่ทั่วถึง ไม่ตรงความต้องการ การหว่านงบประมาณลงไปในแต่ละพื้นที่ยังตกหล่นอยู่กับกลุ่มผลประโยชน์เดิมๆ ในพื้นที่ ยังไม่สามารถช่วยให้ประชาชนที่เดือดร้อนตัวจริงได้รับการดูแลเยียวยาอย่างที่ควรจะเป็น
นั่นเท่ากับรัฐบาลให้ยาไม่ตรงกับโรค การใช้จ่ายงบประมาณไม่มีประสิทธิภาพ ไม่บรรลุเป้าประสงค์การใช้จ่ายภาครัฐ ที่หวังจะให้เม็ดเงินหมุนกระจายออกไปในวงกว้างมากที่สุด
เมื่อกลไกรัฐไม่ทำงานหรือดื้อแพ่งต่อคำสั่ง หมายถึงการใช้อำนาจรัฐจากบนลงล่างมีปัญหา และนับจากนี้จะเป็นอุปสรรคต่อการบริหารราชการแผ่นดินต่อไป
นี่เป็นโจทย์หนึ่งที่จะต้องเปลี่ยนกระบวนการใช้จ่ายงบประมาณ พร้อมๆ กับเพิ่มกลไกการตรวจสอบให้การใช้งบประมาณเกิดประสิทธิภาพสูงสุด ทลายการกระจุกตัวให้เงินตกไปถึงมือชาวบ้านฐานรากอย่างแท้จริง
อีกเรื่องที่ยังไม่ได้รับการผลักดันจากรัฐบาลอย่างจริงจังนั่นคือ การขยายฐานสังคมพึ่งพาตนเองให้เป็นจริง ที่ผ่านมาแม้ภาครัฐได้มีการส่งเสริมและสนับสนุนการสร้างชุมชนเข้มแข็ง เน้นการยึดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในการทำมาหาเลี้ยงชีพ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เช่นเดียวกันว่า ยังมีประชาชนอีกจำนวนมากในพื้นที่ทั่วประเทศยังไม่มีที่ดินทำกิน
อีกจำนวนมากไม่สามารถพึ่งพาตนเองได้ มีแต่หนี้สินจนแทบไม่มีโอกาสจะลืมตาอ้าปาก ขณะเดียวกันในจำนวนนี้ยังถูกฟ้องร้องจากรัฐจนมีความทุกข์แสนสาหัสอยู่อีกจำนวนมาก
กล่าวเฉพาะกรณีปัญหาปากท้องสะท้อนได้ชัดเจนว่า รัฐบาลยังไม่สามารถบรรเทาความเดือดร้อนได้อย่างทั่วถึงทุกพื้นที่
ขณะที่สิทธิประชาชนยังถูกลิดรอน เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การเคลื่อนไหวเรียกร้องปัญหาได้รับการขัดขวางยับยั้งอยู่อย่างต่อเนื่อง
มิพักต้องกล่าวถึงการลดความเหลื่อมล้ำ เพราะในทางกลับกันผู้มีอันจะกินอยู่แล้วกลับได้รับโอกาสในการขยายความมั่งคั่งมากยิ่งขึ้น มากพอจนถ่างช่องว่างรายได้ระหว่างคนจนและคนรวยกว้างมากยิ่งขึ้น
ท้ายที่สุดระยะเวลา 3 ปีผ่านไป ความปรองดองที่ทุกฝ่ายถวิลหาก็ยังไม่เกิดขึ้นจริง







