
ฝรั่งเศสเปิดช่อง ปูทางยุคดอกเบี้ยขาขึ้น
การเลือกตั้งฝรั่งเศสผ่านพ้นไปพร้อมความโล่งใจของกลุ่มยูโรโซนที่ไม่ต้องสูญเสียเศรษฐกิจขนาดใหญ่คิดเป็นสัดส่วนถึง 21% ของทั้งหมด หลัง เอ็มมานูเอล มาครง
โดย...ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์
การเลือกตั้งฝรั่งเศสผ่านพ้นไปพร้อมความโล่งใจของกลุ่มยูโรโซนที่ไม่ต้องสูญเสียเศรษฐกิจขนาดใหญ่คิดเป็นสัดส่วนถึง 21% ของทั้งหมด หลัง เอ็มมานูเอล มาครง ผู้สมัครที่มีแนวคิดกลาง สนับสนุนการค้าเสรี และสหภาพยุโรป (อียู) คว้าชัยชนะไปได้ตามคาดการณ์ไว้ กลายเป็นการขจัดความเสี่ยงใหญ่ที่สุดของยุโรปในปีนี้
การขจัดความเสี่ยงดังกล่าวจะช่วยเป็นปัจจัยเสริมให้ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) พิจารณาลดขนาดการกระตุ้นลงในอนาคตตามหลังธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่เดินหน้าไปแล้ว ท่ามกลางเศรษฐกิจและเงินเฟ้อที่ฟื้นตัวขึ้นกว่าปีก่อน
ชัยชนะของมาครงช่วยผ่อนคลาย “ความกังวล” ในอนาคตของยูโรโซน หลังคว้าชัยเหนือมารีน เลอ เปน ผู้สมัครที่มีแนวคิดเช่นเดียวกับประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ในประเด็นการปกป้องการค้าและไม่ต้องการอยู่ร่วมกับอียู ส่งผลให้ค่าเงินยูโรแข็งค่าขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 6 เดือน เมื่อเทียบกับเหรียญสหรัฐ จากการคลายความกังวลดังกล่าว
เศรษฐกิจยูโรโซนเริ่มต้นปีนี้อย่างแข็งแกร่ง โดยทั้ง 19 ชาติ ปรับตัวรวมถึง 1.8% ในไตรมาสแรกที่ผ่านมา เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ดัชนีผู้จัดการฝ่ายซื้อ (พีเอ็มไอ) ที่วัดความสามารถในการดำเนินการของเอกชน จัดทำโดยไอเอชเอส มาร์กิต ปรับตัวขึ้นเป็น 56 จุด เมื่อเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา ผ่านเส้นแบ่งการหดตัวที่ 50 จุด และสูงที่สุดในรอบ 70 เดือน
ขณะเดียวกัน อัตราเงินเฟ้อของยูโรโซนยังขยายตัวอยู่ที่ 1.9% เมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา ขึ้นมาจาก 1.5% ในเดือน มี.ค. และตามหลังเดือน ก.พ.ที่ขยายตัวอยู่ถึง 2% เพียงเล็กน้อย โดยอัตราดังกล่าวใกล้เคียงกับเป้าหมายเงินเฟ้อที่อีซีบีกำหนดเอาไว้ที่ “ต่ำกว่า 2% เล็กน้อย” หลังได้รับแรงหนุนจากภาวะราคาน้ำมันที่ฟื้นตัวขึ้น
เศรษฐกิจและอัตราเงินเฟ้อที่ขยับขึ้นนี้เอง ทำให้อีฟส์ เมิร์ช สมาชิกคณะกรรมการการเงินของอีซีบี เปิดเผยว่า อีซีบีควรที่จะเปลี่ยนน้ำเสียงยามพูดถึงเศรษฐกิจจากเชิงลบ หรือเศรษฐกิจกำลังย่ำแย่และอาจไม่เป็นไปตามเป้าหมาย ไปยังระดับกลางๆ หลังการขยายตัวทางเศรษฐกิจฟื้นตัว ซึ่งจะช่วยส่งตลาดแรงงานและอัตราเงินเฟ้อด้วย
“ถ้าเศรษฐกิจยูโรโซนฟื้นตัวและอัตราเงินเฟ้อจะเดินไปข้างหน้าตามเป้าหมายของอีซีบีในระดับที่มั่นคง การพูดคุยเกี่ยวกับการปรับทิศทางนโยบายการเงินให้เข้มงวดมากขึ้นจะสามารถทำได้ในอนาคต” เมิร์ช กล่าว
ปัจจุบัน อีซีบีใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย โดยใช้โครงการซื้อคืนพันธบัตรเดือนละ 6 หมื่นล้านยูโร (ราว 2.2 ล้านล้านบาท) จนถึงสิ้นเดือน ธ.ค.ที่จะถึงนี้ หลังลดขนาดจาก 8 หมื่นล้านยูโร (ราว 3 ล้านล้านบาท) ไปในเดือนที่แล้ว และจะขึ้นอัตราดอกเบี้ย ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ระดับต่ำติดลบ 0.4% เมื่อระยะเวลาของโครงการดังกล่าวสิ้นสุดลง
หากอีซีบียุติการใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายไปสู่ทิศทางตรงข้าม จะกลายเป็นอีกหนึ่งธนาคารกลางของกลุ่มประเทศเศรษฐกิจมหาอำนาจ ตามหลังสหรัฐ ที่เฟดให้คำมั่นจะเดินหน้าขึ้นอัตราดอกเบี้ยต่อไป และจะทำให้ธนาคารกลางอื่นๆ ทั่วโลกหันมาลดความต่างของอัตราดอกเบี้ยกับประเทศเหล่านั้นด้วยการขึ้นดอกเบี้ยตามไปในที่สุด เนื่องจากไม่ต้องการเสี่ยงกับความผันผวนของเงินทุนที่มักเข้าไปยังประเทศที่มีอัตราดอกเบี้ยสูงกว่า
อย่างไรก็ตาม แม้ค่าเงินยูโรจะแข็งค่าขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 6 เดือนเมื่อวานนี้ แต่ก็อ่อนค่าลงมาเมื่อยังมีความกังวลเหลืออยู่สำหรับประเด็นเลือกตั้งฝรั่งเศส
มาครงขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีฝรั่งเศสไม่เพียงแต่สร้างประวัติศาสตร์ด้วยการเป็นประธานาธิบดีที่อายุน้อยที่สุดเท่านั้น แต่ยังมาจากพรรคใหม่ที่เพิ่งก่อตั้งและยังไม่เคยมีที่นั่งในสภาเลยแม้สักที่เดียว จึงก่อให้เกิด “ความกังวล” ต่อความสามารถในการคว้าเสียงส่วนใหญ่ในสภามาครอง ซึ่งจะมีการจัดเลือกตั้งในวันที่ 11 และ 18 มิ.ย.ที่จะถึงนี้
“แม้มาครงจะสามารถคว้าชัยชนะมาได้ในรอบสองนี้ แต่เรื่องการคว้าเสียงสนับสนุนในสภายังคงเป็นเรื่องสำคัญอยู่” เอลวิน เดอ กรูท นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสของราโบแบงก์ เปิดเผยกับซีเอ็นบีซี
แม้เลอ เปน จะพ่ายแพ้ไปแล้ว แต่ “ความกังวล” ต่อปัญหาการปกป้องการค้ายังคงอยู่ โดยเฉพาะเมื่อประธานาธิบดีสหรัฐที่ลงมือทำจริงไม่ใช่เพียงคำขู่ เช่น การสั่งให้สอบคู่ค้าที่มีการค้าเกินดุลกับสหรัฐทั้งหมด 16 ชาติ ซึ่งรวมถึงเยอรมนีและฝรั่งเศส สองเศรษฐกิจรายใหญ่ของยูโรโซน
มาริโอ ดรากี ผู้ว่าการอีซีบี ส่งสัญญาณก่อนหน้านี้ หลังการประชุมในวันที่ 27 เม.ย.ว่า เศรษฐกิจของยูโรโซนกำลังปรับตัวไปในทิศทางที่ดีขึ้นต่างกับปี 2016 แต่ความเสี่ยงยังคงมีอยู่ และการที่อัตราเงินเฟ้อจะปรับขึ้นให้ถึงเป้าหมายต้องเผชิญอุปสรรคอีกมาก
ราคาน้ำมันที่เป็นปัจจัยสนับสนุนการฟื้นตัวของอัตราเงินเฟ้อทั่วโลก ปรับลงต่ำถึง 11% ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา หลุดจากระดับ 45 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ไปเมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมาสู่ระดับที่ต่ำที่สุดเกือบ 6 เดือน หรือช่วงก่อนกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ของโลก (โอเปก) และนอกโอเปก จะประกาศจับมือลดการผลิตน้ำมันกลางปีนี้ ด้วยปัจจัยความกังวลเดิมอย่างปริมาณการผลิตน้ำมันล้นตลาด ซึ่งครั้งนี้มาจากผู้ผลิตสหรัฐ
ไม่เพียงเท่านั้น ปัญหาความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ยังกลับมามีบทบาทอีกครั้งในปีนี้ สร้างความยุ่งยากต่อการคาดเดาอัตราเงินเฟ้อและการขยายตัวทางเศรษฐกิจ และในวันนี้เกาหลีใต้ ซึ่งเป็นผู้เกี่ยวข้องโดยตรงของความตึงเครียดคาบสมุทรเกาหลี จะเลือกตั้งประธานาธิบดีคนใหม่ ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากการบอยคอตของชาวจีนที่ไม่พอใจการติดตั้งระบบต่อต้านขีปนาวุธทาด (THAAD)
ชัยชนะของมาครงจะส่งผลต่อทิศทางดอกเบี้ยของโลกหรือไม่ ต้องจับตาการส่งสัญญาณของธนาคารกลางยุโรปที่จะมีกำหนดประชุมวันที่ 8 มิ.ย.ที่จะถึงนี้







