posttoday
กฎเกณฑ์ที่เป็นธรรม

กฎเกณฑ์ที่เป็นธรรม

30 เมษายน 2560

คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)

คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ได้ตั้งคณะอนุกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ Over The Top ขึ้น เพื่อกำกับดูแลกิจการ Over The Top (OTT) หรือกิจการที่แพร่ภาพและเสียงผ่านสัญญาณอินเทอร์เน็ต

ปัจจุบันบริการ OTT แบ่งออกเป็น 4 กลุ่มใหญ่ ได้แก่ 1.ผู้ให้บริการอิสระ ซึ่งได้แก่ ผู้ให้บริการสัญชาติไทย เช่น ฮอลลีวู้ดเอชดีทีวี และไพรม์ไทม์ เป็นต้น ผู้ให้บริการต่างชาติ เช่น ยูทูบ เฟซบุ๊ก ไลน์ทีวีเน็ตฟลิกซ์ 2.ผู้ให้บริการเพย์ทีวีในรูปแบบ OTT ได้แก่ พีเอสไอ และทรูวิชั่นส์ เอนิแวร์ 3.ผู้ประกอบการโทรคมนาคมที่ให้บริการ OTT ได้แก่ AIS Play และ 4.ช่องรายการโทรทัศน์ที่ให้บริการ OTT บริการเหล่านี้มีมูลค่าตลาดรวมกันกว่า 5,000 ล้านบาท ซึ่งถือว่าไม่น้อย และกำลังเติบโตเพิ่มขึ้นตามพฤติกรรมการรับสื่อของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป

ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย ทำให้ประชาชนไม่จำเป็นต้องรับสื่อแบบเดิมๆ ต้องนั่งเฝ้าหน้าจอโทรทัศน์ เพื่อลุกขึ้นมาดูข่าวตอน 06.00 น. หรือรอดูละครตอน 20.00 น. แต่ด้วยเทคโนโลยีทุกวันนี้เราสามารถดูทุกสิ่งที่เราต้องการในทุกช่วงเวลาและทุกสถานที่ บริการ OTT จึงเกิดขึ้นเพื่อรองรับความต้องการของผู้ชม ขณะที่บริการเหล่านี้ขยายตัวเพิ่มขึ้นตามลำดับ มีคำถามต่อมาว่ากิจการเหล่านี้ต้องอยู่ภายใต้การกำกับดูแลหรือไม่ และอย่างไร

แน่นอนว่าต้องมีผู้กำกับดูแลและการตั้งอนุกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ Over The Top ขึ้น ภายใต้กิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ก็เป็นคำตอบอยู่แล้วว่า การดูแลเนื้อหารายการในบริการเหล่านี้ ควรจะใช้หลักเกณฑ์เดียวกันกับกิจการกระจายเสียงและโทรทัศน์ เพราะส่วนหนึ่งผู้ให้บริการรายการทางโทรทัศน์ก็ให้บริการ OTT ด้วยเช่นกัน แต่ทั้งนี้อนุกรรมการฯ ยังไม่มีข้อสรุปเกี่ยวกับหลักเกณฑ์ในการกำกับดูแล โดยขอใช้เวลาอีก 4 เดือน หรือเดือน ส.ค. ถึงจะได้ข้อสรุป

เมื่อหันมาดูรายละเอียดของการกำกับดูแลบริการ OTT ของแต่ละประเทศ จากข้อมูลของ กสทช. ที่เผยแพร่ออกมา พบว่า ส่วนใหญ่บริการ OTT จะต้องขออนุญาตจากหน่วยงานกำกับดูแลก่อนที่จะให้บริการ ส่วนความเข้มข้นที่จะกำกับดูแลนั้น ส่วนใหญ่แตกต่างกันไปตามแต่ละประเทศ ซึ่งประเทศไทยจะต้องมีกรอบในการกำกับดูแลสำหรับใช้ในประเทศเราเช่นเดียวกัน

อีกส่วนที่สำคัญคือ การกำกับดูแลให้เกิดการแข่งขันอย่างเสรีและเป็นธรรม เงื่อนไขในการประกอบธุรกิจจะต้องมีความเท่าเทียมกัน ทั้งในเรื่องเกณฑ์ของการโฆษณา เช่น หากเป็นฟรีทีวี จะมีข้อกำหนดจำนวนเวลาโฆษณาแบบหนึ่ง บริการเพย์ทีวี จะกำหนดอัตราโฆษณาอีกแบบหนึ่ง ตรงนี้ถือเป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้การแข่งขันในตลาดเป็นไปอย่างยุติธรรม ซึ่งเชื่อว่าจะต้องมีการถกกันพอสมควรสำหรับเรื่องผลประโยชน์ทางธุรกิจ

แต่อย่างที่กล่าวไปข้างต้นเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นเข้ามารองรับกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป กิจการโทรทัศน์ ซึ่งเป็นสื่อดั้งเดิมสามารถใช้เทคโนโลยีเหล่านี้ต่อยอดเพิ่มจำนวนผู้ชมให้มากขึ้นได้ โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีเทคโนโลยีเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต การหาบริการที่เข้ามาตอบโจทย์ของกลุ่มคนเหล่านี้ได้ จะช่วยต่อยอดธุรกิจได้เช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นเทคโนโลยีมีประโยชน์หากใช้ให้เป็น

ขณะเดียวกัน หากจะคิดวางหลักเกณฑ์ในการกำกับแบบควบคุม หรือจำกัดช่องทางการรับชม หรือสร้างการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมแล้ว เชื่อว่าจะส่งผลเสียต่ออุตสาหกรรมโดยรวมมากกว่า เพราะถึงอย่างไรคุณไม่สามารถที่จะไปปิดกั้นเทคโนโลยีเหล่านี้ได้ แต่ต้องสร้างกฎเกณฑ์ที่จะทำให้เกิดความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย สำคัญที่สุดคือประชาชน ผู้ชม และผู้บริโภคสื่อต้องได้ประโยชน์สูงสุด

ข่าวล่าสุด

เกษตรฯ ใช้เวที IMF–World Bank ดึงทุนโลกหนุนเกษตรสีเขียว

เกษตรฯ ใช้เวที IMF–World Bank ดึงทุนโลกหนุนเกษตรสีเขียว