
บ้านเลขที่ 183 (2)
เมื่อกว่า 50 ปีมาแล้ว ผมได้นำจำปาดะจากตรังเป็นของฝากให้ผู้ใหญ่ผู้มีพระคุณในกรุงเทพฯ ท่านชื่อ อาจารย์วันทนา กลีบเมฆ
โดย...ถาวร หลีกภัย
เมื่อกว่า 50 ปีมาแล้ว ผมได้นำจำปาดะจากตรังเป็นของฝากให้ผู้ใหญ่ผู้มีพระคุณในกรุงเทพฯ ท่านชื่อ อาจารย์วันทนา กลีบเมฆ ท่านเคยสอนผมที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ท่านได้ช่วยให้ผมได้อาศัยอยู่วัดเพื่อเรียนหนังสือในกรุงเทพฯ วันที่ผมเอาจำปาดะไปให้ท่าน ท่านไม่อยู่บ้าน ผมจึงฝากจำปาดะกับเด็กในบ้านของท่าน พร้อมกับข้อความว่า “ผลไม้จากปักษ์ใต้จากถาวร” หลายวันต่อมาเมื่อผมได้พบอาจารย์ ท่านรีบบอกผมทันทีว่า “ถาวร ขนุนที่เธอเอามาให้ครูเน่าหมดเลย” ผมจึงถึงบางอ้อว่าคนกรุงเทพฯ ไม่รู้จักจำปาดะจริงๆ ยังจำได้ผมตอบอาจารย์ไปว่า “มันไม่ใช่ขนุน มันเป็นจำปาดะ เวลาสุกเนื้อดูออกเละๆ แต่กินได้เลย หวานกว่าขนุน” ถ้าหากผมได้พบอาจารย์ในวันที่นำของฝากไปให้ท่านผมคงจะได้อธิบายคุณลักษณะของจำปาดะว่าต่างจากขนุนอย่างไร และคงไม่เสียของจำปาดะที่ผมเลือกเอง กะให้สุกพร้อมกินเมื่อถึงกรุงเทพฯ ถูกห่อหุ้มอย่างดีบรรจุในชะลอม เพื่อลดกลิ่นที่อาจจะรบกวนเพื่อนร่วมทางในขบวนรถไฟตรัง-กรุงเทพฯ ระยะทางกว่า 800 กิโลเมตร แต่กลับต้องกลายเป็นของเสียต้องถูกโยนทิ้งไปอย่างน่าเสียดาย
ตรังในวันนี้ คงจะมีพื้นที่ป่าเหลืออยู่แปลงเล็กๆ ผืนเดียวในตัวเมืองก็คือ บ้านเลขที่ 183 ป่าไม้ให้ความร่มรื่นและเป็นปอดให้ผู้คน แม้แต่แมลงก็ยังสัมผัสได้ถึงความร่มเย็นของป่า ถ้าท่านแหงนดูยอดไม้สูงที่บ้านนี้ บางต้นจะมีรังผึ้งโดยไม่มีใครไปรบกวนมัน และถ้าท่านก้มดูดินที่นี้ก็มีปลวกที่แสดงพลังสร้างจอมปลวกยกเก้าอี้ไม้สักให้ลอยเหนือพื้นดินได้ ปลวกกินไม้เป็นเรื่องที่ทุกคนรู้กัน แต่ธรรมชาติก็ให้ความรู้ว่าปลวกกับไม้สักอยู่ด้วยกันได้ แต่เมื่อจอมปลวกกับเก้าอี้ไม้สักมาอยู่บ้านนักการเมือง จินตนาการของคนที่มาเดินชมก็แตกต่างกันไป คอการเมืองบางคนก็อดไม่ได้ที่จะตีความว่า เก้าอี้หมายถึงตำแหน่งรัฐมนตรีเมื่อถูกดันให้ลอยเหนือดินพี่ชวนจะกลับมา ว่าไปนั่น
2 มี.ค. 2560 ตระกูล “หลีกภัย” เปิดบ้านเลขที่ 183 ทำบุญครบรอบ 6 ปี ที่แม่ถ้วนได้เสียชีวิต ช่วงเช้ามีพิธีสงฆ์ ตามด้วยการารำมโนราห์ ในงานมีซุ้มอาหารและเครื่องดื่มบริการผู้ร่วมงาน บ้านหลังนี้คงมีเรื่องราวให้เล่าขานกันต่อไป
ในวัยเด็กของผม บ้านเลขที่ 183 อยู่ในสวนยางพารา เป็นชนบทไม่ใช่อยู่ในเมืองอย่างที่เราเห็นกันในวันนี้ บ้านถูกล้อมรอบด้วยสวนยาง หลังบ้านเป็นสวนยางของเราเอง ข้างบ้านทั้งสองด้านเป็นสวนยางของเพื่อนบ้าน ส่วนหน้าบ้านมีถนนวิเศษกุล ซึ่งมีสภาพเป็นถนนลูกรังตัดผ่าน ข้ามถนนตรงไปฝั่งตรงข้ามก็เป็นสวนยางแปลงใหญ่อยู่ด้านข้างของโรงเรียนสภาราชินี
อย่างไรก็ตาม พื้นที่รอบตัวบ้านในวัยเด็กจะมีไม้ผล มีมะมุด ฝรั่ง เงาะ มะละกอ กล้วย ชมพู่ มะขาม มะนาว และน้อยโหน่งอยู่หน้าบ้านใกล้ถนน ผลน้อยโหน่งมีผิวค่อนข้างเรียบ เวลาสุกจะเห็นผลมีสีชมพูอมแดง อวดผู้คนที่เดินผ่าน จะมีลูกค้าโดยเฉพาะเด็กๆ มาขอซื้อเป็นประจำ ขายกันลูกละสลึงจนถึงสิบสลึงตามขนาดของลูก น้อยโหน่งสร้างรายได้เป็นค่าขนมให้กับเด็กๆ บ้านเลขที่ 183 เรื่อยมา
บ้านเลขที่ 183 ก็เหมือนสิ่งก่อสร้างทั่วไปที่ทรุดโทรมและได้ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้นตามกาลเวลามาเป็นระยะๆ บ้านที่เห็นในวันนี้มีพื้นที่ประมาณ 5 ไร่ ล้อมรอบด้วยต้นไม้นานาพันธุ์ นับตั้งแต่ ตะเคียนทอง มะขาม มะพร้าว สะเดา ยางนา พะยอม สะตอ มะมุด และจำปาดะ เป็นต้น และมีพันธุ์ไม้จากต่างประเทศที่พี่ชวนนำมาปลูก เช่น สตาร์แอปเปิ้ลจากฟิลิปปินส์ ซากือจากเวียดนาม เนื่องจากซากือมีใบคล้ายมะยม และพี่ชวนเป็นคนนำมาปลูก เจ้าหน้าที่ป่าไม้ได้ติดป้ายที่ต้นซากือให้ชื่อไทยว่า “ยมชวน”
สำหรับผลไม้พื้นเมืองภาคใต้ที่บ้านเลขที่ 183 มีอยู่ในวันนี้คือ มะมุด และจำปาดะ มะมุดจะถือว่าเป็นมะม่วงป่าก็เรียกได้ มะมุดมี 2 พันธุ์ มะมุดลูกเล็ก เรียกพันธุ์พริก และมะมุดลูกใหญ่ เรียกพันธุ์ขาควาย ผลคล้ายมะม่วง ผลดิบสีเขียว รสเปรี้ยว เมื่อสุกผลจะออกเหลือง มีรสหวานอมเปรี้ยว ส่วนจำปาดะ คล้ายขนุนทั้งลำต้นและผล เป็นผลไม้ที่คนภาคอื่นไม่ค่อยจะรู้จัก ท่านสามารถเดินชมมะมุดและจำปาดะได้ที่บ้านนี้ เวลาผลสุกทั้งมะมุดและจำปาดะกลิ่นหอมฉุนไปไกลไม่แพ้ทุเรียน ผมเคยมีประสบการณ์เรื่องจำปาดะ ที่ขอเล่าสู่กันฟัง







