
ต้องไม่มีแป๊ะเจี๊ยะ
ช่วงเวลาที่บรรดาผู้ปกครองและนักเรียน ป.6 และ ม.3 ทั่วประเทศ หายใจไม่ทั่วท้องเวียนมาอีกครั้ง
ช่วงเวลาที่บรรดาผู้ปกครองและนักเรียน ป.6 และ ม.3 ทั่วประเทศ หายใจไม่ทั่วท้องเวียนมาอีกครั้ง เพราะในขณะนี้กำลังเข้าสู่ฤดูการสอบเข้าชั้น ม.1 และชั้น ม.4 ที่จะเป็นบันไดก้าวไปสู่ความสำเร็จในอนาคต
ทั้งนี้ ทุกปีจะได้เห็นโรงเรียนที่มีอัตราการแข่งขันสูง กลายเป็นที่วัดดวง จับสลาก และสนามวัดความรู้ความสามารถ จากที่เคยคร่ำเคร่งทั้งจากที่เรียนในห้อง และแน่นอนที่สุดต้องเรียนกวดวิชาทุกวันหลังเลิกเรียนมาตลอดหลายปี โดยปีนี้ สพฐ.ประกาศว่า มีโรงเรียนที่มีอัตราการแข่งขันสูง 281 แห่ง แยกเป็นโรงเรียนในกรุงเทพมหานคร จำนวน 57 แห่ง และกระจายในจังหวัดใหญ่ทั่วประเทศอีก 224 แห่ง
หลังจากนี้หากสอบไม่ติด พ่อแม่ผู้ปกครองต่างก็รู้กันว่าต้องยอมรับชะตากรรม ถึงเวลาก็ต้องหาอีกช่องทางหนึ่ง นั่นคือ วิ่งหาเส้นสายเพื่อช่วยให้ลูกหลานมีที่นั่งเรียนในโรงเรียนชั้นนำ หรือไม่ก็ต้องเตรียมเงินก้อนโตไว้สำหรับค่าแป๊ะเจี๊ยะ เพื่อแลกกับที่นั่งเรียน
ปมเรื่องเส้นสายและการเรียกรับเงินแป๊ะเจี๊ยะ เป็นประเด็นที่ผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการออกมายืนยันทุกปีว่าไม่มีอยู่จริง และไม่มีโรงเรียนไหนที่มีนโยบายรับแป๊ะเจี๊ยะ หากพบเห็นการเรียกเก็บเงินดังกล่าวก็ร้องเรียนได้
แต่โดยข้อเท็จจริงแล้ว เรื่องนี้ถูกซุกซ่อนอยู่เสมอ จนเรียกได้ว่าเป็นปัญหาเรื้อรังที่จับไม่ได้ไล่ไม่ทัน เป็นปัญหาชนิดที่ไม่มีทางแก้ได้ แม้ทุกปีจะมีนโยบายกวดขันเรื่องนี้อย่างเข้มงวดเพียงไร แต่ก็ไม่มีใครกล้าออกมายืนยันหรือรับรองว่าไม่มีอยู่หรือเกิดขึ้น เพราะเส้นสายและแป๊ะเจี๊ยะเป็นเรื่องยินยอมพร้อมใจทั้งสองฝ่ายระหว่างโรงเรียนและผู้ปกครอง
ขบวนการเรียกรับแป๊ะเจี๊ยะ รู้ดีว่าการแข่งขันเข้าโรงเรียนที่มีอัตราการแข่งขันสูงจะเพิ่มสูงขึ้นทุกปี แผนสองที่ผู้ปกครองวางไว้หลังจับสลากและสอบเข้าไม่ได้ คือ ต้องเริ่มวิ่งเต้นกับโรงเรียนเพื่อดูว่าโอกาสที่จะมีที่นั่งเรียนและสนนราคาค่าเก้าอี้เรียนอยู่ที่เท่าใด โดยเป็นที่ทราบกันว่าเป็นค่าใช้จ่ายที่มีอัตราที่ขยับขึ้นทุกปีอย่างน้อยปีละ 20%
ขณะเดียวกันยังเป็นที่ทราบกันด้วยว่า อีกช่องทางหนึ่งที่เป็นโอกาสจ่ายแป๊ะเจี๊ยะหรือใช้เส้นสายให้ได้เก้าอี้เข้าเรียนของบุตรหลาน คือรอให้เปิดเทอมหรือเปิดภาคเรียนก่อน แล้วจึงค่อยดำเนินการเรื่องนี้ เพราะไม่ค่อยมีใครสนใจเรื่องฝากเด็กช่วงเปิดเทอม โรงเรียนก็ให้เหตุผลว่าเด็กต้องมีที่เรียน
ผู้ปกครองเลือกเส้นทางนี้ อาจจะยอมให้บุตรหลานเรียนที่อื่นแล้วค่อยย้ายภายหลัง โดยอ้างว่าย้ายตามผู้ปกครอง ตัวเลขเด็กกลุ่มนี้แต่ละปีจะไม่สูงมาก เพราะเข้าไปได้ด้วยค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูง หากตัวเลขพุ่งสูงก็จะตกเป็นเป้าสายตาให้มีการตรวจสอบได้
ขณะเดียวกันทุกครั้งที่มีการพูดถึงแป๊ะเจี๊ยะ นักวิชาการด้านการศึกษาต่างออกมาให้ความเห็นในทำนองว่า จะแก้ปัญหานี้ต้องย้อนไปพูดถึงการปรับคุณภาพการศึกษาในโรงเรียนทุกแห่งทั่วประเทศให้เท่าเทียมกันก่อน และแม้ฟังดูเป็นอุดมคติที่มีโอกาสเกิดขึ้นหรือเป็นไปได้ยากเหลือเกิน แต่นั่นก็ดูจะเป็นช่องทางเดียวที่แก้ไขปัญหานี้ได้อย่างถาวร
อย่างไรก็ตาม ปัญหานี้ดูจะยังแก้ให้หมดไปจากสังคมไทยได้ยากในระยะเวลาอันใกล้นี้ ดังนั้นรัฐบาลและทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ควรตระหนักหาทางแก้ไขกันอย่างจริงจัง เพราะนอกเหนือจากเรื่องความล้มเหลวในการจัดการศึกษาอย่างเท่าเทียมกันแล้ว แป๊ะเจี๊ยะ คือต้นธารของปัญหาคอร์รัปชั่นและตราบาปที่จะติดตัวเด็กที่จะสร้างปัญหาอื่นๆ ที่ซ่อนตัวอยู่อีกมากมาย
ที่สำคัญ หากโรงเรียน สถานศึกษา ล้มเหลว หรือไม่สามารถที่จะถูกเรียกได้อย่างเต็มปากว่าเป็นสถานที่อันทรงเกียรติ ที่เป็นต้นแบบความโปร่งใสได้อย่างหมดจดแล้ว ประเทศไทยจะฝากความหวังเรื่องการขจัดปัญหาคอร์รัปชั่นได้อย่างไร และที่สำคัญไปกว่านั้น รัฐบาลควรเร่งการปฏิรูปการศึกษาทั้งระบบโดยเร็ว เพื่อให้การศึกษาของประเทศไทยทัดเทียมนานาประเทศ







