posttoday
อุตสาหกรรมยอมเพิ่มกิจการ

อุตสาหกรรมยอมเพิ่มกิจการ

08 กันยายน 2553

“ชัยวุฒิ” ยันเคารพแนวคิดคณะกรรมการ 4 ฝ่าย เคาะ 18 กิจการรุนแรง พร้อมเปิดช่องเพิ่มได้มากกว่า 11 กิจการรุนแรง

“ชัยวุฒิ” ยันเคารพแนวคิดคณะกรรมการ 4 ฝ่าย เคาะ 18 กิจการรุนแรง พร้อมเปิดช่องเพิ่มได้มากกว่า 11 กิจการรุนแรง

นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ รมว.อุตสาหกรรม เปิดเผยถึงกรณีที่นายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการ 4 ฝ่าย เพื่อแก้ไขปัญหามาบตาพุด เรียกร้องให้รัฐบาลชี้แจงกรณีคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (บอร์ดสิ่งแวดล้อม) ปรับลดประเภทกิจการรุนแรงเหลือ 11 กิจการจากทั้งหมด 18 กิจการว่า ทุกคนเคารพการพิจารณาของคณะกรรมการ 4 ฝ่าย เพราะการพิจารณาของบอร์ดสิ่งแวดล้อมได้ยึดตามแนวคิดของคณะกรรมการ 4 ฝ่าย ที่เสนอมาทั้ง 18 กิจการ

นอกจากนี้ ในอนาคตแม้มีมติออกมา 11 ประเภทกิจการแล้ว ก็ไม่ได้หมายความว่าจะสิ้นสุดการพิจารณา ยังสามารถเพิ่มเติมประเภทกิจการรุนแรงได้ หากพิจารณาแล้วว่ามีความจำเป็น ส่วนกรณีที่ภาคประชาชนในพื้นที่มาบตาพุดนัดรวมตัวกันบริเวณรอบนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดในช่วงปลายเดือน ก.ย.นั้น เป็นสิทธิที่ทำได้ภายใต้กรอบกฎหมาย แต่ทางออกที่เหมาะสมกว่าคือน่าจะหันหน้ามาเจรจาหาทางออกร่วมกันจะดีกว่า

“แม้จะประกาศออกมา11 กิจการ โดยกิจการที่ตัดออกไป เช่นสูบน้ำเกลือใต้ดิน ถ้าจะให้เป็นกิจการรุนแรงก็สามารถทำได้ แต่ปัจจุบันไม่มีการอนุญาตให้ทำเพิ่มอยู่แล้ว และที่ผ่านมาก็พูดชัดเจนแล้วว่าโครงการไหนที่ยังไม่เคยทำรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม(อีไอเอ)ก็ให้ทำก่อน

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ยินดีชี้แจงนายอานันท์ เพราะขณะนี้มีบันทึกการประชุมของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ซึ่งผ่านการรับรองจากคณะกรรมการอยู่แล้ว และมีรายละเอียดเหตุผลชัดเจนในทุกเรื่อง แม้ว่าจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับคณะกรรมการ 4 ฝ่าย แต่สามารถที่จะเผยแพร่ได้ต่อไป ซึ่งคิดว่าเป็นเรื่องที่ดีที่จะทำความเข้าใจกัน

“คิดว่าคนที่จะเคลื่อนไหวน่าจะมาพูดคุยกัน บางเรื่องกิจการรุนแรงเข้มขึ้นมา จะต้องกลับไปหย่อนลงไปหรือเปล่า หรือบางเรื่องตกลงเราคิดว่าจะเป็นประโยชน์กับประชาชนจริงหรือไม่ เช่น การจำกัดปัญหาชลประทานหรือการกำจัดขยะติดเชื้อ เราอยากให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นยากหรืออย่างไร ผมคิดว่าจำเป็นที่ต้องคุยกัน” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

*******กนนำมาบตาพุดวุฒิแนะรัฐบาลทบทวนประกาศโครงการที่มีผลกระทบรุนแรง เตรียมตรวจสอบ18โครงการรุนแรง ลดเหลือ11โครงการปลดล็อคให้อุตสาหกรรมขนาดใหญ่

ด้านนายสุทธิ อัชฌาสัย ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาชนภาคตะวันออก ได้นำชาวบ้านจาก อ.มาบตาพุด จ.ระยอง กว่า 30 คน เข้ายื่นหนังสือขอให้ 5 คณะกรรมาธิการ วุฒิสภา ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วุฒิสภา , คณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา , คณะกรรมาธิการศึกษา ตรวจสอบเรื่องทุจริตและเสริมสร้างธรรมาภิบาล วุฒิสภา , คณะกรรมาธิการการเศรษฐกิจ การพาณิชย์และอุตสาหกรรม วุฒิสภา และคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข วุฒิสภา เพื่อขอให้ตรวจสอบความถูกต้องในการออกประกาศประเภทโครงการ หรือกิจการที่อาจมีผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง

ทั้งด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 67 วรรคสอง และติดตามแก้ไขปัญหาผลกระทบจากการพัฒนาอุตสาหกรรมจ.ระยอง

“เพื่อให้เกิดความถูกต้องเป็นธรรมตรงตามเจตนาขอรัฐธรรมนูญและเพื่อยุติความขัดแย้งที่อาจลุกลามตามมา จึงขอให้วุฒิสภาเสนอแนะไปยังรัฐบาลให้ทบทวน และจัดทำร่างโครงการหรือกิจการที่อาจมีผลกระทบต่อชุมชนอย่ารุนแรง ให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ” นายสุทธิ กล่าวโดยรัฐบาลต้องเร่งแก้ไขปัญหาให้ผู้ได้รับผลกระทบ รวมถึงเร่งประกาศผลการศึกษาข้อเสนอแนะที่องค์กรต่างๆ ได้ส่งให้รัฐบาลอาทิ สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ , คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ และคณะกรรมการแก้ไขปัญหาตาม มาตรา 67 วรรคสอง ต่อประชาชนด้วย

น.ส.รสนา โตสิตระกูล ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ศึกษา ตรวจสอบเรื่องการทุจริต และเสริมสร้างธรรมาภิบาล วุฒิสภา กล่าวว่า ทาง กมธ. จะตรวจสอบในมุมธรรมาภิบาล กรณีกำหนดโครงการหรือกิจการกระทบรุนแรงเหลือเพียง 11 กิจการรุนแรงว่าอาศัยหลักเกณฑ์อะไร หรือเพียงต้องการปลดล็อกให้กับอุตสาหกรรมขนาดใหญ่เท่านั้น ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นก็จะขัดต่อหลักยุทธศาสตร์ทำนโยบายของรัฐบาล ทั้งเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงและลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม

ด้านนายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ประธานคณะกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม วุฒิสภา กล่าวว่า นายกฯและคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติต้องคำนึงถึงคำพิพากษาของศาลปกครองที่ระยอง พิพากษา ให้เขตพื้นที่เทศบาลมาบตาพุดทั้งเทศบาล รวมทั้งพื้นที่ใกล้อีก 4 ตำบล ในเขต อ.เมือง และอ.บ้านฉาง เป็นพื้นที่ควบคุมมลพิษ ซึ่งคำพิพากษาดังกล่าวครอบคุมพื้นที่ในจังหวัดระยอง

ดังนั้นแม้ว่าจะมีการกำหนดโครงการหรือกิจการเข้าข่ายผลกระทบรุนแรงเหลือเพียง 11 โครงการเท่านั้นที่ต้องดำเนินการตามมาตรา 67 วรรคสองตามรัฐธรรมนูญ แต่ไม่ได้หมายความว่าในโครงการอื่นในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดจะไม่ต้องตรวจสอบเรื่องมลพิษ หรือไม่ต้องทำอีไอเอ เพราะศาลปกครองที่ระยองได้พิพากษามาแล้วว่าระยองเป็นพื้นที่ควบคุมมลพิษ

ขณะที่นายประสาร มฤคพิทักษ์ ส.ว. สรรหา กล่าวด้วยว่า ทางกมธ. จะนำเรื่องนี้ไปบูรณาการเพื่อหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาว่าจะสามารถแก้ไขได้อย่างไร และในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดหมดความสามารถในการรองรับอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นการสร้างใหม่หรือที่มีอยู่เดิม เพราะทำให้ชาวบ้านเกิดความเดือดร้อนและเจ็บป่วย ในขณะที่เจ้าของกิจการกลับมีรายได้เพิ่มขึ้นมากมาย อีกทั้งจะต้องมีเขตกันชนเพื่อป้องกันปัญหาเรื่องมลพิษให้กับประชาชนในพื้นที่ ซึ่งรัฐบาลจะต้องตรวจสอบแก้ไขปัญหาดังกล่าวด้วย

นายชายน้อย เผื่อนโกสุม ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.อะโรเมติกส์และการกลั่น (พีทีทีเออาร์) กล่าวว่า การลงทุนของกลุ่มปตท. ทั้ง 25 โครงการ เงินลงทุน 1.3 แสนล้านบาท จะเดินหน้าต่อได้ 24 โครงการ ยกเว้นบริษัท ทีโอซีไกลคอล โครงการเดียวที่อยู่ในประเภทกิจการรุนแรง คาดใช้เวลา 45 เดือนทำตามมาตรา 67 วรรคสอง ก็สามารถกลับมาดำเนินการได้ซึ่งทางกลุ่มปตท.จะเสนอเรื่องไปยังหน่วยงานผู้ออกใบอนุญาต หลังจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม(อีไอเอ) และรายงานผลกระทบด้านสุขภาพ(เฮชไอเอ) โดยคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 45 เดือน กว่าขั้นตอนทุกอย่างจะแล้วเสร็จ

 

ข่าวล่าสุด

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค