
เร่งแก้มาบตาพุด
ผลจากมติกรรมการสิ่งแวดล้อม ประกาศรายชื่อ 11 ประเภทกิจการรุนแรง ที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แทนที่จะเป็น 18 กิจการ ตามที่คณะกรรมการ 4 ฝ่าย ซึ่งมีนายอานันท์ ปันยารชุน เป็นประธาน ได้เสนอไว้
กลายเป็นชนวนความขัดแย้งคดีมาบตาพุดรอบใหม่ที่ดูท่าแล้วอาจบานปลายยิ่งกว่ารอบแรก เพราะคู่กรณีของรัฐบาลและผู้ประกอบการเวลานี้ไม่ได้มีแค่ชุมชน เครือข่ายองค์การอิสระ หากแต่พวกกรรมการ 4 ฝ่ายทั้งคณะโยงเข้าไปด้วย
ภายใต้การนำของนายอานันท์ที่นัดประชุมกรรมการ 4 ฝ่ายอีกครั้ง ในวันที่ 10 ก.ย. เพื่อทวงถามความคืบหน้าการปฏิบัติตามข้อเสนอจากรัฐบาล ทั้งๆ ที่คณะกรรมการชุดนี้ประกาศสลายตัวไปแล้วก่อนหน้านี้
ความเคลื่อนไหวของกรรมการ 4 ฝ่าย ผสมโรงกับเส้นตายวันที่ 30 ก.ย. ที่เครือข่ายชุมชนนัดวันชุมนุมใหญ่ปิดล้อมนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด เป็นความเคลื่อนไหวที่รัฐบาลมองข้ามไม่ได้เด็ดขาด เพราะถ้าปล่อยเหตุการณ์เดินไปถึงจุดที่ว่า ความขัดแย้งอาจนำมาซึ่งการใช้ความรุนแรง ทั้งจากผู้ต่อต้าน หรือแม้กระทั่งรัฐก็อาจหลีกเลี่ยงการตอบโต้ได้ยาก ถ้าประชาชนทั่วไปต้องพลอยได้รับผลกระทบไปด้วย
ฉะนั้น ในระหว่างที่สถานการณ์ยังไปไม่ถึงทางตัน นายกรัฐมนตรีต้องแสดงความรับผิดชอบต่อการแก้ปัญหามาบตาพุดให้ชัดเจน โดยเฉพาะข้อเรียกร้องถึงการชี้แจงเหตุผลประกาศ 11 กิจการรุนแรง แทนที่จะเป็น 18 กิจการ
ถ้าบริสุทธิ์ใจจริงสมควรอย่างยิ่งต้องทำเป็นลายลักษณ์อักษร และชี้แจงตรงถึงผู้ที่ได้รับผลกระทบ เพราะการพล่ามผ่านสื่อไปวันๆ ไม่ได้การันตีความน่าเชื่อถือให้กับชุมชนที่กำลังเดือดเนื้อร้อนใจ
ที่สำคัญกลุ่มทุนต่างชาติที่จับตาและเกาะติดเรื่องดังกล่าวมาตลอด ย่อมไม่ไว้วางใจเพียงแค่อ่านบทสัมภาษณ์ผ่านสื่อเช่นกัน เพราะตลอดช่วงที่เกิดปัญหา ต่างชาติก็เรียกร้องขอคำยืนยันอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานผู้เกี่ยวข้องมาตลอด เนื่องจากมีผลโดยตรงต่อการประเมินผลตัดสินใจจะเข้ามาลงทุนในไทยต่อหรือไม่
ขณะนี้ทุกฝ่ายคลางแคลงใจมากว่าการตั้งกรรมการ 4 ฝ่าย เกิดจากความไม่จริงใจของรัฐแต่แรก และหากความคลางแคลงใจที่เกิดขึ้นไม่ได้รับการเยียวยาให้ทันการณ์ แรงปะทุจะส่งผลกระทบไปถึงเศรษฐกิจในภาพรวมซึ่งกำลังดีวันดีขึ้น แต่ก็ยังเปราะบางอยู่มาก หากมีปัจจัยเสี่ยงเข้ามารบกวน
ในภาวะแบบนี้ไม่ว่ารัฐเลือกจะรอมชอมเปิดเจรจาเพิ่มรายชื่อกิจการมลพิษ หรือเลือกชี้แจงเพื่อยืนยันจุดยืนเดิม ต้องเร่งทำให้ชัดและทำอย่างเป็นทางการควบคู่กับการจัดทำเกณฑ์ให้ใบอนุญาตแต่ละกิจการ ต้องกระทำอย่างเปิดเผยทุกราย ทุกโครงการ เพื่อให้สาธารณะตรวจสอบง่ายและเข้าถึงข้อมูล เพราะถ้ายังใช้พฤติกรรมแอบทำทีเผลอไปเรื่อย ก็คงยากที่มาบตาพุดจะขับเคลื่อนต่อไปได้







