posttoday
ถอดรหัส “บ๊วยคืนชีพ” ของกินเล่นคนไทย แต่คนจีนมองเป็นอาหารบำรุง

ถอดรหัส “บ๊วยคืนชีพ” ของกินเล่นคนไทย แต่คนจีนมองเป็นอาหารบำรุง

14 มิถุนายน 2569

ถอดรหัส “บ๊วยคืนชีพ” แบรนด์ไทยที่ไปตีตลาดจีน กว่า 90% “เมื่อคนไทยกินเล่น แต่คนจีนมองเป็น ของกินเพื่อสุขภาพอายุยืนยาว”

“คนไทยมองบ๊วยเป็นของกินเล่น

แต่คนจีนมองเป็นของกินเพื่อสุขภาพดียืนยาว” 

 

นนทกช ปัญญาปัทม์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เวย์ตาน่า จำกัด เจ้าของแบรนด์ “Mag Mag” และผู้ผลิต “บ๊วยคืนชีพ” กำลังเล่าเส้นทางธุรกิจผลไม้แปรรูปที่เขาสั่งสมมานานกว่า 19 ปี จากสินค้าท้องถิ่นธรรมดา ๆ สู่หนึ่งในแบรนด์บ๊วยไทยที่สามารถเจาะตลาดจีนได้สำเร็จ

 

เดิมทีครอบครัวของนนทกชประกอบธุรกิจให้เช่าอุปกรณ์ถ่ายทำภาพยนตร์ ไม่ว่าจะเป็นกล้อง ไฟ หรืออุปกรณ์โปรดักชันต่าง ๆ ทำให้เขาเลือกศึกษาต่อด้านนิเทศศาสตร์ สาขาโฆษณา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ด้วยความตั้งใจที่จะกลับมาสานต่อกิจการของครอบครัวในอนาคต

 

แต่อย่างไรก็ตาม แม้เส้นทางเขาจะโตมากับสายครีเอทีฟ แต่เขาก็ไม่เคยละทิ้งความสนใจด้านอาหาร โดยเฉพาะ “ขนมและผลไม้ไทย” ที่ผ่านมาเขามักจะตั้งคำถามเสมอว่า ทำไมวัตถุดิบท้องถิ่นที่มีคุณภาพของไทยจึงไม่สามารถก้าวขึ้นเป็นสินค้าพรีเมียมได้เหมือนสินค้าในต่างประเทศ 

ถอดรหัส “บ๊วยคืนชีพ” ของกินเล่นคนไทย แต่คนจีนมองเป็นอาหารบำรุง

จากคำถามที่ถามวนอยู่ซ้ำ ๆ ทำให้เขาเริ่มทดลองธุรกิจเล็กๆ ของตัวเองด้วยเงินทุนเพียง 600 บาท เปิดร้านขายสาคูมะพร้าวอ่อนแถวบางขุนนนท์ เป็นรายได้เสริมจากอาชีพหลักงานโฆษณา แต่เมื่อทำไปเรื่อย ๆ เริ่มมีลูกค้าตามหาสินค้าอยู่เสมอ เพราะไม่ได้ขายทุกวัน จากที่ทำเป็นรายได้เสริม จึงทำให้เขาเดินหน้าพัฒนาธุรกิจอย่างจริงจัง จากการปรึกษาครอบครัวและ

 

เริ่มปรับปรุงหน้าร้าน พัฒนาสินค้า และขยายช่องทางจำหน่าย จากสาคูมะพร้าวอ่อน สินค้าค่อย ๆ ขยายไปสู่ผลไม้อบแห้ง ผลไม้แปรรูป และของกินเล่นหลากหลายประเภท หนึ่งในนั้นคือ "บ๊วย"

 

เขาบอกกับ โพสต์ทูเดย์ว่า รากฐานบองบ๊วยไทย เชื่อมโยงกับโครงการพัฒนาพื้นที่สูงตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ที่ทรงส่งเสริมให้เกษตรกรบนพื้นที่สูงปลูกบ๊วยเป็นพืชเศรษฐกิจ สร้างรายได้ทดแทนการทำไร่เลื่อนลอย จนกลายเป็นจุดเริ่มต้นของห่วงโซ่วัตถุดิบที่สำคัญในปัจจุบัน

 

บ๊วยที่บริษัทนำมาใช้ส่วนใหญ่มาจากพื้นที่จังหวัดเชียงราย ซึ่งมีลักษณะเป็นป่าบ๊วยที่มนุษย์เข้าไปดูแลมากกว่าการทำเกษตรเชิงอุตสาหกรรม อาศัยสภาพอากาศและธรรมชาติเป็นปัจจัยหลักในการเติบโต โดยแทบไม่มีการใช้สารเคมี 

ถอดรหัส “บ๊วยคืนชีพ” ของกินเล่นคนไทย แต่คนจีนมองเป็นอาหารบำรุง

นนทกช เล่าว่า จุดเริ่มต้นของธุรกิจมาจากการมองเห็นโอกาสในตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศจีน ซึ่งเป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่และมีความคุ้นเคยกับบ๊วยอยู่แล้ว

 

ต่างจากผลไม้ไทยหลายชนิดที่ต้องใช้เวลาอธิบายหรือสร้างการรับรู้ บ๊วยเป็นผลไม้ที่ฝังอยู่ในวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของคนจีนมานานนับพันปี

 

"ถ้าจะเอาสินค้าไทยไปขายต่างประเทศ เราต้องเลือกสินค้าที่เขารู้จักอยู่แล้ว"

 

เมื่อคนไทยกินเล่น แต่คนจีนกินเพื่อสุขภาพ

 

นนทกช บอกว่า แบรนด์ส่งขายจีนกว่า 90% ในทุกช่องทาง ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา พยายามค่อยๆ แทรกซึมตลาด สำหรับผลไม้ไทย โดยเฉพาะในสายตาของผู้บริโภคชาวจีน ถือเป็นสินค้าที่มีคุณภาพ รสชาติดี และได้รับการยอมรับในระดับสูง ซึ่ง “บ๊วย” ก็เป็นหนึ่งในผลไม้ที่ได้รับความนิยม โดยตลาดบ๊วยในจีนมีขนาดใหญ่ มีมูลค่ากว่า 21,000 ล้านบาท เฉพาะในกลุ่มสินค้าบ๊วยเพียงอย่างเดียว ยังไม่รวมผลิตภัณฑ์ขนมหรือสแน็กประเภทอื่น

 

“ปัจจุบัน เราถือเป็นหนึ่งในผู้นำตลาดบ๊วยไทยในประเทศจีน หากพูดถึงบ๊วยไทยในจีน คนส่วนมากจะนึกถึงแบรนด์เราเป็นอันดับต้น ๆ”

 

บ๊วยถือเป็นพืชที่มีลักษณะเฉพาะ เพราะเป็นเสมือน “ป่าที่มนุษย์เข้าไปดูแล” การเพาะปลูกแทบไม่ใช้สารเคมี และอาศัยสภาพอากาศตามธรรมชาติเป็นหลัก หากปีใดสภาพอากาศเอื้ออำนวย ผลผลิตก็จะมีคุณภาพดีและออกสู่ตลาดจำนวนมาก แต่หากผลผลิตในประเทศไม่เพียงพอ 

 

บริษัทก็อาจต้องนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศเพื่อมาแปรรูปในประเทศไทย

 

จุดเด่นของบ๊วยจึงอยู่ที่คุณภาพของวัตถุดิบ ซึ่งอาจเรียกได้ว่ามีความเป็นธรรมชาติยิ่งกว่าสินค้าออร์แกนิกบางประเภท เพราะแทบไม่ต้องพึ่งพาสารเคมีในการเพาะปลูก 

 

นอกจากนี้ ในวัฒนธรรมจีน บ๊วยยังถูกมองว่าเป็นผลไม้แห่งสุขภาพและความยืนยาว (Longevity) หมายความว่ามันอยู่ในตำรับยา ดังนั้นในมุมมองของคนจีน ไม่ว่าจะอยู่ทั่วโลก จะมองว่าบ๊วยเป็นสินค้าสุขภาพ ไม่ได้มองเป็นสแน็คเหมือนเรา 

 

“คนจีนมีความเชื่อว่า กินแล้วสุขภาพดี ช่วยย่อย ช่วยผิวพรรณ ชะลอวัย มันจะมีจุดนี้ที่มันเป็นจุดที่เป็นจุดแข็งของสินค้าของเรา”

ถอดรหัส “บ๊วยคืนชีพ” ของกินเล่นคนไทย แต่คนจีนมองเป็นอาหารบำรุง

ทำไมต้องชื่อ “บ๊วยคืนชีพ” ?

 

เขาบอกว่า เขาอยากให้แบรนด์ของเขาเป็นแบรนด์ที่สนุก จึงเป็นที่มาของชื่อ อีกทั้งจากภาพจำของต้นบ๊วยในฤดูหนาว ในช่วงเวลาที่ต้นไม้และดอกไม้หลายชนิดเหี่ยวเฉาหรือร่วงโรย ต้นบ๊วยกลับผลิดอกสีสวยสะพรั่งท่ามกลางอากาศหนาวเย็น ราวกับมีพลังชีวิตที่พร้อมฟื้นคืนอีกครั้ง

 

แนวคิดดังกล่าวจึงถูกนำมาตั้งเป็นชื่อผลิตภัณฑ์ "บ๊วยคืนชีพ" เพื่อสื่อถึงความสดชื่น ความมีชีวิตชีวา และการกลับมามีพลังอีกครั้ง

 

และชื่อที่ฟังดูแปลกหูในวันนั้น กลับกลายเป็นหนึ่งในสินค้าที่สร้างชื่อให้กับบริษัทมากที่สุด

 

Next plan อยากขยายโปรดักต์ เครื่องดื่ม เครื่องสำอาง 

 

จากจุดแข็งดังกล่าว บริษัทจึงพยายามต่อยอดธุรกิจจากผลิตภัณฑ์ “บ๊วยคืนชีพ” ไปสู่สินค้าใหม่ ๆ ทั้งในกลุ่มเครื่องดื่มและผลิตภัณฑ์สุขภาพ รวมถึงการสร้างมูลค่าเพิ่มจากของเหลือในกระบวนการผลิต 

 

ตัวอย่างเช่น เมล็ดบ๊วยที่เหลือจากการแปรรูป ซึ่งบริษัทได้ร่วมมือกับสถาบันการศึกษาเพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการผลิตไบโอชาร์ (Biochar) หรือการสกัดสารสำคัญจากเมล็ดบ๊วย 

 

โดยผลการวิจัยเบื้องต้นพบว่าสารสกัดจากเมล็ดบ๊วยอาจมีคุณสมบัติช่วยลดฝ้า จนนำไปสู่แนวคิดอยากพัฒนาผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางในอนาคต

 

อย่างไรก็ตาม ธุรกิจเหล่านี้ยังไม่ใช่ความเชี่ยวชาญหลักของบริษัท ซึ่งมีพื้นฐานมาจากธุรกิจสแน็ก การปรับตัวจึงไม่ใช่เพียงเรื่องของการอยู่รอดทางธุรกิจ แต่ยังเกี่ยวข้องกับทิศทางนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมของโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

 

ในมุมของตลาดจีน แม้จะไม่ได้ใช้มาตรฐานเดียวกับประเทศตะวันตกทั้งหมด แต่ผู้บริโภคก็ให้ความสำคัญกับกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ขณะเดียวกัน ภาครัฐจีนก็มีแนวโน้มออกนโยบายใหม่ได้อย่างรวดเร็ว 

 

ดังเช่นกรณีการบังคับแยกขยะในหลายเมืองใหญ่ที่ผ่านมา ดังนั้น ผมจึงไม่สามารถคาดเดาได้ว่าในอนาคตจะมีข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมใหม่ ๆ เกิดขึ้นกับสินค้าเกษตรหรืออาหารนำเข้าหรือไม่ จึงจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมล่วงหน้า

 

นอกเหนือจากการขยายตลาด ยังมีเป้าหมายในการสร้าง Ecosystem ของผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ โดยอาศัยจุดแข็งด้านช่องทางจำหน่ายที่ครอบคลุมทั้งออนไลน์และออฟไลน์ในประเทศจีน แต่ความท้าทายคือการก้าวเข้าสู่ธุรกิจที่ไม่ใช่ความเชี่ยวชาญโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นเครื่องดื่ม เครื่องสำอาง หรือสแน็กประเภทอื่น

 

สร้าง Ecosystem แบบ Xiaomi

 

เขายกตัวอย่างแนวทางของ Xiaomi ที่แม้จะเริ่มต้นจากธุรกิจอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ แต่สามารถขยายไปสู่สินค้าหลากหลายประเภทผ่านการร่วมทุน (Joint Venture: JV) และความร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจ จนสร้างระบบนิเวศของสินค้าอยู่ภายใต้แบรนด์เดียวกันได้สำเร็จ

 

จึงเกิดคำถามสำคัญว่า หากต้องการขยายธุรกิจในลักษณะดังกล่าว โครงสร้างการลงทุนและโมเดลการร่วมทุน (JV Model) ที่เหมาะสมควรมีรูปแบบอย่างไร เพื่อให้สามารถต่อยอดแบรนด์และสร้างการเติบโตในธุรกิจใหม่ได้อย่างยั่งยืน

 

แหล่งข้อมูล :จากงาน EARTH JUMP 2026 และการสัมภาษณ์เพิ่มเติม

 

ข่าวล่าสุด

คนรายได้น้อยหนุนคัดกรองบัตรคนจน แต่ค้านเกณฑ์ภาษี-รถยนต์-ครอบครัว

คนรายได้น้อยหนุนคัดกรองบัตรคนจน แต่ค้านเกณฑ์ภาษี-รถยนต์-ครอบครัว