
ทุ่มสร้างทางสายไหม ระเบียบโลกใหม่ในมือ‘จีน’
เมื่อปลายปี 2016 ที่ผ่านมา“สปป.ลาว” ได้ลั่นฆ้องเดินหน้าโครงการรถไฟความเร็วสูง ลาว-จีน อย่างเป็นทางการ
โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ
เมื่อปลายปี 2016 ที่ผ่านมา“สปป.ลาว” ได้ลั่นฆ้องเดินหน้าโครงการรถไฟความเร็วสูง ลาว-จีน อย่างเป็นทางการ หลังจากเจรจาต่อรองกันมายาวนาน 5 ปี เช่นเดียวกับโครงการรถไฟความเร็วสูง จาการ์ตา-บันดุง ใน “อินโดนีเซีย” ที่เดินหน้าได้อีกครั้งเมื่อเดือนที่แล้ว หลังจากมีอุปสรรคเรื่องที่ดินรอบบริเวณการก่อสร้างมาก่อนหน้านี้
ขณะที่ในฝั่งแอฟริกาเมื่อต้นปีนี้ รถไฟข้ามประเทศที่ใช้ระบบพลังงานไฟฟ้าเป็นขบวนแรกก็ได้เคลื่อนตัวจากประเทศที่ไม่มีทางออกทะเลอย่าง “เอธิโอเปีย” ไปสู่ “จิบูตี” ประเทศในกลุ่มจะงอยแอฟริกา (Horn of Africa) ที่จะเป็นอีกเมืองท่าสำคัญของนักลงทุนจีนก่อนเดินเรือเข้าทะเลแดงและมุ่งไปสู่ยุโรปต่อไป และเมื่อปีที่ผ่านมาจนถึงปีนี้ รถไฟขนส่งสินค้าของจีนก็ได้ฤกษ์เคลื่อนตัวไปเยือนเมืองสำคัญๆ
อย่าง กรุงเตหะราน ประเทศ “อิหร่าน” และกรุงลอนดอน ประเทศ “อังกฤษ” มาแล้วเช่นกัน
ความเคลื่อนไหวเหล่านี้ล้วนเป็นรูปธรรมที่กำลังสะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของจีนเพื่อขึ้นเป็นผู้นำในการจัดวาง “ระเบียบโลกใหม่” แทนที่สหรัฐที่กำลังปิดตัวเองและใช้นโยบายปกป้องทางการค้าที่สร้างความหวาดวิตกไปทั่วโลก
ผู้สังเกตการณ์บางรายมองว่า ในจังหวะที่สหรัฐหันกลับมามุ่งเรื่องในบ้านตัวเองเป็นหลักกับนโยบายอเมริกาเฟิสต์ และยุโรปยังเอาแน่เอานอนไม่ได้กับกระแสการเมืองฝ่ายขวาที่แรงขึ้นมา จีนจึงได้จังหวะที่จะขึ้นมาเป็นผู้นำจัดระเบียบโลกใหม่ในยุค โกลบอลไลเซชั่น 2.0
ในการประชุมสุดยอดเส้นทางสายไหมแห่งศตวรรษที่ 21 หรือโครงการ “1 แถบ 1 ถนน” (OBOR) ระหว่างวันที่ 14-15 พ.ค. ซึ่งถือเป็นการประชุมใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งเท่าที่จีนเคยจัดมา ถือได้ว่าสามารถเรียกความสนใจจากหน้าหนังสือพิมพ์ธุรกิจทั่วโลกได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะเมื่อจีนใช้จุดขายเรื่องความกระเป๋าหนักของตนเองอีกครั้ง ประกาศทุ่มทุนเพิ่มอย่างมหาศาลในโครงการเส้นทางสายไหมยุคใหม่
การทุ่มทุนรอบใหม่ของจีนในครั้งนี้ แบ่งออกได้หลักๆ เป็น 3 ด้าน คือ 1.เพิ่มเงินในกองทุนเส้นทางสายไหมอีก 1 แสนล้านหยวน หรือราว 1.45 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ จากเดิมที่กองทุนนี้มีเงินอยู่แล้ว 4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ 2.กันวงเงินปล่อยกู้ให้ 3.8 แสนล้านหยวน ผ่านธนาคารของรัฐ 2 แห่ง คือ ธนาคารเพื่อการพัฒนาของจีน (ซีดีบี) และธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าของจีน 3.สนับสนุนเงินช่วยเหลือ
6 หมื่นล้านหยวน ให้ประเทศกำลังพัฒนาและสถาบันระหว่างประเทศที่เกี่ยวกับโครงการเส้นทางสายไหม
เหล่านี้ยังไม่รวมการสนับสนุนทางการเงินปลีกย่อยอื่นๆ ซึ่งคาดว่าเมื่อรวมทั้งหมดแล้ว จะเป็นการสนับสนุนทางการเงินครั้งใหญ่ถึงราว 1.24 แสนล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 4.3 ล้านล้านบาท
ขณะเดียวกัน สาส์นที่ประธานาธิบดี สีจิ้นผิง ส่งออกไปจากที่ประชุมสุดยอดครั้งนี้ ยังตอกย้ำอีกประเด็นสำคัญของจีนด้วย นั่นคือการย้ำว่า OBOR หรือเส้นทางสายไหมแห่งศตวรรษที่ 21 นั้น เป็น “แพลตฟอร์มเปิด” ที่ใครๆ ก็สามารถเข้ามามีส่วนร่วมได้ ตอกย้ำท่าทีเดิมจากที่ประชุมเวิลด์อีโคโนมิกฟอรั่ม ที่ดาวอส ก่อนหน้านี้ว่า หากตะวันตกปิดประตู จีนก็จะเป็นผู้นำในการเปิดประตูเอง และที่สำคัญก็คือ แพลตฟอร์มเปิดที่ว่านี้จะเป็น“ผลประโยชน์ที่เท่าเทียมกัน” ไม่มีปลาใหญ่กินปลาเล็ก ไม่มีผู้ชนะหรือผู้แพ้
นับเป็นการประกาศที่ตอกย้ำให้ทั่วโลกเห็นว่า จีนมุ่งมั่นที่จะทำให้โครงการใหญ่ที่ประกาศไว้ตั้งแต่ปี 2013 เป็นความจริงขึ้นมาให้ได้ ทั้งโครงการเส้นทางทางบก โครงการเส้นทางทางทะเล และระเบียงเศรษฐกิจแตกแขนงอีก 6 แห่ง เพื่อเชื่อมเส้นทางเศรษฐกิจจากจีนสู่ยุโรป โดยครอบคลุม 65 ประเทศ หรือคิดเป็น 1 ใน 3 ของจีดีพีโลก
ปัจจุบันจีนเดินหน้าโครงการต่างๆ ไปแล้วหลายเส้นทาง โดยทางบกซึ่งเริ่มจากซีอานและไปเปิดประตูตะวันตกจากมณฑลซินเจียง ออกไปยังเอเชียกลาง ยุโรปตะวันออก และไปจบที่ยุโรปตะวันตกนั้น มีการผลักดันเส้นทางรถไฟขนส่งสินค้าได้สำเร็จ โดยเดินทางไปยังเป้าหมายใหม่ๆ แล้วหลายเส้นทาง อาทิ อิหร่าน เยอรมนี และอังกฤษ
ขณะที่เส้นทางทางน้ำนั้น มีการลงทุนมหาศาลกับจุดยุทธศาสตร์เชื่อมมหาสมุทรอินเดีย อย่าง ศรีลังกา และปากีสถานรวมถึงในแอฟริกาที่จีนเข้าไปลงทุนมหาศาลทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐานและการปูพื้นฐานความมั่นคง รวมถึงการซื้อท่าเรือในกรีซที่เป็นจุดเชื่อมต่อและขนถ่ายสินค้าหลักเอาไว้
นักวิเคราะห์หลายฝ่ายระบุว่า ยุทธศาสตร์ OBOR ของจีนยังเต็มไปด้วยความท้าทาย ซึ่งแน่นอนว่าจีนยังต้องใช้เวลาอีกมากในการพิสูจน์ให้เห็นความสำเร็จของโครงการและความจริงใจต่อยุทธศาสตร์ที่อ้างว่าเป็นเรื่องเศรษฐกิจมากกว่าการเมือง และเป็นโครงการที่ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ร่วมกัน เพราะเมื่อพิจารณาจากบทเรียนการลงทุนในอดีตที่ผ่านมาจะพบว่า ไม่ใช่ทุกรายที่ประสบความสำเร็จ โดยเฉพาะการลงทุนกับประเทศเล็กที่มีความเสี่ยงสูงเรื่องความคุ้มทุนในระยะยาว และการหารายได้ชำระหนี้ได้กู้มาง่าย
อย่างไรก็ตาม นี่ก็คือโอกาสที่แม้แต่ชาติตะวันตกที่ตั้งแง่ก็ยังต้องจับตาโครงการนี้อย่างใกล้ชิดเช่นกัน โดยอังกฤษซึ่งส่งรัฐมนตรีคลังเป็นผู้แทนเข้าร่วมนั้น ประกาศชัดเจนว่าโครงการ OBOR ของจีนนับเป็นโอกาสครั้งยิ่งใหญ่ ขณะที่หลายประเทศแม้จะไม่ได้ส่งผู้แทนระดับประธานาธิบดีหรือนายกรัฐมนตรีเข้าร่วม แต่ก็เป็นที่น่าสังเกตว่า มีผู้แทนบริษัทเอกชนขนาดใหญ่เข้าร่วมงานด้วยอย่างคับคั่ง อาทิ
ซีเมนส์ จากเยอรมนี ขณะที่สหรัฐซึ่งเดิมจะส่งเพียงแค่ผู้แทนจากกระทรวงพาณิชย์เข้าร่วมนั้น ก็เปลี่ยนใจเป็นส่งที่ปรึกษาพิเศษของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เข้าร่วมแทนเพราะไม่ว่าจะเคลือบแคลงหรือไม่เห็นด้วย แต่ความจริงก็คือ จีนมุ่งมั่นเดินหน้ายุทธศาสตร์นี้อย่างจริงจัง ซึ่งจะส่งผลต่อระเบียบการค้าโลกใหม่ที่เขตเศรษฐกิจใหญ่สุดอันดับ 2 ของโลกอย่างจีน จะเข้ามามีบทบาทในฐานะผู้กำหนดกติกามากขึ้น จากเดิมที่โลกตะวันตกเป็นผู้วางเกมเกือบทั้งหมดแล้ว ซึ่งเป็นเดิมพันใหญ่อีกยาวของจีนที่โลกต้องจับตาอย่างใกล้ชิดต่อไป







