posttoday
ยังน่าเป็นห่วง

ยังน่าเป็นห่วง

03 พฤษภาคม 2560

วันที่ 3 พ.ค.ของทุกปีตรงกับวันสิทธิเสรีภาพสื่อมวลชนแห่งชาติ ซึ่งองค์การยูเนสโก (UNESCO) ได้เสนอให้สมัชชาใหญ่แห่งองค์การสหประชาชาติกำหนดให้เป็นวันเสรีภาพสื่อมวลชนโลก เพื่อสร้างความตระหนักถึงความสำคัญของเสรีภาพสื่อและย้ำเตือนรัฐบาลถึงหน้าที่เคารพและสนับสนุนเสรีภาพในการแสดงออกซึ่งได้รับการคุ้มครองตามปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนอย่างไรก็ตาม สถานการณ์ด้านสิทธิเสรีภาพสื่อมวลชนในประเทศไทยถดถอยลงนับแต่มีการรัฐประหารโดยรัฐบาล คสช. เมื่อปี 2557 องค์กรผู้สื่อข่าวไร้พรมแดน (Reporters Without Borders) รายงานดัชนีเสรีภาพสื่อประจำปี 2560 พบว่า เสรีภาพสื่อทั่วโลกตกต่ำอย่างหนักจากอำนาจเผด็จการทั่วโลกที่เข้ามาคุกคามสื่ออย่างรวดเร็วกล่าวสำหรับประเทศไทย ตกอยู่ที่อันดับ 142 ลดลงจากปีก่อนหน้า 6 อันดับ ติดอยู่ในกลุ่มสีแดง หรือสถานการณ์ยากลำบาก ซึ่งก็ยังดีกว่ามาเลเซียในอันดับ 144 และสิงคโปร์ อันดับ 151 แต่ยังตามหลัง ฟิลิปปินส์ อันดับ 127 และอินโดนีเซีย อันดับ 124มาตรการคุมสื่อในยุค พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เห็นได้ชัดจากประกาศของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ฉบับที่ 97/103 สาระหลัก คือ ห้ามสื่อนำเสนอเนื้อหาวิจารณ์เรื่อ

วันที่ 3 พ.ค.ของทุกปีตรงกับวันสิทธิเสรีภาพสื่อมวลชนแห่งชาติ ซึ่งองค์การยูเนสโก (UNESCO) ได้เสนอให้สมัชชาใหญ่แห่งองค์การสหประชาชาติกำหนดให้เป็นวันเสรีภาพสื่อมวลชนโลก เพื่อสร้างความตระหนักถึงความสำคัญของเสรีภาพสื่อและย้ำเตือนรัฐบาลถึงหน้าที่เคารพและสนับสนุนเสรีภาพในการแสดงออกซึ่งได้รับการคุ้มครองตามปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ด้านสิทธิเสรีภาพสื่อมวลชนในประเทศไทยถดถอยลงนับแต่มีการรัฐประหารโดยรัฐบาล คสช. เมื่อปี 2557 องค์กรผู้สื่อข่าวไร้พรมแดน (Reporters Without Borders) รายงานดัชนีเสรีภาพสื่อประจำปี 2560 พบว่า เสรีภาพสื่อทั่วโลกตกต่ำอย่างหนักจากอำนาจเผด็จการทั่วโลกที่เข้ามาคุกคามสื่ออย่างรวดเร็ว

กล่าวสำหรับประเทศไทย ตกอยู่ที่อันดับ 142 ลดลงจากปีก่อนหน้า 6 อันดับ ติดอยู่ในกลุ่มสีแดง หรือสถานการณ์ยากลำบาก ซึ่งก็ยังดีกว่ามาเลเซียในอันดับ 144 และสิงคโปร์ อันดับ 151 แต่ยังตามหลัง ฟิลิปปินส์ อันดับ 127 และอินโดนีเซีย อันดับ 124

มาตรการคุมสื่อในยุค พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เห็นได้ชัดจากประกาศของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ฉบับที่ 97/103 สาระหลัก คือ ห้ามสื่อนำเสนอเนื้อหาวิจารณ์เรื่องที่กระทบต่อความมั่นคง ซึ่งที่ผ่านมามีการเรียกสื่อไปปรับทัศนคติหลายราย การจัดเวทีเสวนาทางวิชาการเพื่อเสนอแนะปัญหาด้านต่างๆ ถูกระงับยกเลิก โดยอ้างว่าเป็นการละเมิดคำสั่งดังกล่าว ยังไม่นับการสั่งพักรายการทีวีของสื่อบางสำนักที่รัฐบาลมองว่ากระทบต่อความมั่นคงของประเทศ

ทั้งหลายทั้งปวง รัฐบาลให้เหตุผลว่า ความมั่นคงเป็นสิ่งสำคัญในช่วงเปลี่ยนผ่านทางการเมือง ดังนั้นจำเป็นต้องควบคุมเสรีภาพการแสดงความคิดเห็นบางอย่าง มาตรการคุมสื่อโดยเฉพาะการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลจึงเข้มข้นไม่ผ่อนคลายง่ายๆ ที่สำคัญการปฏิรูปสื่อถูกบรรจุให้เป็นวาระสำคัญของการปฏิรูปประเทศ โดยกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการสื่อสารมวลชน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ได้เสนอร่างกฎหมายควบคุมสื่อขึ้นมาและผ่านความเห็นชอบจากที่ประชุมเตรียมส่งต่อให้รัฐบาลดำเนินการ

เนื้อหาของร่างกฎหมายคุมสื่อฉบับนี้ ยังมีปัญหาเพราะเปิดทางให้ภาครัฐเข้ามาแทรกแซง ควบคุมสื่อมวลชนได้หมด ที่สำคัญร่างกฎหมายฉบับนี้ได้นิยาม “ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อ” ครอบคลุมถึงคนที่สื่อทางอินเทอร์เน็ต เพจดัง สื่อกระแสรอง สื่อชายขอบที่มีรายได้ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม ล้วนต้องอยู่ภายใต้ร่างกฎหมายฉบับนี้ โดยต้องมีระบบการขึ้นทะเบียน และการลงโทษด้วยมาตรการทางปกครอง หากรายงานนำเสนอเนื้อหาไม่เป็นไปตามมาตรฐานกลางที่กำหนดขึ้น

มาแม้ว่าองค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน จะยื่นหนังสือคัดค้านร่างกฎหมายดังกล่าวต่อ พล.อ.ประยุทธ์ โดยย้ำถึงหลักการทำงานของสื่อมวลชนที่ต้องเป็นอิสระ ปราศจากการแทกแซงจากรัฐ โดยนายกฯ รับปากว่าจะดูแลเรื่องนี้ให้ แต่สิ่งที่ พล.อ.ประยุทธ์ ยืนยันคือ จะต้องมีกฎหมายที่มีตัวแทนของภาครัฐไปทำงานร่วมกับสื่อเพื่อดูแลซึ่งกันและกัน ซึ่งเป็นเรื่องที่ผิดหลักการ ถ้าเป็นเช่นนั้น สื่อก็จะตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของผู้มีอำนาจที่เข้าไปแทรกแซงได้ทุกเมื่อ ท้ายสุดสถานการณ์ด้านสิทธิเสรีภาพสื่อยังน่าเป็นห่วงทั้งในปีนี้หรือในอนาคตอันใกล้ สะท้อนถึงเสรีภาพประชาชนที่ถูกจำกัดในการแสดงความคิดเห็น ซึ่งรัฐบาลควรที่จะปลดล็อกเพื่อปูทางสู่วิถีแห่งประชาธิปไตย

ข่าวล่าสุด

ปภ. – ออมสิน โอนเงินเยียวยาน้ำท่วม รวมกว่า 5,225 ล้านบาท

ปภ. – ออมสิน โอนเงินเยียวยาน้ำท่วม รวมกว่า 5,225 ล้านบาท