
เชลออยล์คืนชีพ บททดสอบใหม่น้ำมันโลก
ในเดือน พ.ย. 2014 กลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ของโลก (โอเปก)
โดย...ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์
ในเดือน พ.ย. 2014 กลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ของโลก (โอเปก) ตัดสินใจใช้กลยุทธ์ผลิตน้ำมันให้ท่วมตลาดเพื่อบีบให้ผู้ผลิตน้ำมันต้นทุนสูงกว่า ซึ่งรวมถึงผู้ผลิตน้ำมันจากหินดินดาน (เชลออยล์) จากสหรัฐ ต้องออกจากการแข่งขันไป จนในกลางปี 2016 ที่ผ่านมา โอเปกได้ส่วนแบ่งการตลาดกลับมามากสุดตั้งแต่ปี 1975 และทำให้ผู้ผลิตเชลออยล์ต้องพากันยื่นศาลล้มละลาย
หลังจากนั้นผู้ผลิตโอเปกและกลุ่มนอกโอเปกที่นำโดยรัสเซีย ตกลงกันจะลดกำลังการผลิตให้ได้รวม 1.8 ล้านบาร์เรล/วัน ในครึ่งปีนี้ เพื่อผลักดันราคาให้กลับมาปรับขึ้นอีกครั้งในช่วงครึ่งปีแรกของปีนี้ และกำลังพิจารณาจะขยายต่อไปอีก 6 เดือน แต่การลดกำลังการผลิตดังกล่าวกลับเป็นการเปิดทางให้ผู้ผลิตเชลออยล์กลับมาผลิตเพิ่มขึ้นได้อีกครั้ง ท่ามกลางการเข้าไปลงทุนของบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ของโลก รวมถึงการผลิตที่ไม่ได้ใช้ต้นทุนสูงมากอีกต่อไป
การกลับมาผลิตดังกล่าวมีศักยภาพมากพอที่จะทำให้น้ำมันกลับมาล้นตลาดอีกครั้ง ทว่าการผลิตเชลออยล์ยังคงต้องเผชิญกับอุปสรรคใหม่ในปัจจุบันอย่างต้นทุนการเช่าบ่อที่เพิ่มขึ้นและการขาดผู้เชี่ยวชาญในบางภาคส่วน
ในช่วงราว 2 ปีที่เชลออยล์ต้องเผชิญกับราคาน้ำมันถูกทำให้บรรดาผู้ผลิตเชลออยล์จากทวีปอเมริกาเหนือต้องยื่นขอความคุ้มครองจากศาลล้มละลายมากถึง 105 แห่ง นับตั้งแต่ต้นปี 2015 ขณะที่การผลิตของสหรัฐลดลงมากถึง 9 แสนบาร์เรล/วัน เมื่อกลางปี 2016 ที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม เมื่อโอเปกยุติกลยุทธ์ผลักดันราคาน้ำมันให้ตกต่ำลง เนื่องจากเศรษฐกิจของหลายประเทศในโอเปกไม่สามารถรองรับภาวะราคาน้ำมันถูกอีกต่อไปได้ ทำให้กลุ่มผู้ผลิตเชลออยล์ของสหรัฐกลับมาผลิตเพิ่มอีกครั้ง โดยจากข้อมูลของเบเกอร์ ฮิวจ์ บริษัทข้อมูลด้านพลังงานของสหรัฐ พบว่าจำนวนแท่นจุดเจาะน้ำมันของสหรัฐกลับมาทำงานมากขึ้นและอยู่ที่ 652 แห่ง เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นระดับมากที่สุดตั้งแต่เดือน ก.ย. 2015
โกลด์แมน แซคส์ วาณิชธนกิจชื่อดังของสหรัฐ คาดการณ์ว่าเชลออยล์อาจผลิตเพิ่มได้มากถึงปีละ 1 ล้านบาร์เรล/วัน ในช่วงระหว่างปี 2017-2019 จากการลงทุนในเมกะโปรเจกต์จำนวนมาก ขณะที่การลงทุนมหาศาลนับตั้งแต่ช่วงเชลออยล์บูมใหม่ๆ ในปี 2011-2013 ก็จะเริ่มออกดอกออกผลในช่วงดังกล่าว และทำให้ปริมาณผลิตน้ำมันจากผู้ผลิตนอกโอเปกแตะสถิติในปี 2018
นอกจากนี้ โกลด์แมน แซคส์ ระบุว่า การผลิตเพิ่มของเชลออยล์มีศักยภาพมากพอที่จะทำให้ตลาดกลับสู่ยุคภาวะน้ำมันล้นตลาดอีกครั้งในช่วงปี 2018-2019
“ปัจจัยที่ยังไม่รู้ คือ อุตสาหกรรมจะสามารถผลิตได้มากแค่ไหน โดยอุตสาหกรรมเคยมีการผลิตที่ย่ำแย่มาก่อน แต่พัฒนาขึ้นในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา” โกลด์แมน แซคส์ ระบุ
ราคาน้ำมันปัจจุบันอยู่ในระดับ 50 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล โดยเมื่อ 2-3 ปีก่อน ระดับดังกล่าวสำหรับเชลออยล์ถือเป็นราคาที่ถูกมากเกินกว่าจะทำกำไร เนื่องจากตามข้อมูลของ ริสทาด เอเนอร์จี บริษัทข้อมูลด้านพลังงานในนอร์เวย์ พบว่าจุดคุ้มทุนของผู้ผลิตเชลออยล์เฉลี่ยอยู่ที่ 80 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล โดย เพอร์เมียน มิดแลนด์ ผู้ผลิตเชลออยล์เป็นผู้มีต้นทุนผลิตสูงสุดถึง 98 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ในขณะนั้น
ในปัจจุบันเชลออยล์พัฒนาศักยภาพการผลิตให้ดีขึ้นจนจุดคุ้มทุนลดลงจากระดับดังกล่าวเหลือที่ราว 35 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ในปัจจุบัน โดย เพอร์เมียน มิดแลนด์ ลดจากระดับที่เกือบ 100 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล เหลือ 39 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ซึ่งบริษัทดังกล่าวเป็นแค่หนึ่งในบริษัทจำนวนมากจาก “เพอร์เมียน เบซิน” แหล่งหินน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดของสหรัฐในเทกซัสที่ผลิตเชลออยล์ราว 2.2 ล้านบาร์เรล/วัน
ต้นทุนที่ถูกลงทำให้กลุ่มเชลออยล์เตรียมจะขยายการผลิตมากขึ้นไปยังรัฐอื่นๆ ของสหรัฐที่มีแหล่งหินน้ำมัน โดยนอกจากบรรดาผู้ผลิตเชลออยล์แล้ว กลุ่มบริษัทน้ำมันรายใหญ่ของโลก ประกอบไปด้วยเอ็กซอน โมบิล โรยัล ดัตช์ เชลล์ และเชฟรอน ต่างเตรียมเข้าลงทุนในเชลออยล์ ซึ่งบลูมเบิร์กคำนวณว่ามูลค่าการลงทุนรวมกันจะสูงถึง 1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 3.5 แสนล้านบาท) ในปี 2017 นี้
ต้นทุนที่ถูกลงและการลงทุนที่เพิ่มมากขึ้นเป็น 2 ปัจจัยที่ส่งเสริมให้เชลออยล์สามารถผลิตเพิ่มได้ ขณะที่รอยเตอร์สรายงานว่า หากซาอุดิอาระเบียต้องการทำให้ได้ตามเป้าหมายที่ 60 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล จะยิ่งเป็นการกระตุ้นให้เชลออยล์ผลิตน้ำมันเพิ่มขึ้นมาได้
อย่างไรก็ตาม เชลออยล์อาจยังไม่สามารถฟื้นตัวได้รวดเร็วอย่างที่คาดคิดกันไว้ โดยรอยเตอร์สระบุอ้างข้อมูลของรัฐบาลสหรัฐว่า บ่อน้ำมันของสหรัฐที่มีกระบวนการผลิตเกิดขึ้น แต่ไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ มีจำนวนถึง 1,764 แห่ง มากที่สุดทำสถิติตั้งแต่ปี 2013 ที่มีการเก็บข้อมูล
กระบวนการผลิตเชลออยล์จะครบถ้วนได้ ผู้ผลิตต้องเททราย น้ำ และสารเคมีลงไปท่ามกลางแรงดันสูงเพื่อเปลี่ยนจากหินดินดานเป็นน้ำมัน โดยในช่วงเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา บ่อน้ำมันที่มีกระบวนการผลิตเกิดขึ้นมีทั้งหมด 395 แห่ง แต่มีเพียง 300 แห่งเท่านั้นที่มีการผลิตครบกระบวนการ ซึ่งได้ผลผลิตเป็นน้ำมันออกมา
ในการผลิตเชลออยล์จำเป็นต้องเช่าบ่อสำหรับการขุดเจาะ โดยในบางสัญญาเช่ากำหนดการผลิตขั้นต่ำเอาไว้ ทำให้ผู้ผลิตต้องโฟกัสไปยังบ่อที่มีการกำหนดการผลิตขั้นต่ำเป็นวาระสำคัญอันดับแรก มากกว่าบ่ออื่นๆ ที่ไม่กำหนด ส่งผลให้มีบางบ่อน้ำมันที่ยังคงมีการผลิตอยู่แต่ไม่ครบถ้วนกระบวนการ
อีกปัจจัยหนึ่งที่เป็นปัจจัยลบขวางเชลออยล์ฟื้นตัว คือ ค่าเช่าบ่อน้ำมันที่เริ่มปรับตัวเพิ่มขึ้น โดย โจ แดนซี ทนายผู้ดูแลด้านน้ำมันและก๊าซ เปิดเผยว่า สัญญาเช่าใหม่ในปัจจุบันแพงกว่าช่วง 2-3 ปีก่อนถึง 5 เท่า ขณะที่เทคโนโลยีการผลิตในแนวราบ (Fracking) ที่เป็นหนึ่งในเทคโนโลยีที่ใช้สำหรับผลิตเชลออยล์ กำลังเผชิญกับปัญหาการขาดแคลนผู้เชี่ยวชาญที่จะมาดูแลกระบวนการดังกล่าว
การลดกำลังการผลิตของโอเปก จึงเป็นการเปิดทางให้เชลออยล์ได้เผชิญบททดสอบใหม่ นอกเหนือไปจากราคาที่กำลังปรับลดลง แต่หากเชลออยล์ผ่านบททดสอบดังกล่าวมาได้ อาจจะต้องเผชิญกับปัญหาเดิมอย่างการผลิตล้นตลาดอีกครั้งก็เป็นได้







