
จากนี้ไปจีดีพีไทยจะเติบโตต่ำ
สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้คาดการณ์จำนวนประชากรของไทย
โดย...แบงก์กลิ้ง
สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้คาดการณ์จำนวนประชากรของไทย โดยใช้ข้อมูลปี 2553 เป็นฐาน พบว่าในปี 2567 ประเทศไทยจะมีประชากรมากที่สุดจำนวน 66 ล้านคน หลังจากนั้นแล้วจำนวนประชากรจะค่อยๆ ลดลง
นอกจากประชากรจะลดลงแล้ว สัดส่วนประชากรสูงอายุที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป จะมีสัดส่วนถึง 15% ของจำนวนประชากรทั้งหมด ส่วนประชากรวัยเด็กจะมีสัดส่วนเพียง 12% มีประชากรเกิดใหม่น้อยลง ในขณะที่ผู้สูงอายุมีอายุยืนยาวขึ้นตามวิวัฒนาการทางการแพทย์
เรื่องสังคมผู้สูงอายุนี้ เป็นเรื่องสำคัญโดยจะชี้เป็นชี้ตายอนาคตของประเทศไทยได้เลย เพราะผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากสังคมผู้สูงอายุ มีมากทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคม
แค่ผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจ มองไปก็น่าเหนื่อย เพราะการแบ่งภาคธุรกิจออกเป็นเครื่องยนต์ 4 ตัว ไม่ว่าจะเป็นการส่งออก การลงทุน การบริโภค ในประเทศ และการลงทุนภาครัฐ ก็เริ่มจะใช้สูตรนี้ไม่ได้แล้ว เนื่องจากจำนวนประชากรที่จะไม่เพิ่มขึ้น ทำให้ขนาดของตลาดจำกัดลง ผู้ผลิตสินค้าสามารถผลิตได้ในอัตราที่จำกัดขยายกำลังผลิตไม่ได้ ดังนั้นการหวังจะให้การบริโภคในประเทศเป็นเครื่องยนต์เร่งตัวของเศรษฐกิจไม่ได้อีกต่อไป
นอกจากนี้ จำนวนบุคลากรในวัยทำงานจะมีน้อยลงเรื่อยๆ ดังนั้นไทยจำเป็นต้องพึ่งแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านมากยิ่งขึ้น ปัจจุบันไทยมีแรงงานต่างด้าวประมาณ 2.5 ล้านคน แต่ในอนาคตอาจจะต้องการแรงงานต่างด้าวมากยิ่งขึ้นอีก ฉะนั้นการเพิ่มผลผลิตในประเทศจะเริ่มมีความเสี่ยงในเรื่องแรงงาน เศรษฐกิจอาจจะไม่เฟื่องฟูอีกต่อไป
และที่เป็นปัญหามากที่สุด คือ การที่รัฐบาลจะต้องใช้งบประมาณดูแลผู้สูงอายุมากขึ้น ในขณะที่การออมระดับครัวเรือนของไทยยังต่ำมาก แต่หนี้ครัวเรือนกลับอยู่ในระดับสูง การก่อหนี้เป็นไปเพื่อการบริโภคมากกว่าการกู้มาเพื่อสร้างทรัพย์สิน เมื่อเศรษฐกิจไม่ขยายการที่รัฐจะเก็บภาษีได้มากเพื่อมาจัดเป็นรัฐสวัสดิการให้ผู้สูงอายุจึงเป็นภาระอันยิ่งใหญ่
ผู้เขียนได้อ่านหนังสือที่ได้รับเป็นของขวัญจาก อาจารย์โฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ อดีต รมว.คลัง รมว.อุตสาหกรรม และอดีตประธานกรรมการบริหาร ธนาคารกรุงเทพ แม้ท่านจะเสียชีวิตไปแล้ว แต่ข้อเขียนและแนวคิดของท่านยังทันสมัยและใช้ได้อยู่ ท่านได้แสดงทัศนะไว้ว่า ไทยต้องเตรียมรับมือปัญหานี้แต่เนิ่นๆ เพราะปัญหาประชากรสูงอายุจะทำให้การดำเนินนโยบายของรัฐบาลต้องเปลี่ยน แปลงใช้รูปแบบเดิมไม่ได้อีกแล้ว สิ่งที่ต้องทำคือ 3 ปรับ และ 1 เลี่ยง
อาจารย์โฆสิต เคยกล่าวไว้ว่า 3 ปรับที่รัฐบาลต้องเร่งดำเนินการ คือ 1.การปรับขีดความสามารถในการแข่งขัน รัฐบาลต้องสนับสนุนให้เกิดการพัฒนาคุณภาพและความรู้ทั้งหลาย ปฏิรูปการศึกษาและบริการทางสังคม รวมทั้งสนับสนุนให้เอกชนทำการวิจัยและพัฒนา R&D
2.การปรับโครงสร้างผลผลิตอุตสาหกรรมให้พึ่งพาการนำเข้าน้อยลง โดยเฉพาะเครื่องจักร หุ่นยนต์ อะไรต่างๆ ที่จำเป็นในภาคเอกชนเพื่อมาทดแทนแรงงาน
3.รัฐบาลต้องให้ความสำคัญกับการออมภาคครัวเรือนมากขึ้น การกำหนดนโยบายดอกเบี้ยก็จะต้องคิดถึงผู้ออมด้วย ไม่ใช่คิดถึงแต่ผู้ทำธุรกิจที่ต้องการให้ดอกเบี้ยต่ำเพื่อให้ต้นทุนลดลง หากดอกเบี้ยไม่จูงใจให้ออมประชาชนก็จะ ไม่ออม ซึ่งจะส่งผลเสียในระยะยาว
สำหรับการหลีกเลี่ยงมีสิ่งเดียว คือ การหลีกเลี่ยงการเป็นหนี้ที่เกิดจากการใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น และเกิดจากการ ไม่ประมาณตนใช้มากกว่าหาได้ เป็นต้น หนี้ที่ควรหลีกเลี่ยงไม่ใช่หนี้ครัวเรือนเพียงอย่างเดียว แต่เป็นหนี้ทุกชนิดทั้งหนี้สาธารณะของประเทศ หรือหนี้อื่นๆ
แต่ไม่ว่าข้อเสนอแนะและผลการศึกษาการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรของไทยอย่างไร ก็ไร้ประโยชน์ หากรัฐบาลมองไม่เห็นปัญหาไปในทิศทางเดียวกันและวางแผนรับมือในระยะยาว ซึ่งเชื่อว่า ยิ่งปัญหาเศรษฐกิจชะลอตัว จะยิ่งทำให้รัฐเลือกมองปัญหาระยะสั้นมากกว่าจะมองปัญหาระยะยาว ที่จะเป็นหายนะต่อเศรษฐกิจในอนาคต







