posttoday
ศธ.เปิดรับครูพันธุ์ใหม่ล็อตแรกพบยังต่ำเป้าเกินครึ่ง

ศธ.เปิดรับครูพันธุ์ใหม่ล็อตแรกพบยังต่ำเป้าเกินครึ่ง

09 กันยายน 2553

ศธ.เผยยอดรับครูพันธ์ใหม่ในโครงการนำร่องยังต่ำกว่าเป้าเกินครึ่ง ยอมรับกำหนดคุณสมบัติสูงเพราะต้องการผลิตครูคุณภาพ เตรียมคลอดสูตรใหม่ 6 ปี ปริญญาโท ดึงคนเก่งเป็นครู

ศธ.เผยยอดรับครูพันธ์ใหม่ในโครงการนำร่องยังต่ำกว่าเป้าเกินครึ่ง ยอมรับกำหนดคุณสมบัติสูงเพราะต้องการผลิตครูคุณภาพ เตรียมคลอดสูตรใหม่ 6 ปี ปริญญาโท ดึงคนเก่งเป็นครู

นายไชยยศ  จิรเมธากร รมช.ศึกษาธิการ(.ศธ.) ในฐานะประธานโครงการผลิตครูพันธุ์ใหม่ เปิดเผยว่า ที่ประชุมโครงการผลิตครูพันธุ์ใหม่ได้อนุมัติผู้ที่ผ่านการคัดเลือกเข้าร่วมโครงการครูพันธ์ใหม่นำร่องปีการศึกษา 2552 แล้ว จำนวน 948 คน ต่ำกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้ 2,000 คน และคัดจากจากผู้สมัครทั้งหมด 2,100 คน

โครงการนำร่องดังกล่าวเป็นระบบรับประกันการมีงานทำ แต่ไม่มีทุน ส่วนสาเหตุที่ไม่สามารถคัดเลือกได้ตามเป้าเนื่องจากเกณฑ์ที่กำหนดค่อนข้างสูง คือผู้สมัครจะต้องเกรดเฉลี่ยสะสมทุกวิชาไม่ต่ำกว่า 3.00 แต่ที่ประชุมมีความเห็นร่วมกันว่า จะไม่ปรับลดเกณฑ์ดังกล่าวลง เนื่องจากต้องการผลิตครูพันธ์ใหม่ที่มีคุณภาพ มีความรู้และสามารถชี้นำสังคมได้

อย่างไรก็ตาม ยอดที่ขาดไปจากที่กำหนดไว้ 1,052 คน จะตัดไปนำไปรวมกับยอดรับในปีการศึกษา 2554 ต่อไป จากนี้จะประกาศรายชื่อผู้ได้รับการคัดเลือกและพื้นที่ที่เลือกบรรจุผ่านเว็บไซต์สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) หรือที่ www.moa.go.th ในวันที่ 16 ก.ย. นี้

นายไชชยศ กล่าวอีกว่า ที่ประชุมยังได้เห็นชอบยกเลิกการรับรองหลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพครูหรือ ป.บัณฑิต ตามมติของคุรุสภาก่อนหน้านี้ เนื่องจากเห็นว่า จะช่วยให้การผลิตครูมีมาตรฐานยิ่งขึ้น และทางคุรุสภาก็ยินดีให้การสนับสนุนเรื่องการออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู

อย่างไรก็ดี เนื่องจากขณะนี้เกิดปัญหาครูที่กำลังสอนขอลาเพื่อศึกษาต่อในระดับปริญญาโททำให้เกิดการขาดแคลน เพื่อเป็นการแก้ปัญหาดังกล่าว และจูงใจให้คนเก่งมาเรียนครูเพิ่มขึ้น ที่ประชุมจึงมีมติว่า จะปรับโครงการครูพันธุ์ใหม่จากเดิม 5 ปี เป็น 5+1 หรือ 6 ปี ผู้ที่เข้าโครงการจะได้รับทุนจนจบปริญญาโทและได้รับเงินเดือนในอัตราที่สูงขึ้น

สำหรับโครงการครูพันธุ์ใหม่ 4+1 คือให้ผู้ที่จบจากสาขาอื่นและต้องการเป็นครูมาต่อหลักสูตรป.บัณฑิตเพิ่มอีก 1 ปี ก็จะปรับเป็นหลักสูตร 4+2 คือให้ทุนผู้ที่จบจากสาขาอื่นๆ มาต่อปริญญาโทด้านครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ เมื่อจบแล้วก็จะได้รับใบอนุญาตทันที ซึ่งเท่ากับว่าขณะนี้โครงการผลิตครูพันธุ์ใหม่จะผลิตเฉพาะครูที่จบในปริญญาโทเท่านั้น และคาดว่าจะเปิดรับได้ภายในปีการศึกษา 2554 นี้ 

นอกจากนี้ยังได้มอบหมายให้คณะกรรมการโครงการผลิตครูพันธุ์ใหม่ และสกอ.เร่งกำหนดเกณฑ์การคัดเลือกสถาบันฝ่ายผลิตใหม่ ซึ่งจะต้องมีความเข้มข้นมากยิ่งขึ้น โดยต่อไป การพิจารณาผู้ที่จะมาเป็นครูจะต้องผ่านการประเมินศักยภาพทางด้านการสอนด้วยเพราะเราไม่ต้องการครูที่เก่งแต่สอนไม่เป็น นอกจากนี้ ยังได้มอบหมายให้สกอ.ไปหารือร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)เพื่อกำหนดกรอบตัวเลข จำนวนผู้เกษียณในอีก 6 ปีข้างหน้าพร้อมทั้งวิเคราะห์จำนวนตัวงบประมาณ ที่จะเพิ่มขึ้นเพื่อเสนอขอต่อคณะรัฐมนตรี(ครม.)ภายใน 6 สัปดาห์  ซึ่งในส่วนการเพิ่มงบประมาณสนับสนุนนั้น ใช้งบเพิ่มไม่มากจึงน่าจะได้รับการอนุมัติ

“อีกเรื่องได้มอบหมายให้สกอ.ไปปรับถ้อยคำที่ระบุว่า จะรับประกันการมีงานทำให้ชัดเจนยิ่งขึ้นเพื่อป้องกันการวิ่งเต้นบรรจุ เนื่องจาก สพฐ.ได้กระจายอำนาจให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) คัดเลือกผู้เข้ารับการบรรจุเป็นครูเอง จึงอาจเป็นช่องทางให้คนหัวหมอ วิ่งเต้นใช้ช่องว่างนี้เข้าทำงานได้” นายไชชยศกล่าว

ด้านนายดิเรก พรสีมา ประธานคณะกรรมการคุรุสภา กล่าวว่า คุรุสภากำลังมีแผนจะปรับปรุงมาตรฐานครู อาทิ ครูระดับประถมวัย ครูประถมศึกษาตอนต้น-ตอนปลาย ครูมัธยมศึกษาตอนต้น-ปลาย ครูอาชีวะศึกษา โดยมีมาตรฐานในการกำหนดคุณสมบัติของแต่ละกลุ่ม และจะแยกเป็นสาขาวิชา มาตรฐานดังกล่าวยังกำหนดอีกว่า ครูที่จะสอนการศึกษาระดับใดต้องมีใบอนุญาตแยกเป็นสาขา

ทั้งนี้หากครูชั้นมัธยมประสงค์จะสอนในหลายสาขาวิชาต้องมีใบอนุญาตหลายใบ เช่น จะสอนคณิตศาสตร์ ภาษาไทย สังคม ต้องมีใบอนุญาตในวิชาดังกล่าว ในส่วนชั้นประถมศึกษาจะกำหนดให้ใช้ใบอนุญาตใบเดียว แต่สอนได้ทุกวิชา ใบอนุญาตดังกล่าวถือเป็นข้อบังคับที่เคร่งครัด หากไม่มีใบอนุญาตจะมีความผิดมาตรา 78 หากทางโรงเรียนจ้างครูที่ไม่มีใบอนุญาตมาสอนก็จะมีความผิดมาตรา 79 ทั้งทางแพ่งและอาญา

“มาตรฐานที่ตั้งขึ้นนั้นจะส่งผลให้ครูแต่ละกลุ่มแตกต่างกัน รวมไปถึงการสร้างมาตรฐานทั้งเรื่องของความรู้เฉพาะวิชาและความถนัดในการสอน อีกด้วย เช่น มีความรู้ในวิชาฟิสิกส์ เรียนจบวิชาเอกฟิสิกส์ หากต้องการขอใบอนุญาตวิชาชีพครูก็ต้องสอบในวิชาทางการศึกษา และสอบในวิชาที่ตัวเองจะต้องสอนก่อน โดยในส่วนผู้ที่ออกข้อสอบ จะเป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน

เช่น ถ้าเป็นวิชาครู จะมาจากคณะศึกษาศาสตร์ และคุรุศาสตร์ หากเป็นวิชาวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ก็จะให้สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) หากเป็นวิชาภาษาไทยก็จะให้สมาคมครูภาษาไทยมาออกข้อสอบให้ โดยในหนึ่งปีอาจจะเปิดสอบ 2-3 ครั้ง และจะใช้วิธีให้คะแนนแบบอิงกลุ่ม พวกที่ได้คะแนนต่ำกว่าที่กำหนด จะไม่ให้ใบอนุญาต

หลังจากทดสอบเสร็จแล้วทางคุรุสภาจะมีข้อมูลให้กับกระทรวงศึกษา (ศธ.) และสำนักงบประมาณเพื่อที่คุรุสภาจะจำกัดมหาวิทยาลัยที่จะผลิตครูแต่ละวัย แผนการตามแนวทางนี้ คาดว่าภายใน 20 ปี จะผลิตครูได้ตามต้องการ” นายดิเรก กล่าว

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ