พญ.วรวรรณ ลีลาภรณ์ สร้างแบรนด์จากโซเชียล
ในการทำงาน หมอกิ๊ฟ-พญ.วรวรรณ ลีลาภรณ์ พาร์ตหนึ่งเธอเป็นแพทย์เชี่ยวชาญด้านผิวหนังและศาสตร์การชะลอวัย
โดย...กองทรัพย์ ภาพ เสกสรร โรจนเมธากุล
ในการทำงาน หมอกิ๊ฟ-พญ.วรวรรณ ลีลาภรณ์ พาร์ตหนึ่งเธอเป็นแพทย์เชี่ยวชาญด้านผิวหนังและศาสตร์การชะลอวัย โรงพยาบาลมิชชั่น และอีกพาร์ตหนึ่งคือผู้ก่อตั้ง ลิวิตี้ คลินิก (Livity Clinic) ซึ่งเป็นที่นิยมในหมู่เน็ตไอดอล เธอและเพื่อนหมอสั่งสมประสบการณ์การทำงานในโรงพยาบาลมากว่า 10 ปี บวกกับการศึกษาเพิ่มเติมจนเกิดคลินิกรักษาโรคผิวหนังและเสริมความงามย่านพระโขนงมาแล้วกว่า 2 ปี
หมอกิ๊ฟ บอกว่า การทำงานในโรงพยาบาลทำให้เธอไม่ลืมว่าตัวเองเป็นหมอ “หลายคนถามกิ๊ฟว่ามีคลินิกแล้วทำไมยังทำงานในโรงพยาบาล กิ๊ฟจะบอกว่าเพราะโรงพยาบาลทำให้เราได้เจอคนไข้ที่ป่วยจริงๆ ทำให้เราได้อัพเดทความรู้อยู่เสมอ ทำให้เราไม่ลืมสิ่งที่เรียนมา และได้เพิ่มเติมความรู้ไปเรื่อยๆ ถึงจะทำงานสองอย่าง แต่ก็มีความสุขดี ส่วนคลินิกจะมีคุณหมออีกหนึ่งท่านคอยผลัดเปลี่ยนและดูแลภาพรวมเรื่องการบริหารด้วย”
เมื่อกล่าวถึงการเกิดใหม่ของคลินิกสุขภาพและความงามซึ่งเกิดขึ้นไม่เว้นแต่ละวัน การสร้างแบรนด์ให้เป็นที่จดจำจึงมีความจำเป็นมาก “การสร้างแบรนดิ้งทางโซเชียลเน็ตเวิร์กเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะว่าโซเชียลเน็ตเวิร์กมีผลมากในสมัยนี้ ถ้าใครเป็นผู้ครอบครองโซเชียลคือมีผู้ติดตามเยอะจะมีอิทธิพลระดับหนึ่งเลย เราก็เริ่มต้นสร้างแบรนด์เราจากกลุ่มผู้ใช้โซเชียลเหมือนกัน โชคดีที่แบรนด์เราเริ่มเข้ามาทำเรามองที่โซเชียลว่าสำคัญตั้งแต่เราเปิดคลินิก เราก็เริ่มสร้างมาตลอด
เราทำคลินิกความสวยความงาม เรารู้เลยว่า บางครั้งการที่มีคนมีชื่อเสียงมาที่คลินิกเรา เราก็เสนอให้ทำในราคาพิเศษ หรือบางคนก็ฟรี ถ้าเขาจะลงรูปให้เราได้ แล้วมีคนตามเขามา เขาจะได้สิทธิพิเศษ พอคนเริ่มตามเริ่มติด การที่เราจะชวนคนที่มีชื่อเสียงคนถัดไปมามันง่าย เพราะเขารู้จักคลินิกเราระดับหนึ่งแล้ว เขาก็จะอยากมาทำกับเรา
ช่องทางที่เราใช้สร้างแบรนด์และสื่อสารกับคนไข้คือ เฟซบุ๊กแฟนเพจ เรามีทีมตอบคำถามทั่วไป ขณะที่หมอจะเข้าไปตอบคำถามที่เป็นเชิงวิชาการ ให้ความรู้มากกว่า ช่วงนี้เขาฮิตไลฟ์ (Live) โดยส่วนตัวของหมอไม่ไลฟ์เรื่องตัวเองเลย แต่ถ้าเป็นเรื่องความงามที่คลินิกก็จะไลฟ์ บางครั้งมีเคสมาทำเราก็ไลฟ์สด เช่น โบทอกซ์ ร้อยไหม เลเซอร์ แต่ก็ขออนุญาตคนไข้ก่อนเสมอ”
พญ.วรวรรณ สารภาพว่า จริงๆ เป็นคนโลว์เทค ไม่ได้ใกล้ชิดเทคโนโลยีเท่าไหร่ “คือใช้โซเชียลบ้าง แต่ไม่ได้เก่งกาจอะไร แต่เนื่องจากเรามีคลินิกของเราเอง สิ่งที่เราต้องรู้ก็คือเทรนด์ นอกจากเทรนด์ของความงามแล้ว เรายังต้องรู้เทรนด์ของโซเชียลด้วย ไอทีช่วยให้เรารู้ความเคลื่อนไหวของคนดัง เราดึงกระแสนั้นมาใช้ในการทำงานของเราได้”
ในชีวิตอีกพาร์ตหนึ่ง พญ.วรวรรณ เป็นคุณแม่ที่มีลูกชายอยู่ในวัยกำลังซน ดังนั้นเธอจึงไม่ได้หมกมุ่นอยู่กับแกดเจ็ต หรือวนเวียนอยู่กับโซเชียลตลอดเวลา “โดยส่วนตัวอัพเดทกับเพื่อนๆ ทางโซเชียลมีเดียบ้าง เช่น เฟซบุ๊ก ไลน์ และอินสตาแกรม แต่ถามว่าไม่เล่นได้ไหม ถ้าวันหนึ่งไม่มีก็ไม่รู้สึกขาด เราไม่ได้มีแฟนคลับมากก็เลยไม่ถึงขนาดนั้น ถ้าวันหนึ่งหมอกลายเป็นคนมีแฟนคลับก็ไม่แน่ (หัวเราะ)
เราจะไม่ค่อยอัพเรื่องส่วนตัวเท่าไหร่ นอกจากช่วงนี้เห่อลูกก็จะอัพเรื่องลูกมากกว่า อัพเดทให้เพื่อนฝูง ญาติพี่น้องได้ดูพัฒนาการของเขา มีมือถือตัวเดียวจบ เมื่อก่อนก็มีไอแพด ตอนนี้ก็จะใส่แอพพลิเคชั่นให้ลูกชายเอาไว้เป็นเครื่องมือการเรียนรู้ของเขาแทน”
ในฐานะของคุณแม่ก็เห็นแง่มุมที่การอยู่กับโซเชียลหรือเทคโนโลยีมากเกินไป ส่งผลไม่ดีต่อเด็กได้เช่นกัน“ความน่ากลัวของการที่เด็กติดโซเชียลมีเดียหรืออยู่กับหน้าจอมากเกินไป คือเขาจะกลายเป็นเด็กสื่อสารทางเดียว ไม่พูด ทำให้บางทีหลายคนคิดว่าลูกตัวเองเป็นออทิสติก จริงๆ แล้วไม่ใช่ เขาไม่ได้เป็น เพียงแต่เขาไม่พูด ถ้าพูดกับเขาก็คุยได้ นั่งเล่นไอแพดจนไม่พูด เขาพูดได้ ไม่ได้บกพร่องทางการสื่อสาร
สำหรับหมอจะจำกัดเวลาให้เขาเล่น วันหนึ่งไม่อยากให้เกิน 2 ชั่วโมง ซึ่งสำหรับเด็กเล็กถือว่ายังเยอะอยู่ เขาก็ต่อรอง เราเพิกเฉย ให้เขารู้ว่า ต่อให้ร้องดังกว่านี้เราก็ไม่สนใจ บางทีก็ต้องคุยด้วยเหตุผลว่า ที่เขาทำไม่โอเค
เพราะฉะนั้นเวลาเราเห็นลูกเล่น เราจะมาเล่นกับเขา ให้เขาได้โต้ตอบ ให้เขาได้พูด ไม่ปล่อยให้เขานั่งดูอย่างเดียวและรับ รับ รับ แล้วก็บาลานซ์ด้วยการไปทำอย่างอื่นบ้าง บางทีก็เก็บไปเลยถ้าเก็บไปเขาก็ลืม ต้องหาอย่างอื่นให้เขาทำ ถ้าไม่ทำเขาก็จะนึกถึงมัน” หมอกิ๊ฟ กล่าว


