posttoday
บาทแข็ง-ค่าต๋งสูง กดดันรัฐบาล

บาทแข็ง-ค่าต๋งสูง กดดันรัฐบาล

12 กันยายน 2553

ประเด็นร้อนสัปดาห์นี้ ปัญหาค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นมาอย่างต่อเนื่องจนมาเคลื่อนไหวอยู่ที่ 30.8930.91 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ใกล้แตะระดับ 29 บาทต่อเหรียญสหรัฐแล้ว ปัจจัยหลักเพราะมีเงินทุนไหลเข้าต่อเนื่อง ขณะที่ผู้นำเข้าสั่งซื้อเงินเหรียญสหรัฐมากขึ้น โดยตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบันเงินบาทแข็งค่าขึ้นมาแล้ว 67% ขณะที่เงินทุนไหลเข้าประเทศไทยมากกว่า 1 แสนล้านบาทแล้ว โดยเข้ามาในตลาดหุ้นร่วม 5 หมื่นล้านบาท จนผู้ประกอบการส่งออกพากันจุกอกไปตามๆ กันและเรียกร้องให้รัฐบาลออกมาตรการแก้ไขโดยด่วน

ล่าสุด นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ออกมาส่งสัญญาณให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ออกมาตรการควบคุมเงินไหลเข้าจากต่างประเทศได้ตามความจำเป็น

ขณะที่มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ระบุว่า หากค่าบาทแข็งค่าขึ้น 1 บาท อาจจะทำให้ไทยเสียหายทางเศรษฐกิจถึง 1 แสนล้านบาท และอาจจะส่งผลกระทบต่อจีดีพีในไตรมาส 4 ที่ตั้งเป้าไว้ที่ 34% อาจลดลงมาที่ 23% ได้ โดยเห็นว่าค่าบาทที่เหมาะสมควรอยู่ที่ 33 บาทต่อเหรียญสหรัฐ

ส่วนนายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธาน ส.อ.ท. ระบุว่า ค่าเงินบาทแข็งค่าส่งผลกระทบกับผู้ประกอบการที่ใช้วัตถุดิบภายในประเทศค่อนข้างมาก จะเริ่มประสบภาวะขาดทุนและรับคำสั่งซื้อล่วงหน้าลดลง พร้อมทั้งเร่งให้ ธปท.นำมาตรการฉุกเฉินในการป้องกันการไหลของเงินต่างประเทศเข้าสู่ไทย และให้รัฐบาลลดค่าธรรมเนียมต่างๆ เกี่ยวกับการส่งออก

แต่ดูเหมือนท่าทีของ ธปท. ยังคงยืนยันว่าค่าเงินบาทนั้นยังคงแข็งค่าตามภูมิภาค จึงไม่จำเป็นต้องออกมาตรการมาสกัดกั้นเงินทุนไหลเข้า

นางสุชาดา กิระกุล ผู้ช่วยผู้ว่าการ ธปท. กล่าวว่า ค่าเงินไทยเป็นไปตามภูมิภาคและยอมรับว่ากำลังศึกษามาตรการฯ อยู่ แต่จะนำมาใช้หรือไม่ คงต้องดูถึงผลกระทบก่อน เพราะการออกมาตรการเป็นเรื่องใหญ่ และอ่อนไหวมาก อาจทำให้นักลงทุนขาดความมั่นใจ ส่งผลต่อการเคลื่อนย้ายเงินทุน

ประเด็นร้อนอีกเรื่อง คือ ค่าธรรมเนียมที่ธนาคารพาณิชย์จัดเก็บกับลูกค้าก็เป็นเรื่องน่าสนใจของประชาชน แม้แต่นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง ก็ออกมาวิจารณ์การเก็บค่าธรรมเนียมของธนาคารพาณิชย์ผ่านเฟซบุ๊กว่า สูงเกินกว่าควรจะเป็น พร้อมทั้งได้แฉข้อมูลค่าธรรมเนียมในครึ่งปีแรกของธนาคารพาณิชย์โต 18.2% รายได้ทั้งระบบ 8,000 ล้านบาท

ขณะเดียวกันนายกรัฐมนตรีออกมาตอบรับประเด็นนี้ โดยให้ ธปท.นำไปเป็นโจทย์และให้นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ว่าที่ผู้ว่าการ ธปท.คนใหม่ ก็ต้องทำให้ประชาชนไม่ถูกเอารัดเอาเปรียบ

แต่ปรากฏว่าในการประชุมเมื่อวันที่ 9 ก.ย. ซึ่ง ธปท.ได้เชิญผู้บริหารจากธนาคารพาณิชย์ไทยมาหารือเพื่อหาวิธีลดค่าธรรมเนียมโอนเงินข้ามเขต แต่ยังไม่ได้ข้อสรุป โดยธนาคารพาณิชย์เรียกร้องว่า แต่ละแห่งมีส่วนได้ส่วนเสียต่างกัน และมีความซับซ้อนของระบบต่างกัน และหากยกเลิกธรรมเนียมการโอนเงินข้ามเขตอาจจะสูญผลประโยชน์นับหมื่นล้านบาท ธปท.จึงกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์พิจารณาให้ความเห็นอย่างเป็นทางการเป็นรายสถาบัน ภายในวันที่ 20 ก.ย.นี้

อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมได้ข้อสรุปในการลดค่าธรรมเนียมการโอนเงินอิเล็กทรอนิกส์รายย่อยระหว่างธนาคาร ซึ่งปัจจุบันคิดตามวงเงิน 3 อัตรา คือ 12 บาท (สำหรับวงเงินไม่เกิน 1 แสนบาท) 40 บาท (สำหรับวงเงิน 100,001 500,000 บาท) และ 100 บาท (สำหรับวงเงิน 500,0012,000,000 บาท) ต่อรายการ เป็นอัตราเดียวคือไม่เกิน 12 บาท โอนเงินได้ไม่เกิน 2 ล้านบาทต่อรายการ ตั้งแต่วันที่ 15 ธ.ค. 2553 เป็นต้นไป ผลจากการลดค่าธรรมเนียมดังกล่าวจะช่วยให้ผู้ประกอบการที่จ่ายเงินเดือนพนักงานผ่านธนาคารโล่งไปเปลาะหนึ่ง

ด้านภาวะตลาดหุ้นไทยทุบสถิตินิวไฮ รอบ 14 ปี ดัชนีปรับขึ้นทุบสถิติทำนิวไฮตลอด เมื่อวันที่ 6 ก.ย. ปิดที่ระดับ 932 จุด เพิ่มขึ้น 197.46 จุด หากนับจากต้นปี หรือเปลี่ยนแปลง 26.8% เป็นอันดับ 2 รองจากตลาดหุ้นอินโดนีเซีย ที่ดัชนีเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้น 26.9% ความคึกคักของตลาดหุ้นไทยในช่วงนี้ได้อานิสงส์จากเงินทุนต่างชาติที่ยังหลั่งไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่าจะมีเงินทุนนอกไหลเข้าไทยสูงถึง 1 แสนล้านบาท บล.เคที ซีมิโก้ มั่นใจว่าดัชนีหุ้นปีหน้ากระฉูด 1,150 จุด

ข่าวล่าสุด

“นิกร” ผนึก UNEP–กฟผ. ดันบ้านเขียวนครสวรรค์ ลดภาระค่าไฟประชาชน

“นิกร” ผนึก UNEP–กฟผ. ดันบ้านเขียวนครสวรรค์ ลดภาระค่าไฟประชาชน