
เชื่อมั่นผู้บริโภคฟื้น
ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ได้จัดทำผลสำรวจดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภคประจำเดือน มี.ค. 2560
ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ได้จัดทำผลสำรวจดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภคประจำเดือน มี.ค. 2560 พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน มี.ค.อยู่ที่ 76.8 ปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4 และสูงสุดรอบ 24 เดือน หรือ 2 ปี เนื่องจากการส่งออกและการท่องเที่ยวปรับตัวดีขึ้น ประกอบกับ สินค้าเกษตร ทั้งยางพารา ปาล์มน้ำมัน ราคาสูงขึ้น ส่งผลดีต่อการใช้จ่ายเพิ่มสูงขึ้น ขณะเดียวกัน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ปรับเพิ่มประมาณการการขยายตัวเศรษฐกิจไทยปีนี้เป็น 3.4%
ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวมเดือน มี.ค.ปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4 มาอยู่ที่ 65.1 ซึ่งเป็นระดับที่ดีสุดในรอบ 15 เดือน เช่นเดียวกับดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสในการหางานทำที่ขยับขึ้นมาอยู่ที่ 71.4 และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคตที่อยู่ 93.8
นอกจากนี้ ดัชนีความเหมาะสมในการซื้อรถยนต์คันใหม่ในเดือน มี.ค.เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 86.4 ดัชนีความเหมาะสมในการซื้อบ้านหลังใหม่อยู่ที่ 68.0 ดัชนีความเหมาะสมในการใช้จ่ายเพื่อการท่องเที่ยวอยู่ที่ 73.0 ซึ่งล้วนดีขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4 เช่นกัน
อย่างไรก็ตาม ค่าดัชนีที่ออกมาส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับต่ำกว่า 100 แสดงให้เห็นว่าผู้บริโภคมีความเชื่อมั่นต่อภาวะเศรษฐกิจยังไม่สูงมาก และมีความกังวลเกี่ยวกับความผันผวนของเศรษฐกิจโลกที่จะมีผลต่อเศรษฐกิจไทยอยู่บ้าง
ธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า จากค่าดัชนีที่ออกมาทำให้ภาพ คือ ภาพรวมเศรษฐกิจไทยยังไม่มีบรรยากาศการฟื้นตัวอย่างคึกคัก แต่เป็นสัญญาณการฟื้นตัวอ่อนๆ เพราะยังคงมีปัจจัยเสี่ยงอยู่ เช่น สินค้าเกษตรบางรายการที่ราคายังทรงตัวในระดับต่ำ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกยังไม่แน่นอนจากนโยบายการค้าของโดนัลด์ ทรัมป์ และผลกระทบจากเบร็กซิตที่ยังไม่ชัดเจน เป็นตัวกดดันความเชื่อมั่นผู้บริโภค
นอกจากนี้ ตัวเลขอัตราการว่างงานล่าสุดที่ออกมาอยู่ที่ 1.3% หรือประมาณ 4.9 แสนคนนั้น เป็นอัตราที่สูงสุดในรอบ 7 ปี ชี้ให้เห็นว่า เศรษฐกิจยังฟื้นตัวไม่โดดเด่น และหากนับรวมบัณฑิตจบใหม่ในเดือนช่วงเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา ทำให้ตัวเลขอัตราการว่างงานเพิ่มขึ้นไปถึง 1.5% ได้ในช่วงกลางปีนี้
อย่างไรก็ดี ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ คาดว่า บรรยากาศของการจับจ่ายใช้สอยจะเริ่มดีขึ้นในช่วงปลายไตรมาส 2 ของปีนี้ รวมทั้งหากรัฐบาลเริ่มกระจายงบลงทุน 5 แสนล้านบาท ลงสู่ 18 กลุ่มจังหวัดให้ชัดเจนและเร็วขึ้นก็จะช่วยดึงจีดีพีได้ 0.05% ขณะที่ยังคงประมาณการตัวเลขจีดีพีปีนี้ไว้ที่ 3.6% ส่งออกที่ 2-3% และอัตราเงินเฟ้อที่ 1.6-2.1% แต่มีโอกาสที่จีดีพีจะโตได้ถึง 4% หากการลงทุนของภาครัฐทั้งโครงการเมกะโปรเจกต์และอีซีซีเริ่มเห็นตั้งแต่ช่วงปลายไตรมาส 2
ขณะที่ผลสำรวจพฤติกรรมผู้บริโภคในช่วงเทศกาลสงกรานต์ปีนี้ จาก 1,197 ตัวอย่าง พบว่า ช่วงเทศกาลสงกรานต์ปีนี้คาดว่าจะมีเม็ดเงินสะพัดราว 1.27 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 2.53% สูงสุดในรอบ 12 ปีนับตั้งแต่ทำการสำรวจมา แต่อัตราการขยายตัวไม่ถือว่าสูงนัก เนื่องจากประชาชนยังมีความกังวลเกี่ยวกับค่าครองชีพที่ไม่สอดคล้องกับรายได้ จึงทำให้ระมัดระวังการใช้จ่าย อยู่บ้าง
สำหรับที่มาของเงินที่ใช้ในเทศกาลสงกรานต์ปีนี้ ส่วนใหญ่ 67.4% มาจากเงินเดือน 14.3% มาจากเงินออม 10.8% มาจากโบนัส และ 3% มาจากเงินกู้ ซึ่งโครงสร้างของที่มาของเงินที่ใช้จ่ายในปีนี้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก โดยใช้เงินเดือนเพิ่มขึ้นเท่าตัวจากปีก่อนมีสัดส่วนอยู่ที่ 34% ขณะที่สัดส่วนการใช้เงินออมปีนี้ก็ลดลงจากปีก่อนที่มีสัดส่วนถึง 34.4%
“จะเห็นว่าโครงสร้างการใช้จ่ายเปลี่ยนไป โดยปรับมาใช้จ่ายจากเงินเดือนมากขึ้น จนอยู่ในระดับใกล้เคียงกับปี 2550 ที่เศรษฐกิจไทยโต 5% สะท้อนว่า คนเริ่มมีรายได้ มีเงินในกระเป๋ามากขึ้น พอที่จะใช้เป็นฐานการใช้จ่ายได้ จึงพอตีความได้ว่าเศรษฐกิจเริ่มมีสัญญาณการฟื้นตัวดีขึ้น” ธนวรรธน์ กล่าว







