posttoday
การเมืองทรัมป์ไม่นิ่ง ปัจจัยเสี่ยงเขย่าโลก

การเมืองทรัมป์ไม่นิ่ง ปัจจัยเสี่ยงเขย่าโลก

18 พฤษภาคม 2560

การจับมือระหว่างซาอุดิอาระเบียและรัสเซีย 2 ชาติผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ที่เตรียมขยายข้อตกลงลดเพดานผลิตน้ำมันต่อไปอีก 9 เดือนนั้น

โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ

การจับมือระหว่างซาอุดิอาระเบียและรัสเซีย 2 ชาติผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ที่เตรียมขยายข้อตกลงลดเพดานผลิตน้ำมันต่อไปอีก 9 เดือนนั้น ได้ช่วยให้ตลาดหุ้นทั่วโลกบวกได้อย่างร้อนแรงเมื่อต้นสัปดาห์นี้ โดยในตลาดหุ้นนิวยอร์กนั้น ดัชนีเอสแอนด์พี 500 เพิ่งปิดบวกทุบสถิติใหม่ที่ 2,402.32 จุด ขณะที่ดัชนีแนสแด็ก คอมโพสิตปิดที่ 6,149.67 จุด

ทว่า หลังจากที่เพิ่งรับอานิสงส์จากราคาน้ำมันได้ยังไม่ทันข้ามสัปดาห์ ทั่วโลกก็ต้องเผชิญกับความตื่นตระหนกครั้งใหม่ที่ทำให้ตลาดหุ้นฝั่งเอเชียปิดตลาดในแดนลบกันถ้วนหน้าเมื่อวันที่ 17 พ.ค. ตามทิศทางตลาดล่วงหน้าของสหรัฐที่ดัชนีดาวโจนส์ ฟิวเจอร์ส ลบไปถึง 106 จุดระหว่างการซื้อขาย

เพราะเพิ่งเข้าบริหารประเทศได้ยังไม่ทันครบครึ่งปี รัฐบาลประธานาธิบดี “โดนัลด์ ทรัมป์”ของสหรัฐ ก็ทำให้เกิดกระแสกล่าวถึงการ “อิมพีชเมนต์” (Impeachment) หรือการลงมติถอดถอนประธานาธิบดีออกจากตำแหน่งแล้ว

สถานการณ์ในสหรัฐขณะนี้กำลังคุกรุ่นด้วยข่าวการเมือง หลังจากที่ทรัมป์ประกาศปลดฟ้าผ่า เจมส์ โคมีย์ อดีตผู้อำนวยการสำนักงานสืบสวนสอบสวนกลางสหรัฐ (เอฟบีไอ) ไปได้ไม่นาน โดยอ้างว่าโคมีย์จัดการกับคดีอีเมลฉาวของ ฮิลลารี คลินตัน ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐจากพรรคเดโมแครตได้ไม่ดีพอ ก็ดูเหมือนว่าเรื่องราวจะบานปลายไปไกลกว่าที่หลายฝ่ายคิด 

หนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์ ได้รายงานอ้างแหล่งข่าวเป็นรายแรกว่า ระหว่างที่ทรัมป์สนทนากับโคมีย์เป็นการส่วนตัวที่ทำเนียบขาวนั้น ทรัมป์ได้ขอร้องให้โคมีย์ยกเลิกการสอบสวนกรณี “ไมเคิล ฟลินน์” อดีตที่ปรึกษาความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐ ฐานต้องสงสัยว่ามีการติดต่อพูดคุยกับเจ้าหน้าที่รัฐบาลรัสเซียในช่วงก่อการเลือกตั้ง ซึ่งนำไปสู่การตั้งคำถามว่า รัฐบาลรัสเซียแทรกแซงกระบวนการเลือกตั้งสหรัฐที่ผ่านมาหรือไม่ และฟลินน์ได้พูดคุยหรือเปิดเผยข้อมูลใดๆ ที่สุ่มเสี่ยงหรือไม่

“ผมหวังว่าคุณจะปล่อยเรื่องนี้ไป” นิวยอร์กไทมส์ อ้างแหล่งข่าวที่ได้อ่านบันทึกของโคมีย์ ซึ่งจดรายละเอียดการสนทนากับทรัมป์เอาไว้

แม้ทำเนียบขาวจะออกมาปฏิเสธเรื่องดังกล่าวและยืนยันว่าไม่ได้ร้องขอให้ยกเลิกการสืบสวนสอบสวน แต่เรื่องนี้ก็ได้กลายเป็นประเด็นการเมืองที่ร้อนแรงไปทั่วสหรัฐ และนำไปสู่การพูดถึงกระบวนการอิมพีชเมนต์ขึ้นแล้ว

หากวิเคราะห์กันตามเนื้อผ้าจริงๆ จะเห็นได้ว่ากรณีของทรัมป์ยัง “ห่างไกลจากการถอดถอน” เพราะอาจถือได้ว่าผิดจริงในด้านการขัดขวางกระบวนการยุติธรรมเท่านั้น แต่ไม่เข้าข่าย 3 ความผิดหลักที่จะนำไปสู่กระบวนการถอดถอนตามมาตรา 2 อนุมาตรา 4 คือ การกบฏ การรับสินบน การก่ออาชญากรรมร้ายแรงและความผิดทางอาญาอื่นๆ

นอกจากนี้ กระบวนการอิมพีชเมนต์ของสหรัฐก็ยังเป็นเรื่องทางการเมืองไม่แพ้เรื่องทางกฎหมาย เพราะต้องใช้เสียงเห็นชอบเกินกึ่งหนึ่งในสภาผู้แทนราษฎรตามมาด้วยเสียงเห็นชอบมากกว่า 2 ใน 3 ของวุฒิสภา จึงจะสามารถถอดถอนได้ แต่ปัจจุบันพรรครีพับลิกันมีเสียงมากกว่าทั้งในสภาสูงและสภาล่าง หรือกินรวบทั้งสภาคองเกรส หากจะเล่นเกมดึงผู้นำคนนอกอย่างทรัมป์ออกก็ต้องเจอกับรองประธานาธิบดี ไมค์ เพนซ์ ซึ่งไม่สามารถครองใจคนส่วนใหญ่ได้เหมือนทรัมป์ เกมการเมืองนี้จึงอาจไม่คุ้มที่จะเสี่ยงสำหรับรีพับลิกัน

อย่างไรก็ตาม ในมุมมองของนักวิเคราะห์หลายฝ่ายนั้น แม้จะไปไม่ถึงอิมพีชเมนต์ แต่กรณีนี้ก็เป็นตัวอย่างสำคัญที่สะท้อนให้เห็นชัดเจนว่า การเมืองในยุคของทรัมป์นั้นขรุขระมากกว่าที่คิดเอาไว้ สามารถเป็นระเบิดเวลาที่ปะทุความหวาดวิตกได้เสมอ และสามารถเขย่าความเชื่อมั่นของตลาดทุนโลกได้ตลอดเวลาที่เกิดความพยายามแซะทางการเมืองเช่นกัน

“สถานการณ์ทางการเมืองในสหรัฐที่ย่ำแย่ลง อาจส่งผลกระทบเป็นวงกว้างมากขึ้น แม้ว่าในฝั่งตลาดเกิดใหม่จะยังมีปัจจัยพื้นฐานในเชิงบวกสนับสนุนอยู่ แต่บรรยากาศเช่นนี้ก็อาจทำให้นักลงทุนลังเลที่จะเพิ่มการลงทุนในเวลานี้”
ทีมวิเคราะห์ของซิตี้กรุ๊ป กล่าว

จึงไม่น่าแปลกใจที่ตลาดทุนจะตอบรับความกังวลต่อปัญหาการเมืองสหรัฐเป็นวงกว้าง โดยนอกจากตลาดหุ้นเอเชียจะปิดตลาดวานนี้ในแดนลบเป็นส่วนใหญ่แล้ว ก็ยังทำให้มีแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัยกลับมาเพิ่มขึ้นอีกครั้ง นำโดยค่าเงินเยนญี่ปุ่นที่แข็งค่าขึ้น 0.7% ไปอยู่ที่ 112.26 เยน/เหรียญสหรัฐ หรือสูงที่สุดตั้งแต่วันที่ 5 พ.ค. และฟรังก์สวิสแข็งค่าขึ้นไปอยู่ที่ 0.9820 ฟรังก์/เหรียญสหรัฐ หรือแข็งค่าสุดนับตั้งแต่วันที่ 27 มี.ค. สวนทางกับค่าเงินเหรียญสหรัฐที่อ่อนค่าลงต่อเนื่องเป็นวันที่ 6 ติดต่อกัน

หนึ่งในตัวแปรที่สำคัญต่อการเมืองสหรัฐ ยังอยู่ที่ความเชื่อมั่นและความศรัทธาของประชาชนที่เริ่มบั่นทอนลงไป โดยส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะแรงกระเพื่อมทางการเมือง แต่ที่สำคัญเป็นเพราะทรัมป์ไม่อาจทำตามคำมั่นสัญญาตามที่หาเสียงเอาไว้ได้จริง หรือเร็วพอตามที่คุยไว้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกฎหมายสุขภาพฉบับใหม่ที่มาแทนโอบามาแคร์ การสร้างกำแพงกั้นพรมแดนเม็กซิโก การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน การลงโทษประเทศคู่ค้าที่เอาเปรียบและแย่งงานไป ซึ่งวาทกรรมเหล่านี้สามารถเรียกอารมณ์ชาวอเมริกันที่ตกขอบโลกาภิวัตน์ได้มาก แต่ในทางปฏิบัติจริงกลับทำไม่ได้ และทำให้ทรัมป์ต้องยอมเปลี่ยนท่าทีในหลายเรื่อง เช่น จีน

ผลสำรวจความเห็นชาวอเมริกันล่าสุดโดยสถาบันพับลิก โพลิซี โพลลิ่ง (ฝ่ายเดโมแครต) พบว่า มีผู้ตอบแบบสำรวจถึง 48% ที่สนับสนุนให้เปิดกระบวนการอิมพีชเมนต์ต่อทรัมป์ มากกว่าฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย ซึ่งอยู่ที่ 41% ขณะที่ผลสำรวจของโพลิติโค/มอร์นิง คอนซัลท์ ระบุว่า คะแนนเห็นชอบการทำงานของทรัมป์ลดลงจากเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว จาก 46% ลงมาอยู่ที่ 42%

หลายฝ่ายจับตาว่ารัฐบาลทรัมป์ต้องเร่งสร้างผลงานให้เป็นรูปธรรมมากขึ้นโดยหาทางผ่าทางตันในสภาคองเกรสเพื่อผ่านร่างกฎหมายต่างๆ ออกมาบังคับใช้ให้ได้ ไม่เช่นนั้นจะยิ่งสูญเสียความเชื่อมั่นของประชาชนไปอีก ซึ่งจะไม่เป็นผลดีต่อทั้งรัฐบาลทรัมป์และพรรครีพับลิกันในการเลือกตั้งสมาชิกสภาคองเกรส ช่วงปลายปี 2018 และอาจกลายเป็นวิบากกรรมทางการเมืองครั้งใหม่ที่ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อโลกอีกครั้ง

ข่าวล่าสุด

ธนาคารโลก เร่งระดมทุนภูมิอากาศ-จีน กาง 5 กุญแจสร้างการเงินสีเขียว

ธนาคารโลก เร่งระดมทุนภูมิอากาศ-จีน กาง 5 กุญแจสร้างการเงินสีเขียว