
แกะกล่องโมโนเรลกลบแผลบีอาร์ที
เส้นทางรถไฟฟ้าโมโนเรลที่ กทม. เตรียมบุกเบิกเป็นสายแรกคือ สายสยาม-จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย-สามย่าน ระยะทาง 1.5 กม. งบประมาณกว่า 2,000 ล้านบาท....
เส้นทางรถไฟฟ้าโมโนเรลที่ กทม. เตรียมบุกเบิกเป็นสายแรกคือ สายสยาม-จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย-สามย่าน ระยะทาง 1.5 กม. งบประมาณกว่า 2,000 ล้านบาท....
โดย...อาทิตย์ เคนมี
ปัญหาวิกฤตจราจรเป็นความท้าทายฝีมือพ่อเมืองกรุงเทพมหานคร (กทม.) ทุกยุคทุกสมัย เหตุเพราะพื้นผิวถนนในเมืองกรุงมีอยู่อย่างจำกัดจำเขี่ย ไม่อาจขยายเพิ่มเติมได้มากกว่าที่เป็นอยู่ ขณะที่ปริมาณรถยนต์เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง รถทุกคันจึงต้องเบียดเสียดยัดเยียดกันอยู่บนท้องถนน เพราะไม่มีทางเลือกอื่นที่ดีกว่า
ในยุคของ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯ กทม. ได้พยายามดิ้นรนแก้ปัญหาโดยให้ความสำคัญต่อการพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะให้มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น โดยเชื่อว่าจะช่วยเปลี่ยนพฤติกรรมของคนเมืองให้หันมาใช้บริการรถสาธารณะแทนการใช้รถยนต์ส่วนตัวได้
หนึ่งในโครงการที่ กทม.ได้สร้างความแปลกใหม่ในการเดินทางให้กับคนกรุงคือ โครงการรถประจำทางด่วนพิเศษ (บีอาร์ที) สายสาทร-ราชพฤกษ์ ที่เริ่มเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 29 พ.ค.ที่ผ่านมา โดย กทม.คาดหวังว่าจะช่วยบรรเทาเยียวยาสภาพการจราจรที่ติดขัดในเส้นทางดังกล่าวได้
ทว่าหลังเปิดให้บริการในช่วงสัปดาห์แรกก็เกิดความสับสนอลหม่านต่อประชาชนผู้ใช้รถส่วนตัวในเส้นทางเดียวกับรถเมล์บีอาร์ที โดยมีการวิ่งทับช่องจราจรกันไปมา ทำให้เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง อีกทั้งสภาพการจราจรก็|มิได้บรรเทาเบาบางลงกว่าที่คาดการณ์ไว้
ขณะที่ความสับสนงุนงงยังไม่ทันจางหาย กทม.ก็ผุดไอเดียบรรเจิดขึ้นมาปลุกเร้าความฝันของคนกรุงอีกครั้ง ด้วยโครงการรถไฟฟ้ารางเดี่ยว (โมโนเรล) ซึ่งเป็นระบบขนส่งขนาดเบาเพื่อเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าบีทีเอสและรถไฟใต้ดินอย่างครบวงจร โดย กทม.หมายมั่นปั้นมือว่าจะสามารถนำพาชีวิตของคนกรุงให้ข้ามพ้นจากวิบากกรรมการจราจรได้
เส้นทางรถไฟฟ้าโมโนเรลที่ กทม. เตรียมบุกเบิกเป็นเส้นทางนำร่องสายแรกของประเทศไทยคือ สายสยาม-จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย-สามย่าน ระยะทาง 1.5 กม. งบประมาณกว่า 2,000 ล้านบาท สามารถเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าบีทีเอสสถานีสยามและรถไฟฟ้าใต้ดินสถานีสามย่าน โดยตั้งเป้าวางศิลาฤกษ์ในวันที่ 5 ธ.ค. 2554 ในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ และจะเร่งรัดให้เปิดบริการได้ภายในเดือน ธ.ค. 2555
ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ ระบุว่า จุดเด่นของรถไฟฟ้าโมโนเรล คือ ใช้งบประมาณเพียงครึ่งหนึ่งของรถไฟฟ้าบีทีเอส และสามารถวางเสาตอม่อบนพื้นที่บาทวิถีหรือเกาะกลางถนนได้ ทำให้ไม่มีปัญหาเรื่องการเวนคืนที่ดิน ไม่ต้องรื้อระบบสาธารณูปโภค อีกทั้งสามารถก่อสร้างได้ภายในระยะเวลาอันรวดเร็ว
“โครงการรถไฟฟ้าโมโนเรลสายจุฬาฯ จะสามารถลดปัญหาการจราจรติดขัดในชั่วโมงเร่งด่วนได้ โดยคาดว่าจะมีผู้ใช้บริการไม่ต่ำกว่า 1 หมื่นคนต่อวัน ซึ่งถ้า กทม.ไม่เริ่มต้นสร้างระบบคมนาคมแบบรางตั้งแต่วันนี้ การแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนก็จะไม่เกิดขึ้น” ผู้ว่าฯ กทม. กล่าว
ด้านนายธีระชน มโนมัยพิบูลย์ รองผู้ว่าฯ กทม. กล่าวว่า ขณะนี้มีสถาบันการเงิน 3 แห่ง พร้อมให้การสนับสนุนด้านแหล่งเงินทุนแก่ กทม. ได้แก่ ธนาคารออมสิน ธนาคารกรุงไทย และธนาคารกรุงศรีอยุธยา จึงเชื่อว่าโครงการนี้จะไม่สะดุดเรื่องงบประมาณ นอกจากนี้ทางจุฬาฯ จะมอบที่ดินบริเวณสามย่านให้กับ กทม. เพื่อก่อสร้างโรงจอดรถและศูนย์ซ่อมบำรุง โดยคิดค่าเช่าในราคาถูก
“หลังจากนี้ กทม.จะจัดให้มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน การศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) และเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อขอความเห็นชอบต่อไป” รองผู้ว่าฯ กทม. กล่าว
หากโมโนเรลสายสยาม-จุฬาฯ-สามย่าน ประสบความสำเร็จด้วยดี กทม.จะเดินหน้าขยายโครงการในระยะที่ 2-3 คือ บริเวณโดยรอบจุฬาฯ ทั้งหมด รวมใช้งบประมาณกว่า 5,000 ล้านบาท
อีกหนึ่งโครงการที่คาดว่าจะผุดขึ้นพร้อมๆ กันคือ โมโนเรลเส้นทางพระราม 9 โดยเป็นความร่วมมือระหว่างบริษัท แกรนด์ คาแนล แลนด์ กับบริษัท กรุงเทพธนาคม หน่วยงานวิสาหกิจของ กทม. ตั้งงบประมาณไว้ทั้งสิ้น 1,000 ล้านบาท เพื่อรองรับโครงการอสังหาริมทรัพย์ขนาดยักษ์ของภาคเอกชน บนเนื้อที่ประมาณ 67 ไร่ บริเวณสี่แยกพระราม 9 ตัดกับถนนรัชดาภิเษก ภายในจะประกอบด้วยอาคารสูง 18 หลัง มีผู้อาศัยในโครงการกว่า 3 หมื่นคน นอกจากนั้นยังมีศูนย์การค้า ห้างสรรพสินค้า โรงแรม และอาคารสำนักงานต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นตามมา
นายโยธิน บุญดีเจริญ ประธานกรรมการบริษัท แกรนด์ คาแนล แลนด์ เปิดเผยว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการศึกษาและออกแบบโครงการ พร้อมจัดทำรายงานด้านผลกระทบสิ่งแวดล้อม โดยโมโนเรลสายนี้มีระยะทาง 800 เมตร ประกอบด้วย 4 สถานี สามารถเชื่อมกับรถไฟฟ้าใต้ดินที่สถานีพระราม 9 และรถไฟฟ้าความเร็วสูงแอร์พอร์ตลิงก์ เพื่อเป็นทางเลือกในการเดินทางของประชาชนที่อาศัยอยู่ในซิตีคอมเพล็กซ์ และประชาชนโดยรอบที่เข้ามาใช้บริการได้ ตั้งเป้าว่าจะมีผู้โดยสารถึงวันละ 2-3 หมื่นคน
อย่างไรก็ตาม เป้าหมายในการแก้ไขปัญหาจราจรด้วยรถไฟฟ้าโมโนเรลตามโครงการทั้งหมดที่ว่ามานี้ยังเป็นเพียงการคาดการณ์เบื้องต้น แต่ไม่สามารถพยากรณ์ได้เลยว่า หากสร้างขึ้นมาแล้วจะเป็นทางเลือกใหม่ในการเดินทางให้กับคนกรุงได้จริงหรือไม่
เช่นเดียวกับโครงการรถเมล์บีอาร์ทีที่เปิดให้บริการมาจนถึงขณะนี้เป็นเวลากว่า 3 เดือน ก็ยังประสบปัญหาความไม่พอใจและมีเสียงต่อต้านจากประชาชนอย่างต่อเนื่อง จนในที่สุด กทม.ต้องยอมหั่นราคาค่าตั๋วโดยสาร เพื่อสร้างแรงจูงใจให้คนหันมาใช้บริการกันมากขึ้น
สุดท้ายทาง กทม.ก็ยอมรับว่า หากรถเมล์บีอาร์ทีไม่สามารถแก้ปัญหาจราจรได้ก็จะไม่ดันทุรังเดินหน้าต่อ และมีแนวโน้มว่าอาจต้องถูกยุบหรือเลิกไป
บทเรียนจากรถเมล์บีอาร์ทีจึงเป็นการลองผิดลองถูกของ กทม. ที่ต้องแลกมาด้วยรายจ่ายราคาแพง หากคิดจะปั้นโครงการขนส่งสาธารณะรูปแบบใหม่ๆ เห็นทีต้องคิดอย่างรอบคอบรัดกุม เพราะนั่นหมายถึงเม็ดเงินจากภาษีของประชาชน
ที่สำคัญต้องถามความเห็นของคนกรุงด้วยว่า เต็มใจที่จะเป็นหนูทดลองอีกหรือไม่







