รัฐบาลยอมถอย เลื่อนเข้มงวดกระบะหลังสงกรานต์
5 เม.ย. วันแรกของการบังคับใช้มาตรการจราจรตามคำสั่งหัวหน้า คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)
โดย...ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์
5 เม.ย. วันแรกของการบังคับใช้มาตรการจราจรตามคำสั่งหัวหน้า คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) โดยใช้อำนาจตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญ ห้ามจอดรถกีดขวางการจราจร ให้ผู้โดยสารรถยนต์ทุกที่นั่งต้องคาดเข็มขัดนิรภัย และห้ามบรรทุกคนท้ายหลังรถกระบะ ซึ่งหลังจากเกิดความโกลาหลจากการกวดขันจับกุม และสั่งปรับผู้กระทำผิดกันทั่วประเทศ ช่วงเย็นวันเดียวกัน รัฐบาลก็ยอมถอย โดยให้เริ่มเข้มงวดอย่างจริงจังช่วงหลังเทศกาลสงกรานต์
“ได้รายงานปัญหาของประชาชนให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี รับทราบ ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์เห็นด้วย ท่านนายกฯ ไม่อยากให้ประชาชนเดือดร้อน ตอนนี้ยังไม่มีกำหนดเวลาชัดเจนว่าจะเริ่มจับปรับผู้ทำผิดอย่างจริงจังเมื่อไร แต่เบื้องต้นคือขยายไปหลังสงกรานต์ก่อน” พล.ต.ท.วิทยา ประยงค์พันธุ์ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผู้ช่วย ผบ.ตร.) เปิดเผยถึงคำสั่งของนายกรัฐมนตรี
ทั้งนี้ การเข้มงวดมาตรการดังกล่าวตั้งแต่ช่วงเช้าวันที่ 5 เม.ย.ทั่วประเทศก็พบผู้กระทำผิดจำนวนมาก ประชาชนต่างแสดงความไม่เห็นด้วย และมีปฏิกิริยาค่อนข้างไปในทางตำหนิผู้กำหนดนโยบาย โดยประเด็นหลักของเสียงวิจารณ์คือ เป็นนโยบายรังแกคนจน
บัณฑิต ดอนนาง ซึ่งขับรถยนต์กระบะนำญาติพี่น้องจากหมู่บ้านเข้ามาซื้อของงานบวชในตัวเมืองขอนแก่น เป็นผู้ต้องหามีผู้โดยสารนั่งในแค็บและนั่งท้ายกระบะรถเป็นรายแรกของ สภ.เมืองขอนแก่น ถูกปรับ 200 บาท โดยผู้ต้องหารายนี้บอกว่าไม่รู้เรื่องกฎหมายที่ห้ามนั่งท้ายกระบะรถ
“ถ้าจะพูดถึงความปลอดภัยก็เห็นด้วย แต่อยากให้อนุโลมให้ชาวบ้านที่อยู่ตามบ้านนอก เมื่อมีรถเข้ามาในเมืองก็ขออาศัยกันมาหลายๆ คนพร้อมกัน เป็นการประหยัดค่าโดยสาร ส่วนใหญ่ที่มาด้วยกันก็เป็นเครือญาติกันทั้งนั้น” บัณฑิตตัดพ้อ
พ.ต.อ.นพดล เพ็ชร์สุทธิ์ ผกก.สภ.เมืองขอนแก่น กล่าวว่า ตำรวจก็รับทราบถึงความรู้สึกของชาวบ้าน แต่มีหน้าที่ปฏิบัติตามกฎหมาย แม้ว่าจะมีการตรวจจับจริง แต่ก็ปรับในขั้นต่ำและทำความเข้าใจ เนื่องจากประชาชนบางคนยังไม่ทราบกฎหมายที่ออกมา
ขณะที่ปฏิกิริยาของประชาชนส่วนใหญ่จากทุกพื้นที่ทั่วประเทศ ล้วนสะท้อนออกถึงการขอความเห็นใจจากผู้มีอำนาจ
ไชยา วรรณศรี ประธานสโมสรวรรณศิลป์สุรินทร์ บอกว่า การห้ามนั่งกระบะท้ายเข้าใจได้ เมื่อเกิดอุบัติเหตุขึ้นมาก็อาจจะสูญเสีย แต่ว่ารถแค็บคนส่วนใหญ่คาดหวังจะนำมาใช้ในครอบครัว จึงไม่เป็นธรรมกับผู้ที่ซื้อรถมาใช้ คนจนที่พยายามเก็บเงินซื้อรถสักคันเพื่อพาครอบครัวญาติพี่น้องไปธุระ น่าจะมีทางออกที่ดีกว่านี้ อย่าเอากฎหมายมาบังคับจนเกินไป
พนม ด้วงละม้าย ชาว จ.สุพรรณบุรี ซึ่งมีอาชีพก่อสร้างบอกว่า มีรถกระบะแบบแค็บ บรรทุกคนงานและวัสดุก่อสร้าง ถ้าไม่ให้คนงานนั่งในแค็บก็ต้องออกรถ 4 ประตู ต้องเป็นหนี้เพิ่มก็แย่ คนอาชีพก่อสร้างแล้วจะทำงานอย่างไร
อีกกลุ่มหนึ่งที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการนี้คือ รถกระบะรับส่งคนงาน
นภดล มั่งระวัง ซึ่งมีอาชีพขับรถยนต์รับคนงานในหมู่บ้าน ต.ป่าแฝก อ.กงไกรลาศ จ.สุโขทัย เข้ามาทำงานในเมือง บอกว่าคงต้องไปต่อเติมรถให้มีหลังคา และแจ้งขนส่งให้ถูกกฎหมาย เพราะต้องวิ่งรับส่งคนงานทุกวัน
ด้าน สำเนียง อิมพิทักษ์ คนงานก็บอกว่า ทุกวันนี้เสียค่ารถวันละ 50 บาท เหลือเงิน 250 บาท หากเจ้าของรถติดหลังคา ก็คาดว่าจะต้องขึ้นค่ารถ รายได้ก็จะหายไปอีก
นอกจากนี้ยังมีปฏิกิริยาในโซเชียลมีเดียต่อกฎหมายดังกล่าวมีหลากหลายรูปแบบ ทั้งเปรียบเทียบการทำงานของเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจที่ต้องนั่งท้ายรถกระบะขณะปฏิบัติหน้าที่ นอกจากนี้ บรรดาผู้ใช้โซเชียลมีเดียยังมีการล้อเลียนและคิดวิธีเลี่ยงกฎหมายหลายรูปแบบ เช่น นั่งบริเวณเบาะหน้าข้างคนขับ 2 คนพร้อมทั้งคาดเข็มขัดนิรภัย หรือบางรายซึ่งมีรถกระบะแบบแค็บก็เสนอแนวคิดให้เด็กนั่งอยู่ภายในกล่องวางอยู่ในแค็บเพื่อเลี่ยงสายตาเจ้าหน้าที่
ขณะที่ค่ายรถยนต์ต่างๆ ก็กำลังติดตามสถานการณ์ซึ่งอาจส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อรถ
พิมพร ศิริวรรณ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานประชาสัมพันธ์และซีเอสอาร์ บริษัท นิสสัน มอเตอร์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า การบังคับใช้รถกระบะตามที่รัฐบาลได้ออกมาตรการคุมเข้มนั้นเป็นความชัดเจนด้านความปลอดภัยในการใช้งาน ขณะนี้ยังไม่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค แต่จะต้องติดตามแนวโน้มผลกระทบด้านอื่นต่อไป
ขณะที่ ธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายการตลาด บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า มาตรการดังกล่าวเป็นมาตรการด้านความปลอดภัย ซึ่งปัจจุบันทางเลือกสำหรับผู้บริโภคเพื่อใช้งานในลักษณะที่แตกต่างกันในรถยนต์หลายประเภท จึงอาจะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตามความเหมาะสมของลักษณะการใช้งาน


