posttoday
ณ จุดเชื่อมแห่งแขนงวิชา

ณ จุดเชื่อมแห่งแขนงวิชา

07 พฤษภาคม 2560

โคเปนเฮเกน อันดับ 1 เมืองน่าอยู่แห่งปี นิตยสาร monocle อันทรงอิทธิพลของโลก จัดอันดับ

โดย...อาทิตย์ โกวิทวรางกูร เครือข่ายมักกะสัน [email protected]

โคเปนเฮเกน อันดับ 1 เมืองน่าอยู่แห่งปี

นิตยสาร monocle อันทรงอิทธิพลของโลก จัดอันดับ Top 25 livable citites : Quality of Life survey เป็นประจำทุกปี

และโคเปนเฮเกนเป็นเมืองแรกที่สามารถคว้าแชมป์ได้ถึง 3 ครั้ง (2008 2013 2014) นับจากการจัดอันดับครั้งแรกในปี 2007 ปีเดียวกับที่นิตยสารฉบับนี้ถือกำเนิด

“... If any one man embodies the spirit of Copenhagen’s transformation to a model city, it is architect Jan Gehl.”

“หากมีใครสักคนที่มีบทบาทสำคัญต่อการเปลี่ยนโฉมโคเปนเฮเกน จนกลายเป็น ‘เมืองต้นแบบ’ ของโลก ... คนนั้นคือญาน เกห์ล”

ผมหยิบประโยคนี้มาจากในฉบับปี 2013 ที่ได้แชมป์สมัยที่สอง

ตอนนี้ยังไม่ขอเจาะลงไปดูวิวัฒนาการของโคเปนเฮเกน ในช่วง 50 ปีแห่งการเปลี่ยนแปลง (ขอเป็นตอนต่อไป)

แต่จะชวนท่านมาดูใน วันแรกแรก หรือที่ฝรั่งว่า Early Days

ว่า “ความคิดและวิธีการ” อันเป็นเอกลักษณ์ของเขานั้น “ก่อรูป-ประกอบร่าง” ขึ้นมาอย่างไร

ญาน เกห์ล และภรรยา ได้ทุนไปศึกษาการใช้พื้นที่สาธารณะของคนอิตาลี (ในปี 1965) และได้สังเกตเห็นจนพอเข้าใจว่าอะไรคือ “องค์ประกอบสำคัญ” ของพื้นที่สาธารณะที่ดี จากประเทศที่ขึ้นชื่อว่าผู้คนมีความสุขกับการใช้ชีวิตในพื้นที่สาธารณะที่สุดประเทศหนึ่งในโลก

รวมทั้งเริ่มสร้าง “เครื่องมือและวิธีการ” เพื่อช่วยให้การสังเกตและจดบันทึกเป็นระบบระเบียบมากขึ้น นำไปสู่คำถามที่ต้องการตอบมากขึ้น

เมื่อกลับสู่โคเปนเฮเกน ญานและภรรยาเริ่มสร้างชื่อจากการตั้งคำถาม และวิพากษ์วิจารณ์ ทิศทางการพัฒนาที่อยู่อาศัยที่ขาดความเข้าใจในมนุษย์ 

พวกเขาตีพิมพ์บทความหลายชิ้น และออกสื่อเพื่อสื่อสารความคิดอย่างเข้มข้น

อย่างไรก็ตาม ทั้งคู่รู้ดีว่าวิจารณ์อย่างเดียวนั้นไม่พอ ต้องมีองค์ความรู้เพื่อนำไปสู่การจัดการในทิศทางที่ถูกต้องได้ด้วย

พวกเขาเชื่อว่าต้องสร้าง “เครื่องมือ” ใหม่ๆ เพื่อใช้ในการศึกษาและเผยแพร่ความรู้พื้นฐาน

อินกริด ภรรยาของเขา เลือกศึกษาสภาพแวดล้อมในที่พักอาศัย (ถือเป็น Environmental Psychologist คนแรกของเดนมาร์ก เน้นศึกษาแง่มุมทางจิตวิทยาของบ้านและที่พักอาศัย)

ส่วน ญาน เน้นศึกษาชีวิตคนในสภาพแวดล้อมของเมือง 

(กล่าวคือ ทั้งคู่ยังศึกษา ปฏิสัมพันธ์ระหว่าง “มนุษย์” กับ “สภาพแวดล้อม” หากแต่คนนึงศึกษาภายในขอบเขตที่พักอาศัย ส่วนอีกคนเน้นที่พ้นไปบ้าน เป็นระดับเมือง...แบ่งบทบาทกันได้ลงตัว)

จังหวะนั้นเอง (1966) The School of Architecture ที่ The Royal Danish Academy of Fin Arts ได้เปลี่ยนสภาพจาก “โรงเรียนศิลปะ” ไปเป็น “มหาวิทยาลัย”

ต่อจากนี้ไป “งานวิจัย” จะกลายเป็นหนึ่งในภารกิจของคณะ

อาจารย์คนหนึ่งได้ชวนเขามา บุกเบิกงานวิจัยเกี่ยวกับการใช้พื้นที่สาธารณะ

ญานรับคำเชิญ และกลายเป็นสมาชิกใหม่ของภาควิชาภูมิสถาปัตยกรรม (Landscape Architecture) ในตำแหน่งนักวิจัย ระยะเวลา 4 ปี โดยเน้นศึกษาการใช้งานพื้นที่กลางแจ้งของผู้คน ทั้งในชุมชนที่อยู่อาศัยและในเมือง

ความโชคดีคือเขาเป็นนักวิจัยรุ่นแรก จึงมีอิสรภาพเต็มในการสำรวจความคิดและวิธีการต่างๆ (แต่ก็เหงาบ้างไรบ้าง เพราะต้องบุกเบิกหัวเดียว) 

หนึ่งสิ่งสำคัญมากที่ญานได้ริ่เริ่ม คือ คณะทำงานวิจัยข้ามสาขา (Interdisciplinary Group) ที่มีชื่อว่า SPAS

ซึ่งย่อมาจาก...

Sociologists (นักสังคมวิทยา)

Psychologists (นักจิตวิทยา)

Architectures (สถาปนิก)

Study Group

เป็นกลุ่มนักวิชาการและนักศึกษาจากทั้งสามสาขาวิชามารวมกันเพื่อร่วมกันถกว่าสภาพแวดล้อมรูปแบบต่างๆ มีผลต่อมนุษย์อย่างไรบ้าง

กลุ่มจะจัดเวิร์กช็อปและสถานการณ์สาธิตต่างๆ เพื่อทดลองทดสอบความรู้และวิธีการต่างๆ ที่แต่ละสาขาวิชามี และน่าจะเกี่ยวข้อง

รวมถึงทดสอบความคิดของพวกเขาเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมของสาธารณะ นโยบายพัฒนาเมือง และสิ่งปลูกสร้างแบบต่างๆ ด้วย

ในกลุ่มมีการแบ่งปันและแลกเปลี่ยนความคิดและเครื่องมือต่างๆ “ข้ามสาขา” วิชา เป็นการทุบ “ทลายกำแพง” ที่กั้นขวางความรู้ที่เดิมแยกส่วนตามสาขา และ “แผ้วถางทางใหม่” ในการวางแผนพัฒนาเมืองด้วย

ถือเป็นมิติใหม่และท้าทายวิถีทางเดิมๆ เป็นอย่างยิ่ง

แนวทางบูรณาการที่เขาบุกเบิกนั้น กลายเป็นเส้นทางเดินตราบชั่วชีวิต

บริษัท Gehl Architects ที่เขาตัดสินใจเปิดร่วมกับพาร์ตเนอร์ (เมื่อตอนอายุปาเข้าไป 63 ปีแล้ว) ระบุไว้ว่า

…Our working approach lives at the intersection of social science and architecture …

... แนวทางการทำงานของเรา อยู่บนจุดตัดกันระหว่าง “สังคมศาสตร์” และ “สถาปัตยกรรม” ...

ซึ่งเป็นสิ่งเดิมกับที่เขาได้บุกเบิกเริ่มต้นไว้ครั้งสร้าง SPAS Group เมื่อกลางทศวรรษ 1960

เป็นแนวทางเปลี่ยนโลก

แนวทางที่นำพาหลายเมืองทั่วโลก เปลี่ยนแปลงไปในทางที่คนอยู่ในเมืองพึงพอใจ

และแน่นอน นำพาโคเปนเฮเกนขึ้นสู่แชมป์สามสมัยของการจัดอันดับเมืองน่าอยู่ของนิตยสาร monocle

ชนะทุกเมืองในโลก

ในตอนหน้า (4 มิ.ย.) เราจะพาไปดูว่า เมื่อวิธีการศึกษาแบบนี้ลงไปผสมกับการเปลี่ยนถนนกลางเมืองเป็นถนนคนเดินเส้นแรกในปลายทศวรรษ 1960 อะไรจะเกิดขึ้น

โคเปนเฮเกนจะปฏิวัติยุคสมัยด้วย “ถนนเส้นเดียว” ได้หรือไม่

โปรดติดตาม

ข่าวล่าสุด

“วราวุธ” ลุยปราบขยะพิษ จ่อแก้กฎหมายเพิ่มโทษปรับ 10 ล้าน

“วราวุธ” ลุยปราบขยะพิษ จ่อแก้กฎหมายเพิ่มโทษปรับ 10 ล้าน