
เรื่องที่น่าห่วงอีกเรื่องหนึ่ง
ที่จริงแล้วมีหลายๆ เรื่องที่น่าห่วงสำหรับประเทศไทย ที่จำเป็นต้องปฏิรูปแบบยกเครื่อง ยิ่งเวลาเลือกตั้งใกล้เข้ามาโอกาสยิ่งน้อยลง
โดย...พวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์
ที่จริงแล้วมีหลายๆ เรื่องที่น่าห่วงสำหรับประเทศไทย ที่จำเป็นต้องปฏิรูปแบบยกเครื่อง ยิ่งเวลาเลือกตั้งใกล้เข้ามาโอกาสยิ่งน้อยลง เพราะจะปฏิรูปอะไรแบบยกเครื่องไม่น่าจะทำได้ในรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง เพราะต้องห่วงฐานเสียง ประกอบกับบริบทของสังคมไทย ขณะที่ประเทศไทยมีฐานขององค์กรหลายองค์กรที่เน่าเปื่อยผุพังทับซ้อนกันอยู่หลายชั้น รอเวลาจะพังทลายลงมา
แต่ในบทความนี้จะกล่าวเฉพาะการศึกษาของเด็กไทย หรือที่จริงคือคุณภาพการศึกษา ที่คนส่วนใหญ่โดยเฉพาะในภาคธุรกิจการจ้างงานทราบเป็นอย่างดีว่า มีความตกต่ำลงเป็นลำดับ จนล้าหลังประเทศอื่นๆ และก็มีข่าวการจะปฏิรูปการศึกษากันมาตั้งแต่รัฐบาลนี้เริ่มเข้ารับหน้าที่บริหารประเทศ แต่ก็ดูยังไม่มีอะไรปรากฏให้เห็นเป็นรูปธรรม ที่จริงทุกรัฐบาลที่ผ่านมาได้ให้ความสำคัญกับการศึกษา แต่ที่ทำได้ก็มีแค่เปลี่ยนหลักสูตรและปรับเรื่องการสอบที่ดูจะทำให้มาตรฐานลดลงเสียด้วยซ้ำ
ไม่มีรัฐบาลไหนสามารถยกเครื่องกระทรวงศึกษาธิการ ตัดเนื้อร้ายที่เน่าเฟะ หรือขุดคุ้ยเอาฐานรากที่ผุพังออกมาทิ้งได้ ความหวังจึงฝากอยู่ที่รัฐบาลนี้ว่า จะทำให้มีการเปลี่ยนแปลงขนาดใหญ่เกิดขึ้นได้ อย่างน้อยก็รื้อทิ้งแล้วสร้างใหม่สัก 1-2 คอนโด น่าจะทำให้อะไรๆ ดีขึ้นมาก
ผู้เขียนเรียกว่าเป็นคอนโดเนื่องจากกระทรวงศึกษาธิการนั้น แบ่งแยกการบริหารกันชัดเจนเป็นแท่งๆ หรือผู้เขียนเรียกว่าเป็นคอนโด ผู้บริหารในระดับข้าราชการที่สูงสุดต่างเป็น C11 ด้วยกันทั้งสิ้น ดังนั้น ถ้าเจ้ากระทรวงศึกษาฯ ทำไม่ทันทั้งหมดก็เลือกสักแค่ 1-2 แท่ง หรือคอนโดมาจัดการ
เป็นที่ทราบกันดีจากรายงานของสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เมื่อเกือบ 10 ปีที่แล้ว (พ.ศ. 2551) ว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระดับชาติอยู่ในระดับที่น่ากังวล โดยที่คะแนนเฉลี่ยของนักเรียนชั้นประถม 6 และมัธยม 6 ในวิชาหลักๆ อยู่ในระดับต่ำกว่า 50% ต่อมาอีกประมาณ 5-6 ปี พบในรายงานของ OECD (องค์กรเพื่อความร่วมมือและพัฒนาทางเศรษฐกิจ) ระบุว่า เด็กไทยมีความสามารถในการอ่านลดลงอยู่ในอันดับที่ 42 จาก 57 ประเทศ ยิ่งถ้าเป็นความรู้ทางวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ยิ่งเข้าใกล้เลข 57 ไปเข้าไปใหญ่
แสดงว่ารู้ทั้งรู้แต่การแก้ไขไม่ตรงจุดไม่ได้ผล หรือไม่ได้แก้ทำให้ถอยหลังเข้าคลอง ยิ่งถ้าดูผล PISA เมื่อปี 2015 ยิ่งเห็นว่าเด็กไทยเราตกหล่นต่ำลงไปอีกคือจาก 70 ประเทศ ประเทศไทยเป็นอันดับที่ 54 ซึ่งเกือบจะต่ำสุดในกลุ่มประเทศอาเซียน ชนะอยู่ประเทศเดียวคือ อินโดนีเซีย ซึ่งเป็นอันดับที่ 57 ที่ผู้เขียนเรียกว่าตกลงไปอีก เนื่องจากในปี 2012 ประเทศความไทยติดอยู่ในอันดับที่ 48 สำหรับวิทยาศาสตร์และการอ่าน และลำดับที่ 50 สำหรับคณิตศาสตร์จากประกาศที่เข้าร่วมทั้งหมด 65 ประเทศ ถ้าไม่เรียกว่าปรับปรุงกันไปปรับปรุงกันมากลายเป็นถอยหลังเข้าคลองก็ไม่ทราบว่าจะเรียกอะไรแล้ว
PISA ย่อมาจาก Programme for International Assessment เป็นโครงการความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิก OECD (Organization for Economic Cooperation and Development) เพื่อวัดหรือประเมินความสามารถของเด็กอายุประมาณ 15 ปี ซึ่งสำหรับประเทศสมาชิก OECD เด็กอายุประมาณนี้เป็นช่วงอายุที่ใกล้จบการศึกษาภาคบังคับของประเทศพวกเขา
ทั้งนี้ เพื่อประเมินว่าเด็กๆ ได้รับการเตรียมความพร้อมเพียงใดที่จะต้องออกไปเผชิญกับสังคมความรู้ (Knowledge Society) ในปัจจุบัน โดยเน้นในประเด็นที่ว่าเด็กๆ จะสามารถมีความรู้และทักษะมากพอที่จะนำไปใช้ในชีวิตจริงได้หรือไม่ ซึ่งบุคคลในวงการศึกษาบางท่านเห็นว่าไม่ควรวิตกกังวลกับผลของ PISA มากนัก เพราะไม่ใช่การทดสอบที่แท้จริง มุมมองนี้จึงเป็นมุมมากอีกมุมหนึ่งที่ต่างออกไป จะน่ากังวลหรือไม่แค่ไหนขอให้ท่านผู้อ่านเป็นผู้ตัดสินเองดีกว่า
อย่างไรก็ตาม สำหรับเด็กไทยการที่จบการศึกษาออกมาแล้วสามารถใช้ชีวิตในสังคมได้ สามารถทำงานได้ทันทีย่อมเป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งการจะใช้ชีวิตหรือทำงานได้ ต้องสามารถคิดเชิงวิเคราะห์ได้ มีเหตุมีผล ซึ่งเราจะเห็นได้ว่าเป็นสิ่งที่ขาดมากในเด็กไทยคือ ขาดสิ่งที่เขาเรียกว่า Communication Thinking Skill ซึ่งที่จริงไม่ได้ขาดเฉพาะในเด็กแต่ขาดในสังคมไทยเกือบทั้งหมดก็ว่าได้
ตัวเลขอีกตัวหนึ่งที่ผู้เขียนได้เห็นมาแล้วทำให้เกิดความกังวลเช่นเดียวกันคือ เด็กไทยที่จบมาประมาณ 1.7 หมื่นคน แล้วสามารถทำงานได้เลยมีเพียง 2,000 คนเท่านั้น และมาจากมหาวิทยาลัยที่มีชื่อของไทยไม่เกิน 5 แห่ง ส่วนอีกหลายๆ แห่งต้องมีการปรับปรุงทั้งสิ้น นอกจากนี้ยังมีบางแห่งที่เป็นที่รู้จักกันดีด้วยวลีที่ว่า “จ่ายครบจบแน่”
การยกเครื่องจึงควรดูเป็น 2 ขั้นตอน คือ ขั้นตอนของอุดมศึกษาควรจะมีการประเมินมหาวิทยาลัยทั้งหมดในประเทศไทยใหม่ ถ้าไม่ผ่านก็ยุบไปอย่างมัวแต่ลูบหน้าปะจมูก หรือกลัวการประท้วง ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรก็เป็นที่ทราบกันอยู่ ส่วนในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานผู้เขียนได้เคยอ่านงานวิจัยของ TDRI และถ้าจำไม่ผิดได้สรุปว่ามีสาเหตุมาจากระบบประเมินผลผิดพลาด ปัญหาคุณภาพของข้อสอบ ฯลฯ และผู้เขียนขอเพิ่มเติมในส่วนที่ได้ยินมาด้วยว่า เรื่องของการที่ไม่ต้องการให้มีนักเรียนสอบตก ต้องเข็นขึ้นมาให้หมดก็เป็นปัจจัยที่สร้างปัญหาระยะยาวเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะเมื่อเรียนต่อไปในชั้นอุดมศึกษาและถึงแม้จะจบออกมาได้ก็ขาดคุณภาพ ซึ่งเรื่องของการที่เด็กที่จบออกมาแล้วไม่สามารถคิดวิเคราะห์ และทำงานได้เองโดยไม่ต้องมีคนสอนคนบอกเป็นขั้นเป็นตอนให้ทำ นี้ยังลามปามไปถึงการที่บริษัทต่างชาติหลายบริษัทตัดสินใจไม่มาลงทุนตั้งโรงงานอุตสาหกรรมในประเทศไทย เนื่องจากขาดกำลังคนที่มีความรู้ความสามารถ แต่หันไปลงทุนในประเทศสมาชิกอาเซียนอื่นแทน ทำให้ต้องเร่งแก้ไขให้ทัน ไม่เช่นนั้นจะเป็นประเทศไทย 4.0 ได้อย่างไร







