posttoday
ยุทธศาสตร์ชาติต้องตอบโจทย์แก้จนและลดความเหลื่อมล้ำ

ยุทธศาสตร์ชาติต้องตอบโจทย์แก้จนและลดความเหลื่อมล้ำ

29 มีนาคม 2560

โดย...รศ.ดร.โกวิทย์ พวงงามมีการคาดหมายว่า “การขึ้นทะเบียนผู้มีรายได้น้อย” หรืออาจจะเรียกว่า “กลุ่มคนจน” ตามโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ จะเปิดให้ลงทะเบียนตั้งแต่วันที่ 3-15 พ.ค. 2560 นั้นคาดหมายตัวเลขคนที่จะมาลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อยประมาณ 10-11 ล้านคน โดยอาศัยฐานคำนวณจากการลงทะเบียนเมื่อปี 2559 ที่ผ่านมา ซึ่งมีผู้ขึ้นทะเบียนเป็นคนจนหรือมีรายได้น้อยไว้ประมาณ 8 ล้านคน ซึ่งเมื่อรวมกับอีกส่วนหนึ่งที่อาจจะมีประชาชนผู้ตกสำรวจอยู่บ้าง และกลับมาลงทะเบียนเพิ่มเติมตามหลักเกณฑ์ ก็อาจทำให้เป้าหมายเป็นไปตามที่กล่าวไว้ เป็นไปตามที่คาดหมายอย่างไรก็ตาม หากอ้างอิงตัวเลขคนจนที่สำรวจโดยสำนักงานสถิติแห่งชาติตั้งแต่ปี 2554-2557 พบว่า มีตัวเลขคนจนลดลงทุกๆ ปี นั่นก็คือ ปี 2554 มีคนจนราว 8.2 ล้านคน และปี 2557 มีคนจน 7.1 ล้านคน ซึ่งเมื่อเราเห็นตัวเลขนี้ก็เห็นว่ามีความแตกต่างของคนจนและผู้มีรายได้น้อยตามสถิติกับการที่มีการลงทะเบียนอยู่บ้าง โดยคนจนและผู้มีรายได้น้อยกลับมีเพิ่มขึ้นๆตัวเลขความแตกต่างของผลจากความสำรวจผู้ลงทะเบียนกับผู้มีรายได้น้อยนั้น แม้อาจจะมีความแตกต่างกันอยู่บ้าง ก็พอจะเข้าใจได้ว่า ยัง

โดย...รศ.ดร.โกวิทย์ พวงงาม

มีการคาดหมายว่า “การขึ้นทะเบียนผู้มีรายได้น้อย” หรืออาจจะเรียกว่า “กลุ่มคนจน” ตามโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ จะเปิดให้ลงทะเบียนตั้งแต่วันที่ 3-15 พ.ค. 2560 นั้นคาดหมายตัวเลขคนที่จะมาลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อยประมาณ 10-11 ล้านคน โดยอาศัยฐานคำนวณจากการลงทะเบียนเมื่อปี 2559 ที่ผ่านมา ซึ่งมีผู้ขึ้นทะเบียนเป็นคนจนหรือมีรายได้น้อยไว้ประมาณ 8 ล้านคน ซึ่งเมื่อรวมกับอีกส่วนหนึ่งที่อาจจะมีประชาชนผู้ตกสำรวจอยู่บ้าง และกลับมาลงทะเบียนเพิ่มเติมตามหลักเกณฑ์ ก็อาจทำให้เป้าหมายเป็นไปตามที่กล่าวไว้ เป็นไปตามที่คาดหมาย

อย่างไรก็ตาม หากอ้างอิงตัวเลขคนจนที่สำรวจโดยสำนักงานสถิติแห่งชาติตั้งแต่ปี 2554-2557 พบว่า มีตัวเลขคนจนลดลงทุกๆ ปี นั่นก็คือ ปี 2554 มีคนจนราว 8.2 ล้านคน และปี 2557 มีคนจน 7.1 ล้านคน ซึ่งเมื่อเราเห็นตัวเลขนี้ก็เห็นว่ามีความแตกต่างของคนจนและผู้มีรายได้น้อยตามสถิติกับการที่มีการลงทะเบียนอยู่บ้าง โดยคนจนและผู้มีรายได้น้อยกลับมีเพิ่มขึ้นๆ

ตัวเลขความแตกต่างของผลจากความสำรวจผู้ลงทะเบียนกับผู้มีรายได้น้อยนั้น แม้อาจจะมีความแตกต่างกันอยู่บ้าง ก็พอจะเข้าใจได้ว่า ยังมีประชาชนอีกจำนวนหนึ่งที่อาจจะไม่อยู่ในข่ายผลการสำรวจ หรือการสำรวจเข้าไปไม่ถึง นั่นก็คือ ประชาชนที่ไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง ไม่มีที่ดินทำกิน ไม่มีที่อยู่อาศัย หรือกลุ่มผู้ที่เร่ร่อน ไร้อาชีพ ไร้บ้าน หรืออาจไม่มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน ซึ่งกลุ่มเหล่านี้เป็นผู้ที่ไม่เข้าข่ายและอาจตกสำรวจได้

การขึ้นทะเบียนผู้มีรายได้น้อยก็เช่นเดียวกัน เราจะเห็นว่าหลักเกณฑ์ที่วางไว้ให้มาขึ้นทะเบียนนั้น แบบสำรวจอาจเข้าไม่ถึง ซึ่งเข้าใจว่าอาจจะมีเป็นล้านคน จึงอาจจะสรุปได้ว่า ตัวเลขผู้มีรายได้น้อยหรือกลุ่มคนจนนั้นมีอยู่ประมาณ 10 ล้านคน จากประชากร 65 ล้านคนก็ยังถือว่ามากอยู่

ส่วนหลักเกณฑ์การขึ้นทะเบียนผู้มีรายได้น้อยในการกำหนดหลักเกณฑ์ไว้ก็อาจจะทำให้กลุ่มคนที่ไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง ไม่มีที่ทำกิน ไม่มีบ้าน อาจจะไม่สามารถขึ้นทะเบียนได้ เป็นต้นว่า หลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ เช่น

(1) มีทรัพย์สินไม่เกิน 1 แสนบาท นอกจากนี้ได้พิจารณาทรัพย์สินอื่นๆ เป็นต้นว่า ที่อยู่อาศัยและการครอบครองที่ดิน ประกอบโดยแยกเป็น (2) การมีที่อยู่อาศัยอย่างเดียว บ้าน หรือทาวน์เฮาส์ ต้องมีพื้นที่ไม่เกิน 25 ตารางวา หรือห้องชุดต้องมีพื้นที่ไม่เกิน 25 ตารางเมตร (3) สำหรับกรณีเป็นที่อยู่อาศัย และการใช้ประโยชน์จากที่ดินเพื่อการเกษตร ต้องมีพื้นที่ไม่เกิน 10 ไร่ และเพื่อการอื่นที่มิใช่การเกษตรต้องมีพื้นที่ไม่เกิน 1 ไร่

ผมเห็นว่า การจัดสวัสดิการให้กับผู้มีรายได้น้อย ให้ได้รับสวัสดิการรัฐเป็นสิ่งที่ดีและถูกต้อง แต่รัฐบาลเองต้องมีมาตรการว่า “การช่วยเหลือต้องเป็นการช่วยเหลือให้คนจนสามารถพึ่งตนเองและจัดการตนเองได้” หรือวางยุทธศาสตร์การพัฒนาเพื่อให้เขาหลุดพ้นจากความยากจนได้อย่างไร ส่วนการพัฒนาประเทศนั้น ต้องทำให้คนจนลดน้อยลง โดยไม่เป็นการเพิ่มคนจนให้มากขึ้น

ทั้งนี้ การเรียกร้องให้รัฐใส่ใจเรื่องคนจน ผู้มีรายได้น้อย รวมถึงกลุ่มคนที่ไม่มีที่ดินทำกิน ไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง ไม่มีที่อยู่อาศัย หรือเป็นกลุ่มคนเร่ร่อน รัฐบาลต้องวางยุทธศาสตร์ใหม่ โดยเฉพาะการจัดสรรงบประมาณเพื่อพัฒนากลุ่มผู้มีรายน้อยขึ้นมาเป็นการเฉพาะ รวมทั้งการหาแนวทางในการพัฒนาคุณคุณภาพชีวิต ทั้งที่เป็นบ้าน ที่อยู่อาศัย ที่ดินทำกิน และคนไร้บ้าน เป็นต้น โดยเห็นว่ารัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องใส่ใจ วางกลยุทธ์ในการพัฒนาใหม่ที่จะทำอย่างไรให้กลุ่มคนจนมีความสามารถในการจัดการตนเองได้ โดยเฉพาะการมีงานทำ การมีอาชีพ การมีรายได้ที่พอจะพึ่งตนเอง

ดังนั้น เพื่อทำให้การแก้โจทย์ใหญ่ของประเทศ นั่นก็คือ “การทำให้ความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยลดน้อยลง” มิฉะนั้นจะถูกกล่าวได้ว่า ยิ่งพัฒนายิ่งก่อให้เกิดความยากจน หรือยิ่งพัฒนายิ่งทำให้กลุ่มคนรวยรวยยิ่งขึ้น เช่น การมีรายได้ การมีทรัพย์สิน และการครอบครองปัจจัยต่างๆ คนรวยมีโอกาสมากขึ้น คนจนกลับมีโอกาสกับสิ่งเหล่านี้น้อยลง

นี่คือปัญหาของการพัฒนาที่เรายังไม่สามารถแก้โจทย์ความเหลื่อมล้ำได้ และเห็นว่ารัฐบาลและผู้เกี่ยวข้องในการปฏิรูปประเทศจะต้องเปลี่ยนวิธีคิดใหม่ เพราะสูตรการพัฒนาประเทศแบบเดิมๆ ก็ยิ่งจะทำให้ก่อปัญหาความเหลื่อมล้ำมากยิ่งขึ้น เป็นต้นว่า การก่อให้เกิดช่องว่างระหว่างคนจนกับคนรวยมากขึ้น การครอบครองปัจจัยทรัพยากรต่างๆ ก็ยิ่งมีความแตกต่างและมีช่องว่างมากขึ้น

มีตัวเลขที่น่าสนใจระหว่างคนจนกับคนรวย นั่นก็คือ การครอบครองรายได้ คนรวยมีโอกาสมากกว่าคนจนหลายเท่าตัว เช่น กลุ่มคนรวย ร้อยละ 10 ที่รวยที่สุด มีโอกาสครอบครองรายได้สูงถึงร้อยละ 36 ของรายได้ทั้งหมด ขณะที่กลุ่มคนจนสุด ร้อยละ 10 ถือครองรายได้เพียงร้อยละ 1.1 ตัวเลขนี้ทำให้เห็นถึงความแตกต่างของช่องว่างระหว่างคนจนสุดกับรวยสุดถึง 35 เท่า

การเสนอให้รัฐบาลพิจารณายุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศใหม่โดยเฉพาะยุทธศาสตร์การพัฒนาคนจนและกลุ่มผู้มีรายได้น้อยเป็นวาระและความสำคัญที่สุด และการคิดเพียงการเยียวยาเพียงชั่วครั้งชั่วคราว ไม่ว่าจะเป็นการขึ้นทะเบียนผู้มีรายได้น้อย การสงเคราะห์และการให้เงินไปตามโครงการต่างๆ นั้น ก็ไม่สามารถทำให้คนจนและผู้มีรายได้น้อยหลุดพ้นจากความยากจนได้ แต่สิ่งที่ต้องการทำและปฏิรูปคนจนและผู้มีราย การทำให้เขามีคุณภาพชีวิตที่ดี “มีความสามารถในการจัดการตนเอง ทั้งการอาชีพ การดำรงชีวิตอย่างพอเพียง โดยสามารถพึ่งตนเองได้”

ส่วนกลุ่มคนรวยก็จะต้องวางมาตรการเช่นกัน โดยเฉพาะการคิดเรื่องประโยชน์ของชาติที่คนรวยต้องเสียสละ ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง การชำระภาษีเพื่อพัฒนาประเทศ เช่น การปฏิรูป การเก็บภาษีการครอบครองที่ดินที่มีจำนวนมาก ภาษีมรดก เพื่อทำให้ได้เงินส่วนหนึ่งเพื่อนำมาพัฒนาผู้มีรายได้น้อย

ทั้งนี้ เห็นว่าเป้าหมายยุทธศาสตร์ชาติในการพัฒนาประเทศ ต้องสร้างหลักแห่งความสมดุล เท่าเทียม และลดความเหลื่อมล้ำให้มากที่สุด และส่วนหนึ่งต้องส่งเสริมให้คนรวยที่แข็งแรงเกื้อกูลคนจน หรือคนอ่อนแอในสังคม และถึงเวลาที่คนแข็งแรงในสังคมต้องช่วยกันดูแลคนอ่อนแอ เพื่อทำให้สังคมไทยอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข

มิฉะนั้นแล้วปัญหาของสังคมไทยที่มีพื้นฐานมาจากคนจนและมีรายได้น้อย นั่นก็คือ ปัญหาคุณภาพชีวิต ปัญหาความเครียด ปัญหาอาชญากรรม ปัญหายาเสพติด และปัญหาความไม่ซื่อสัตย์ ตลอดจนปัญหาอื่นๆ อีกมากมาย

ผมเข้าใจว่า ต้องทำให้ยุทธศาสตร์ชาติต้องแก้ความยากจน ลดความเหลื่อมล้ำ และส่งเสริมให้คนในสังคมไทยน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในหลวงรัชกาลที่ 9 มาสืบสานพระราชปณิธานมาใช้ในการดำรงชีวิตและนำมาพัฒนาประเทศอย่างจริงจัง เพราะแนวทางของพระองค์ท่าน จะทำให้คนไทยอยู่รวมกันอย่างมีความสุข​

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ