
ยกเครื่องสหกรณ์ อ่อนแอก็แพ้ไป
วิกฤตสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นที่ถูกอดีตผู้บริหารยักยอกกว่า 2 หมื่นล้านบาท
โดย...ชีวรัตน์ กิจนภาธนพงศ์
วิกฤตสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นที่ถูกอดีตผู้บริหารยักยอกกว่า 2 หมื่นล้านบาท ถือว่าเป็นบันทึกประวัติ ศาสตร์หน้าใหม่ในแวดวงการสหกรณ์ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่
รัฐบาล คสช.ให้ความจริงจังสะสางแก้ไขปัญหาของสหกรณ์ที่หมักหมมมาอย่างยาวนาน ที่ใครๆ ก็ไม่กล้าที่จะแตะต้อง เพราะสหกรณ์ก็คือฐานเสียงที่สำคัญของนักการเมืองและมีพลังการเคลื่อนไหว
ทั้งๆ ที่รัฐบาลรู้ซึ้งถึงปัญหา รวมทั้งตัวเลขมาตอกย้ำความไร้ประสิทธิภาพการบริหารของสหกรณ์ แต่ที่ผ่านมาก็ยังไม่สามารถทำอะไรได้
จากผลการตรวจสอบสหกรณ์ทั้งระบบในปี 2558 (ณ วันที่ 31 ธ.ค. 2558) โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์เผยแพร่บนเว็บไซต์ พบสหกรณ์ที่มีปัญหาการทุจริตและบกพร่อง 1,103 แห่งมีมูลค่าความเสียหายรวมทั้งสิ้น 29,580 ล้านบาท ประกอบด้วยสหกรณ์ที่มีปัญหาทุจริต 277 แห่ง มูลค่าความเสียหาย 18,763 ล้านบาท บกพร่องทางการเงิน 728 แห่ง มูลค่าความเสียหาย 2,105 ล้านบาท ทำกิจกรรมนอกกรอบวัตถุประสงค์ของสหกรณ์ 107 แห่ง มูลค่าความเสียหาย 5,327 ล้านบาท บกพร่องทางบัญชี 67 แห่ง มูลค่าความเสียหาย 35 ล้านบาท และมีพฤติกรรมอาจเกิดความเสียหายอีก 74 แห่ง วงเงิน 3,349 ล้านบาท
นอกจากนี้ ผลการจัดมาตรฐานพบว่ามีสหกรณ์ที่ไม่ผ่านมาตรฐาน 838 แห่ง จากสหกรณ์ที่มีการจัดมาตรฐานทั้งหมด 5,982 แห่ง
ด้านสถานะสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนในประเทศไทย ส่วนใหญ่มีขนาดเล็กมีสินทรัพย์ไม่เกิน 100 ล้านบาทมีจำนวน 1,028 ราย คิดเป็น 55.1% กลุ่มที่มีสินทรัพย์ 100-1,000 ล้านบาท มีจำนวน 521 ราย คิดเป็น 27.9% ดังนั้นทั้งสองกลุ่มนี้รวมกันจะมีถึง 83% ของสหกรณ์ทั้งหมด สหกรณ์ที่มีขนาดสินทรัพย์ขนาดกลาง คือ 1,000-1 หมื่นล้านบาท มีจำนวน 266 ราย คิดเป็น 14.2% และสหกรณ์ออมทรัพย์ที่มีสินทรัพย์เกิน 5 หมื่นล้านล้านบาท มีเพียง 1 แห่ง
ความสำคัญของระบบสหกรณ์ถือว่าเป็นรากฐานสำคัญของระบบเศรษฐกิจ ปัจจุบันสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนมีจำนวน 2,000 แห่ง มีสินทรัพย์รวมกว่า 2.5 ล้านล้านบาท มีการรับเงินฝากประมาณ 7 แสนล้านบาท เงินให้กู้รวม 1.3 ล้านล้านบาท ซึ่งมีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจการเงินไทยอย่างมาก
นั่นหมายความว่าหากสหกรณ์มีปัญหาก็จะลากพาให้ระบบการเงินหรือเศรษฐกิจไทยเสียหายได้ ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ก็ส่งสัญญาณความเป็นห่วงออกมาอย่างต่อเนื่อง
ไล่เรียงความพยายามแก้ไขปัญหาสหกรณ์ออมทรัพย์ เริ่มต้นตั้งแต่แนวความคิดในการโยกสหกรณ์ออมทรัพย์ไปอยู่ภายใต้การกำกับดูแลกระทรวงการคลัง หรือแนวความคิดการจะตั้งองค์กรกำกับดูแลสหกรณ์โดยเฉพาะคล้ายๆ กับคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) จนถึงแนวความคิดในการผลักดันการจัดตั้งธนาคารสหกรณ์
ท้ายสุดทุกอย่างก็ดูเหมือนเจอตอมากมายสารพัดปัญหา และแรงต่อต้านจากเครือข่ายสหกรณ์เองที่พยายามจะไม่ให้กระทรวงการคลัง หรือ ธปท. เข้ามากำกับดูแล หรือให้แยกออกไปจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ทุกอย่างก็ “แท้ง”
ในที่สุดกระทรวงการคลังกับ ธปท. ก็หาทางออกใหม่ด้วยจัดทำร่างหลักเกณฑ์ใหม่ในการกำกับดูแลสหกรณ์ออมทรัพย์ และนำเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเมื่อวันที่ 7 มี.ค. 2560 ประเด็นสำคัญหลักเกณฑ์ออกมากำจัดจุดอ่อน หรือช่องโหว่ในการบริหารของสหกรณ์
หากเจาะลึกถึงปัญหาที่แท้จริงของสหกรณ์คืออะไรนั้น พบว่าสหกรณ์มีปัญหาที่สำคัญคือตัวผู้บริหารสหกรณ์เองก่อปัญหาการทุจริต ใช้อำนาจการปล่อยกู้โดยไม่มีหลักเกณฑ์ พิจารณาสินเชื่อ และมีการปล่อยกู้ให้กับพรรคพวกตัวเอง มีการนำเงินไปลงทุนที่มีความเสี่ยง โดยผู้บริหารสหกรณ์ไม่มีความสามารถหรือไม่มีความเป็นมืออาชีพ รวมไปถึงการระดมเงินฝากด้วยการจูงใจอัตราดอกเบี้ยสูงๆ เนื่องจากการฝากเงินกับสหกรณ์ไม่ต้องเสียภาษีดอกเบี้ย
ดังนั้น หลักเกณฑ์การกำกับดูแลสหกรณ์ประเด็นที่สำคัญคือการถ่วงดุลอำนาจในการปล่อยสินเชื่อ โดยให้มีการแยกเจ้าหน้าที่วิเคราะห์สินเชื่อออกจากเจ้าหน้าที่อนุมัติสินเชื่อ การกำหนดอัตราการให้สินเชื่อที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกรรมการดำเนินการผู้บริหารระดับสูงของสหกรณ์ เพื่อจำกัดความเสียหายที่เกิดขึ้น และมีการเพิ่มเติมการกำกับดูแลลูกหนี้รายใหญ่เพื่อกระจายความเสี่ยง โดยกำหนดอัตราส่วนการให้สินเชื่อไม่เกิน 100 เท่าของรายได้ หรือการให้กู้แก่สหกรณ์ใดต้องไม่เกิน 10% ของส่วนของผู้ถือหุ้น หรือไม่เกิน 15 ล้านบาท สำหรับสินเชื่อที่ไม่มีหลักประกัน
นี่ยังรวมไปถึงการกำหนดความสามารถในการก่อหนี้ของสหกรณ์โดยให้ก่อหนี้ได้ไม่เกิน 1.5 เท่าของทุน และสหกรณ์ที่ให้กู้ต้องดำรงสินทรัพย์สภาพคล่องขั้นต่ำไม่ต่ำกว่า 6% ของเงินรับฝากและเงินกู้ยืม รวมทั้งปรับปรุงแนวทางการจัดชั้นสินเชื่อให้สะท้อนถึงความสามารถในการชำระหนี้และมีการกันสำรองตามมาตรฐานเป็นต้น ซึ่งเบื้องต้นจะใช้กำกับดูแลสหกรณ์ที่มีสินทรัพย์ขนาด 5,000 ล้านบาท ขึ้นไปก่อน
ไม่แปลกที่ดูต้นร่างกฎเณฑ์ดังกล่าวถือว่าเป็นการลอกแบบการกำกับดูแลสถาบันการเงินเบื้องต้น
ก็ต้องมารอลุ้นกันว่าหลักเกณฑ์การกำกับดูแลสหกรณ์ที่ผ่านความเห็นชอบ ครม.นี้ จะเป็นเพียงร่างกระดาษที่วางไว้บนหิ้งหรือไม่ และต้องวัดใจกระทรวงเกษตรฯ ว่าจะนำไปปรับใช้หรือไม่ เพราะยังต้องผ่านด่านการระดมความคิดเห็น หรือประชาพิจารณ์กับบรรดาสหกรณ์ต่างๆ ก่อนว่าจะรับหรือไม่รับหลักเกณฑ์นี้
แต่อย่างน้อยก็เริ่มเห็นการตื่นตัวของกระทรวงเกษตรฯ ด้วยการจัดตั้ง “ศูนย์วิเคราะห์และติดตามสถานการณ์ทางการเงินสหกรณ์” เพื่อช่วยวิเคราะห์ติดตามสถานการณ์ทางการเงินสหกรณ์ พร้อมทั้งเป็นเครื่องมือช่วยป้องกันความเสี่ยง มีระบบช่วยเตือนภัยและสร้างเสถียรภาพทางการเงิน ในการช่วยเพิ่มประสิทธิภาพทางการเงินของสหกรณ์ให้เป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น
แม้ว่ายังไม่สามารถที่จะประเมินผลงานและยังไม่รู้ว่าจะจบอย่างไรก็ยอมรับว่าต้องใช้เวลาสักระยะหนึ่ง โดยเฉพาะกรมส่งเสริมสหกรณ์ในฐานะนายทะเบียนและกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ที่ผ่านมาก็รู้ถึงปัญหาแต่ก็ยังไล่ไม่ทัน เพราะการแก้ไขปัญหาไม่ใช่เพียงเขียนกฎระเบียบกำกับสวยหรูอย่างเดียว ที่สำคัญผู้บังคับใช้หรือผู้กำกับดูแลสหกรณ์ก็ต้องตามให้ทัน เหมือนที่ว่า“ใครอ่อนแอก็แพ้ไป”







