posttoday
ค่าเงินบาท จุดอ่อน ที่กลายเป็นจุดแข็ง

ค่าเงินบาท จุดอ่อน ที่กลายเป็นจุดแข็ง

06 เมษายน 2560

ปัญหาค่าเงินบาทเป็นปัจจัยลบทางการค้ามานาน โดยเป็นจุดที่นักธุรกิจและผู้ส่งออก จะร้องขอต่อรัฐบาล

โดย...พรสวรรค์ นันทะ

ปัญหาค่าเงินบาทเป็นปัจจัยลบทางการค้ามานาน โดยเป็นจุดที่นักธุรกิจและผู้ส่งออก จะร้องขอต่อรัฐบาลให้ช่วยเหลือดูแลให้ค่าเงินบาทอ่อนค่า เพื่อช่วยเหลือให้การส่งออกง่ายขึ้น เพราะประเทศคู่แข่งการค้าในภูมิภาค มีค่าเงินที่อ่อนกว่าไทยหลายช่วงตัว

แต่ในขณะนี้ การที่ค่าเงินบาทของไทยอยู่ในระดับทรงตัวและค่อนไปในทางที่แข็งค่า ตามการบริหารค่าเงินของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กำลังจะกลายเป็นปัจจัยบวก ในการที่รัฐบาลจะนำไปเป็นประเด็นต่อรองทางการค้ากับสหรัฐ หลังจากที่โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐลงนามให้สอบสวนปัญหาการขาดดุลการค้ามหาศาลของสหรัฐกับ 16 ประเทศ รวมทั้งไทย

อภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า ไทยทำการค้ากับทุกประเทศทั่วโลก และสิ่งที่ชัดเจนคือไทยทำการค้าตามกติกา ไม่มีการแทรกแซงค่าเงินเพื่ออุดหนุนการส่งออก ที่ผ่านมาก็ถูกบ่นว่าค่าเงินบาทแข็งค่าสุดในภูมิภาค เงินบาทขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 34 บาท/เหรียญสหรัฐ

ดูเหมือนสถานการณ์ค่าเงินบาทที่เคลื่อนไหวในทิศทางที่แข็งค่าขึ้นในช่วงที่ผ่านมานานกว่า 1 ปี และแข็งค่ากว่าสกุลอื่นๆ ในภูมิภาค ซึ่งเดิมที่เคยเป็นจุดอ่อนให้ผู้ค้าไทยเสียเปรียบคู่ค้าคู่แข่งประเทศอื่นๆ ก่อนหน้านี้ กลับกลายมาเป็นเรื่องดี หรือเป็นจุดแข็งที่ไทยจะนำไปใช้เป็นเหตุผลในการชี้แจงกับสหรัฐได้ ว่าเงินบาทไทยไม่ได้อ่อน แต่เคลื่อนไหวไปตามกลไกตลาดและปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจ เพราะพื้นฐานเศรษฐกิจไทยมีเสถียรภาพดี มีแนวโน้มเติบโตได้ที่ระดับ 3-4% เกินดุลการค้าสูงต่อเนื่องเฉลี่ยเดือนละประมาณ 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐ และล่าสุด ธปท.ประเมินว่าปีนี้จะเกินดุลที่ประมาณ 3.69 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ แถมไทยยังมีทุนสำรองระหว่างประเทศสูงที่ระดับ 2.07 แสนล้านบาท

ที่สำคัญเมื่อเปรียบเทียบค่าเงินบาทกับสกุลเงินของประเทศอื่นที่ได้ดุลการค้ากับสหรัฐมาก เช่น จีน ญี่ปุ่น เวียดนาม เกาหลีใต้ อินเดีย มาเลเซีย ซึ่งเกือบทุกประเทศเหล่านี้มีค่าเงินที่อ่อนค่ากว่าเงินบาทเมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐทั้งนั้น

ปัจจุบัน ณ วันที่ 5 เม.ย. 2560 เวลาประมาณ 17.00 น. เงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ที่ระดับ 34.5 บาท/เหรียญสหรัฐ คิดเป็นการแข็งค่าจากต้นปีถึงปัจจุบัน 3.7% ขณะที่เงินหยวนของจีน แข็งค่าเพียง 0.7% เวียดนามแข็งค่า 0.4% มาเลเซียแข็งค่า 1.2% หรือญี่ปุ่นที่เกินดุลการค้ากับสหรัฐมากกว่าไทย เงินเยนก็แข็งค่ามากกว่าเงินบาทเพียงเล็กน้อยที่ 5.4% เป็นต้น

ส่วนหนึ่งเพราะสหรัฐมีสัญญาณการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้นและมีแนวโน้มจะปรับขึ้นดอกเบี้ย ทำให้เงินเหรียญสหรัฐมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นด้วย ขณะที่ไทยยังไม่มีวี่แววจะขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้ เพราะภาวะเศรษฐกิจยังฟื้นตัวอย่างช้าๆ และเปราะบาง บวกกับภาวะเงินทุนที่ไหลเข้าออกเร็ว และเริ่มมีเงินทุนจากต่างประเทศมาพักเก็งกำไรผ่านตลาดตราสารหนี้ (บอนด์) ด้วย ส่งผลให้เงินบาทเคลื่อนไหวผันผวนและแข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง

การบริหารค่าเงินบาทของ ธปท.โดยใช้นโยบายอัตราแลกเปลี่ยนลอยตัวแบบมีการบริหารจัดการ (Managed Float) ซึ่งปล่อยให้เคลื่อนไหวตามกลไกตลาดเป็นหลักจะดูแลบ้างเฉพาะกรณีที่มีความผันผวนรุนแรงเปลี่ยนแปลงเร็วจนค่าเงินเป็นความเสี่ยงที่จะกระทบเสถียรภาพเศรษฐกิจโดยรวม

ธปท.มีการเข้าไปดูแลหรือชะลอความผันผวนเป็นบางครั้งบางคราวเท่านั้น มิได้มุ่งใช้นโยบายค่าเงินเพื่อสนับสนุนการเติบโตของภาคส่งออก แต่เพื่อให้การบริหารความเสี่ยงของเอกชนและให้สามารถกำหนดราคาซื้อขายในการส่งออกได้ง่าย

นอกจากนี้ ธปท.ได้เตือนผู้ส่งออกเสมอมาให้ซื้อป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน เพราะตลาดเงินจากนี้ไปจะผันผวนมาก ผู้ส่งออกไทยจึงมีต้นทุนในการซื้อป้องกันความเสี่ยงค่าเงินประมาณ 0.3-0.5% การเตือนนี้เป็นการส่งสัญญาณให้ผู้ส่งออกและผู้นำเข้ารับมือกับความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น โดยที่ ธปท.ไม่อาจจะเข้าไปอุ้มภาคเอกชนได้ตลอดเวลา

ผลของการบริหารอัตราแลกเปลี่ยนอย่างไม่สุดโต่งของ ธปท.ได้สะท้อนออกมาในค่าเงินขณะนี้ ซึ่งจะทำให้เอกชนที่เรียกร้องเรื่องค่าเงินอาจจะต้องกลับไปคิดทบทวนใหม่ว่าจะปรับตัวอย่างไร ท่ามกลางสภาพการค้าที่มีกฎระเบียบที่เข้มงวดมากขึ้น

 จิติพล พฤกษาเมธานันท์นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า แนวโน้มเงินทุนเคลื่อนย้ายจากต่างประเทศนับจากนี้ไป น่าจะเป็นทิศทางการไหลกลับเข้ามาในไทยและภูมิภาค บวกภาวะดุลบัญชีเดินสะพัดที่สูงของไทย และหากผู้ส่งออกเห็นการแข็งค่าของเงินบาทไปสักระยะ อาจจะต้องการขายเงินเหรียญสหรัฐออกมาในตลาดเพิ่มขึ้นด้วย จึงมีแรงกดดันให้เงินบาทอยู่ในทิศทางที่แข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง

“ภาวะนี้น่าจะเห็นเงินบาทเคลื่อนไหวในกรอบแนวรับหรือแข็งค่าประมาณ 34.10/20 บาท/เหรียญสหรัฐ ในช่วงไตรมาส 2 ปีนี้”จิติพล กล่าว

สอดคล้องกับฝ่ายส่งเสริมธุรกิจและกำกับดูแลโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ที่มองว่าเงินบาทยังมีแนวโน้มแข็งค่าและเคลื่อนไหวในกรอบ 34.15-34.50 บาท/เหรียญสหรัฐ โดยเงินบาทแตะระดับแข็งค่าสุดในรอบ 20 เดือน ที่ระดับ 34.34 บาท หลังตลาดเงินเริ่มขาดความเชื่อมั่นในความสำเร็จของนโยบายทรัมป์ตามที่เคยหาเสียงไว้ ขณะที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ของไทยก็มีมติเอกฉันท์ให้คงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.5% โดยนักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิในตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตรไทย

เดิมทีจุดอ่อนเรื่องค่าเงินบาทแข็งซึ่งทำให้ภาคส่งออกไทยไม่ปัง เพราะเงินบาทดันแข็งกว่าคู่แข่ง แต่ภาวะเช่นนี้ที่สหรัฐเพ่งเล็งไทยมากขึ้นมันกลับกลายเป็นจุดแข็งไม่ให้สหรัฐโวยไทยในเรื่องขาดดุลการค้าให้เราได้ เพราะเทียบกับประเทศ อื่นๆ ที่เกินดุลการค้ากับสหรัฐที่บางประเทศอาจอุดหนุนภาคส่งออกด้วยการทำให้เงินอ่อนค่าจริงๆ แล้ว ไทยเราถือว่าเป็นประเทศที่อยู่ในกลุ่มเล่นตามกติกามารยาทมาก

ฉะนั้น ข้อกังวลที่ว่าไทยอาจถูกสหรัฐหยิบยกปัญหาต่างๆ มาตอบโต้หรือใช้มาตรการทางการค้ากับไทย หรือไม่ปลดไทยออกจากการถูกจับตามองพิเศษในการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา ตามกฎหมายการค้าสหรัฐ รวมถึงปัญหาการใช้แรงงานผิดกฎหมายในสินค้าประมง อ้อย สิ่งทอ การได้รับสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (จีเอสพี) ที่สหรัฐอาจตัดสิทธิสินค้าบางรายการ ฯลฯ จึงไม่น่ากังวลมากนัก เพราะไทยมีเหตุผลในการอธิบายได้ค่อนข้างชัด

ภาวะเช่นนี้ จึงเรียกได้ว่าจุดอ่อนจากเงินบาทแข็ง กลับกลายเป็นจุดดีที่อาจจะช่วยให้ไทยมีเหตุผลที่จะนำไปเจรจาต่อรองจากมหาอำนาจการค้าโลกอย่างสหรัฐได้ว่า ไทยทำการค้าอย่างเป็นธรรมและไม่เคยใช้ค่าเงินอุดหนุนการส่งออกเหมือนประเทศคู่แข่งทางการค้าอื่น

ข่าวล่าสุด

“นิกร” ผนึก UNEP–กฟผ. ดันบ้านเขียวนครสวรรค์ ลดภาระค่าไฟประชาชน

“นิกร” ผนึก UNEP–กฟผ. ดันบ้านเขียวนครสวรรค์ ลดภาระค่าไฟประชาชน