posttoday
เอกชนงัดแผนสำรอง รับศึกการค้าทรัมป์

เอกชนงัดแผนสำรอง รับศึกการค้าทรัมป์

24 มีนาคม 2560

โดย...นรินรัตน์ พรหมพิทักษ์ความหวาดหวั่นว่าประเทศยักษ์ใหญ่ของโลกอย่างจีนและสหรัฐจะเปิดฉากสงครามการค้าเริ่มทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง จนนักวิเคราะห์หลายสำนัก เช่น ลูมิส เซย์เลส บริษัทบริหารจัดการทางการเงินในสหรัฐ ออกมาทำนายว่า มีโอกาสสูงถึง 50% ที่ทั้งสองประเทศจะเปิดศึกการค้ากันความน่าวิตกดังกล่าวทำให้เอกชนจากหลายชาติต้องหาทางหนีทีไล่เตรียมรองรับเอาไว้ โดยรอยเตอร์สรายงานว่า รัฐบาลจีนเริ่มหารือกับหน่วยงานคลังสมองหลายแห่ง และผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายเศรษฐกิจ เพื่อหามาตรการรับมือสถานการณ์อันเลวร้ายที่สุดจากนโยบายปกป้องการค้าของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งก่อนหน้านี้ทรัมป์ข่มขู่ว่าจะเก็บภาษีสินค้าจีนราว 45%ในช่วงที่ผ่านมา ทรัมป์เปิดฉากโจมตีจีนทางคำพูดมาโดยตลอด เนื่องจากสหรัฐเกินดุลการค้ากับจีนมากที่สุด อยู่ที่ 3.47 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 12 ล้านล้านบาท) ในปี 2016 ปรับลงจากปีก่อนหน้า 2.01 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 6.96 แสนล้านบาท) ซึ่งยังคงสูงกว่าเกณฑ์ยอดการค้าเกินดุล ในการพิจารณาตีตราประเทศปั่นค่าเงินของสหรัฐที่ 2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 6.93 แสนล้านบาท) โดยเฉพาะในด้านการส่งออกเหล็กและเฟอร์นิเจอร์ต

โดย...นรินรัตน์ พรหมพิทักษ์

ความหวาดหวั่นว่าประเทศยักษ์ใหญ่ของโลกอย่างจีนและสหรัฐจะเปิดฉากสงครามการค้าเริ่มทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง จนนักวิเคราะห์หลายสำนัก เช่น ลูมิส เซย์เลส บริษัทบริหารจัดการทางการเงินในสหรัฐ ออกมาทำนายว่า มีโอกาสสูงถึง 50% ที่ทั้งสองประเทศจะเปิดศึกการค้ากัน

ความน่าวิตกดังกล่าวทำให้เอกชนจากหลายชาติต้องหาทางหนีทีไล่เตรียมรองรับเอาไว้ โดยรอยเตอร์สรายงานว่า รัฐบาลจีนเริ่มหารือกับหน่วยงานคลังสมองหลายแห่ง และผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายเศรษฐกิจ เพื่อหามาตรการรับมือสถานการณ์อันเลวร้ายที่สุดจากนโยบายปกป้องการค้าของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งก่อนหน้านี้ทรัมป์ข่มขู่ว่าจะเก็บภาษีสินค้าจีนราว 45%

ในช่วงที่ผ่านมา ทรัมป์เปิดฉากโจมตีจีนทางคำพูดมาโดยตลอด เนื่องจากสหรัฐเกินดุลการค้ากับจีนมากที่สุด อยู่ที่ 3.47 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 12 ล้านล้านบาท) ในปี 2016 ปรับลงจากปีก่อนหน้า 2.01 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 6.96 แสนล้านบาท) ซึ่งยังคงสูงกว่าเกณฑ์ยอดการค้าเกินดุล ในการพิจารณาตีตราประเทศปั่นค่าเงินของสหรัฐที่ 2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 6.93 แสนล้านบาท) โดยเฉพาะในด้านการส่งออกเหล็กและเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ

จีนเตรียมวางมาตรการรับมือทรัมป์ให้เอกชนไว้หลายรูปแบบ โดยแบบแรกคือ การหาซัพพลายเออร์สินค้าเกษตร เครื่องจักร และสินค้าภาคการผลิตมาแทนที่ซัพพลายเออร์จากสหรัฐ และลดการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ลง เช่น สมาร์ทโฟน หรือแล็ปท็อป

ขณะที่อีกทางเลือกที่รุนแรงยิ่งกว่า คือ การดำเนินมาตรการ “ตอบโต้” ด้วยการเรียกเก็บภาษีจากบริษัทสหรัฐ และจำกัดการเข้ามาทำธุรกิจภายในประเทศ รวมถึงปิดทางเข้าสู่ภาคบริการของจีน ซึ่งกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็วถึง 8.2% ในช่วงเดือน ม.ค.-ก.พ. จากปีก่อนหน้านี้

นอกเหนือจากการตอบโต้แบบตาต่อตา ฟันต่อฟัน ข้างต้นแล้ว ยังมีความเป็นไปได้ที่จีนและสหรัฐอาจหันมาร่วมมือกันด้วยเช่นกัน หลังนายกรัฐมนตรี หลี่เค่อเฉียง ของจีน เปิดเผยว่า จีนไม่อยากเปิดสงครามการค้ากับสหรัฐ และหวังว่าทั้งสองฝ่ายสามารถเจรจาร่วมมือกันได้ สอดคล้องกับถ้อยคำของ สตีเวน มนูชิน รัฐมนตรีคลังสหรัฐ ที่กล่าวว่า สหรัฐไม่ต้องการสงครามการค้าเช่นกัน แต่ยังจำเป็นต้องมีการทบทวนความสัมพันธ์ทางการค้าเพิ่มเติม เพื่อให้สหรัฐได้ประโยชน์มากยิ่งขึ้น

รอยเตอร์สรายงานอ้างแหล่งข่าวเกี่ยวข้องว่า จีนอาจเพิ่มการนำเข้าสินค้าและเพิ่มการลงทุนในสหรัฐมากกว่าเดิม ซึ่งจะช่วยสร้างงานให้ชาวอเมริกันตามเป้าหมายของรัฐบาลทรัมป์ แต่จีนเองจะไม่ยอมให้สหรัฐทำอะไรตามใจชอบฝ่ายเดียวเช่นกัน

อย่างไรก็ดี แผนการดังกล่าวยังอยู่ในระหว่างการหารือ และจีนอาจเปิดเผยมาตรการอื่นๆ เพิ่มเติมในอนาคต โดยการเตรียมการที่ดูเป็นรูปเป็นร่าง คือ แผนการรับมือของเอกชนจีนขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) หลายพันแห่ง ซึ่งจะได้รับผลกระทบอย่างหนักที่สุดหากทรัมป์เก็บภาษีศุลกากร เนื่องจากส่งสินค้าจำนวนมากไปขายยังสหรัฐ

บลูมเบิร์ก เปิดเผยว่า ในปัจจุบันเอกชนเหล่านี้ซึ่งประกอบด้วยผู้ผลิตสินค้าหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า ข้าวของเครื่องใช้ภายในบ้าน หรือของเล่น มีรายได้จากการส่งออกไปสหรัฐประมาณ 4.62 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 16 ล้านล้านบาท) ต่อปี และคิดเป็นสัดส่วนราว 45% ของการส่งออกทั้งหมดช่วงเดือน ม.ค.-ก.พ.ที่ผ่านมา

แม้รายได้ดังกล่าวถือว่าไม่น้อย แต่ด้วยขนาดกิจการที่อยู่เพียงระดับกลางและขอบเขตการทำธุรกิจไม่หลากหลายมากพอ ทำให้บริษัทเหล่านี้ยังมีหนทางรับมือที่จำกัดอยู่ โดยในเบื้องต้นนั้นหลายบริษัทเปิดเผยกับบลูมเบิร์กว่าอาจต้องปิดธุรกิจ ขายกิจการ หรือหาทางขยายตลาดและการดำเนินงานไปยังประเทศอื่นๆ เช่น ในประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่เศรษฐกิจกำลังเติบโตและค่าแรงไม่สูงมากนัก

“หากอัตราภาษีเพิ่มขึ้นเพียง 10% เอกชนขนาดกลางหลายแห่งในจีนก็เริ่มลำบากแล้ว เพราะไม่สามารถแบกรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นมาได้ และถ้าจะตัดสินใจทำธุรกิจต่อ ในอนาคตคงต้องขายโรงงานผลิต” หลุน เหลียง ประธานบริษัท หลุง ชง กรุ๊ป ซึ่งเป็นซัพพลายเออร์ของฮาสโบร อิงค์ ผู้ผลิตของเล่นชื่อดัง กล่าว

เมื่อข้ามฟากมาที่ “เยอรมนี” ซึ่งเป็นอีกประเทศที่รัฐบาลทรัมป์เปิดฉากโจมตีทางวาจามาเป็นระยะ ภาคเอกชนขนาดกลางและขนาดเล็ก หรือมิตเทลสแตนด์ ซึ่งแต่ละแห่งมีรายได้ต่อปีประมาณ 500 ล้านยูโร (ราว 1.87 หมื่นล้านบาท) เตรียมปรับเปลี่ยนแผนการลงทุนในต่างประเทศ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการรับมือความไม่แน่นอนทางการค้าที่จะเกิดขึ้น

วอลสตรีท เจอร์นัล รายงานว่า มิตเทลสแตนด์ ถือเป็นขุมกำลังหลักที่เข้าไปลงทุนทำธุรกิจในต่างประเทศรวมถึง 1.38 แสนล้านยูโร (ราว 5.16 ล้านล้านบาท) ในปี 2014 คิดเป็นสัดส่วนเกือบ 13% ของการลงทุนในต่างประเทศโดยเอกชน สูงกว่าบรรดาบริษัทขนาดใหญ่ เช่น โฟล์คสวาเกน ซีเมนส์ หรือบีเอ็มดับเบิลยู

เคลาส์ กุนเทอร์ ดอยช์ หัวหน้าศูนย์การวิจัยธุรกิจของเยอรมนี เปิดเผยว่า ความไม่แน่นอนทางการเมืองและทางเศรษฐกิจส่งผลกระทบโดยตรงต่อการทำธุรกิจและลงทุนในต่างประเทศ โดยเฉพาะสำหรับธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก ซึ่งก่อให้เกิดคำถามและต้องประเมินความเสี่ยงกันว่า ธุรกิจเหล่านี้จะสามารถทำกิจการดังกล่าวในต่างประเทศอย่างยั่งยืนต่อไปได้หรือไม่ และสินทรัพย์ที่อยู่ในแต่ละประเทศจะได้รับผลกระทบมากน้อยแค่ไหน

ขณะที่เอกชนใน “ญี่ปุ่น” มีรูปแบบการรับมือที่แตกต่างจากเอกชนในจีนและเยอรมนี โดยภาคอุตสาหกรรมรถยนต์ญี่ปุ่น ซึ่งโดนทรัมป์โจมตีว่าเล่นไม่แฟร์และขู่จะเก็บภาษีนำเข้ารถยนต์ที่ผลิตในเม็กซิโกและในประเทศอื่นๆ ที่ไม่ใช่สหรัฐ ประกาศปรับขึ้นค่าแรงน้อยกว่าปีที่ผ่านมา เช่น โตโยต้า ขึ้นค่าแรงเพียง 1,300 เยน/เดือน น้อยกว่าปี 2016 ที่ 1,500 เยน/เดือน และต่ำกว่าที่สหภาพแรงงานขอไปที่ 3,000 เยน/เดือน เช่นเดียวกับ นิสสัน ที่จะขึ้นค่าแรง 1,500 เยน/เดือน

นอกเหนือจากการขึ้นค่าแรงน้อยลงแล้ว ก่อนหน้านี้ผู้ผลิตรถญี่ปุ่นพยายามเอาใจรัฐบาลทรัมป์ด้วยการเพิ่มการลงทุนจ้างงานในสหรัฐ โดยโตโยต้าประกาศว่าจะลงทุนเพิ่ม 1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 346 แสนล้านบาท) ในอีก 5 ปีข้างหน้า ขณะที่ นิสสัน ซึ่งส่งออกรถไปขายสหรัฐถึง 46% เมื่อปีที่ผ่านมา อาจลดสัดส่วนการส่งออกดังกล่าวหากสหรัฐเก็บภาษีนำเข้า และหันไปเพิ่มการส่งออกในตลาดอื่นๆ ได้แก่ แคนาดา และซาอุดิอาระเบีย ที่ตอนนี้ส่งออกรถไปขายเพียง 17%

แม้รัฐบาลทรัมป์ยังไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดนโยบายเศรษฐกิจ ซึ่งรวมถึงแผนการเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากต่างชาติอย่างชัดเจน แต่การออกมาข่มขู่เป็นระยะๆ ในช่วงที่ผ่านมา ก็เป็นสัญญาณเพียงพอแล้วสำหรับเอกชนต่างชาติ ให้ต้องหาทางวางแผนรับมือในเวลาต่อไป

ข่าวล่าสุด

Microsoft เลือกไทยประเทศแรก ปั้นคนไทยสู่เศรษฐกิจ AI เชื่อมทักษะทำงาน

Microsoft เลือกไทยประเทศแรก ปั้นคนไทยสู่เศรษฐกิจ AI เชื่อมทักษะทำงาน