
ไอทีที่ต้องมี เพื่อความก้าวหน้า
ผมชอบในเรื่องไอที เทคโนโลยี แกดเจ็ต เพราะผมคิดว่าการที่เรารู้จักใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ จะทำให้เราแตกต่างจากคนอื่นๆ
โดย...โยธิน อยู่จงดี ภาพ | วิศิษฐ์ แถมเงิน
“ผมชอบในเรื่องไอที เทคโนโลยี แกดเจ็ต เพราะผมคิดว่าการที่เรารู้จักใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ จะทำให้เราแตกต่างจากคนอื่นๆ อย่างในองค์กรของเราเอง เราปรับตัวให้มีความทันสมัย มีการเอาเทคโนโลยีและนวัตกรรมต่างๆ มาใช้ และเราก็ต้องแสดงให้คนอื่นๆ เห็นว่าเราเองก็ต้องปรับตัวตามเทคโนโลยีให้ก้าวทันโลก” อินทัช วงศ์ไวยขจร รองกรรมการผู้อำนวยการ บริษัท ไอโออิ กรุงเทพ ประกันภัย เปรยถึงความสำคัญของเทคโนโลยีที่เข้ามามีบทบาทในชีวิต
อินทัช เป็นหนึ่งในผู้บริหารยุคใหม่ที่มีวิสัยทัศน์ในการบริหารองค์กรให้ก้าวหน้า ด้วยการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการทำงานด้วยการลงมือศึกษาและทดลองใช้ด้วยตัวเอง
“หากพูดถึงแกดเจ็ตและเทคโนโลยีอย่างแรกที่ผมอยากพูดถึงก็คือ เรื่องของรถ รถที่ผมใช้จะเป็นโตโยต้า พรีอุส ผมชอบเพราะเป็นรถที่อัดแน่นไปด้วยเทคโนโลยีประหยัดพลังงานมีความทันสมัย และส่วนประกอบที่เป็นพลาสติกที่ใช้ในรถพรีอุส จะเป็นวัสดุรีไซเคิล
สำหรับแกดเจ็ตที่เราเปลี่ยนแทบจะทุกปี ก็คือสมาร์ทโฟนกับแท็บเล็ต ที่เราอยากเปลี่ยนเพราะต้องการเครื่องที่มีเทคโนโลยีรุ่นใหม่ที่ทำงานได้เร็วขึ้น ตัวมีหน่วยความจำมากขึ้น มีฟังก์ชั่นที่เราสามารถเอาประโยชน์ตอบสนองความต้องการในการทำงาน เพราะส่วนใหญ่ผมจะทำงานติดต่ออีเมล ตรวจเช็กข้อมูลในการทำงานผ่านแท็บเล็ตเกือบทั้งหมดแทบจะเรียกได้ว่าขาดกันไม่ได้เลยทีเดียว
เหตุผลอีกอย่างหนึ่งที่เราต้องเปลี่ยนบ่อยๆ ก็เพราะเราต้องพัฒนาปรับปรุงตัวเองด้วยการตามเทคโนโลยีทัน เพราะเราต้องการจะพัฒนาปรับปรุงองค์กรให้ตามทันโลกที่เปลี่ยนแปลง เรามีความพยายามในการลดการใช้เอกสารด้วยการใช้เทคโนโลยีเข้ามาแทน เรามีแนวคิดที่จะใช้เทคโนโลยีอำนวยความสะดวกให้กับลูกค้าในการทำประกัน และพยายามมองหาเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่จะเข้าไปช่วยเสริมในธุรกิจของเราให้เติบโตและก้าวหน้ามากขึ้น แต่ก่อนที่เราจะไปขับเคลื่อนองค์กรหรือขับเคลื่อนให้คนอื่นเปลี่ยนแปลงไปอย่างที่เราต้องการ ตัวเราเองก็ควรที่จะต้องปรับปรุงเปลี่ยนแปลงตัวเองให้เป็นตัวอย่างแก่พวกเขาด้วยเช่นกัน
แน่นอนว่า บุคลากรเองก็ต้องมีการปรับตัวให้เข้ากับการทำงานระบบใหม่อย่างมีศักยภาพ ส่วนตัวผมชื่อว่าบุคลากรที่มีศักยภาพมีความสำคัญมากพอกับการมีระบบการทำงานที่ดี องค์กรถึงจะขับเคลื่อนต่อไปได้
ผมเชื่อว่า ต่อไปในอนาคตเทคโนโลยีเอไอ หรือปัญญาประดิษฐ์ เป็นเทคโนโลยีสำคัญที่สามารถคิดและตัดสินใจได้ด้วยตัวเองจะเข้ามามีบทบาทในการทำงานแทนมนุษย์มากขึ้น เพราะครั้งหนึ่งผมเคยถามผู้บริหารโตโยต้า ตอนไปดูงานที่ประเทศญี่ปุ่น ว่าทำไมโตโยต้าถึงไม่เน้นเรื่องการพัฒนารถยนต์ไร้คนขับ เขาตอบกับผมว่า ที่จริงแล้วมีศักยภาพที่จะทำได้ แต่ที่ยังไม่ทำเพราะต้องตอบคำถามก่อนให้ได้ว่า หากรถขับไปแล้วเจอเด็กกับคนแก่ ต้องเลือกชนอย่างใดอย่างหนึ่ง ไม่มีทางอื่นจากนี้ให้เลือก จะให้เอไอตัดสินใจเลือกชนอะไร
นี่เป็นคำถามทางศีลธรรมที่คำตอบนั้นมีหลากหลายแนวคิด หลากหลายเหตุผล แต่ผมเชื่อว่าจะอนาคตเราจะได้เห็นระบบเอไอเข้ามาช่วยการทำงานของมนุษย์อย่างแน่นอน
แม้ว่าเทคโนโลยีจะมีบทบาทกับชีวิตเราแค่ไหน ผมก็ต้องบาลานซ์การใช้เทคโนโลยีกับชีวิตส่วนตัวให้พอดี ในวันทำงานผมทำงานกับสิ่งเหล่านี้เต็มที่ ทั้งการดูข่าวสาร การติดต่องาน ดูข้อมูลผลต่างๆ ของบริษัท ผ่านแท็บเล็ต ผ่านสมาร์ทโฟน ไม่ว่าใครจะติดต่อเข้ามาผมจะพยายามตอบกลับให้เร็วที่สุดทั้งอีเมล ทั้งไลน์ เพื่อให้งานเดินหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็ว
พอถึงวันหยุดสุดสัปดาห์ ผมจะแตะแท็บเล็ตกับสมาร์ทโฟนน้อยลง ใช้เวลาอยู่กับบ้านกับครอบครัว นั่งสมาธิ หรือออกไปเที่ยว พยายามใช้ชีวิตส่วนตัวให้ห่างจากเทคโนโลยีเหล่านี้ไปบ้าง แม้เทคโนโลยีจะเป็นสิ่งที่เราชอบ แต่ชีวิตก็มีด้านอื่นๆ ที่ต้องบาลานซ์อย่างสมดุล”







