posttoday
มองอนาคตประเทศไทย กับกรณ์ จาติกวณิช (1)

มองอนาคตประเทศไทย กับกรณ์ จาติกวณิช (1)

21 มีนาคม 2560

เมื่อวันที่ 11 มี.ค.ที่ผ่านมา โครงการอบรมนักลงทุน CSI รุ่นที่ 12 วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต

โดย...ดร.วีรพงษ์ ชุติภัทร์

เมื่อวันที่ 11 มี.ค.ที่ผ่านมา โครงการอบรมนักลงทุน CSI รุ่นที่ 12 วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต ได้เรียนเชิญอาจารย์กรณ์ จาติกวณิช อดีต รมว.คลัง และปัจจุบันท่านดำรงตำแหน่งประธานชมรมฟินเทคแห่งประเทศไทย มาบรรยายเกี่ยวกับ “อนาคตประเทศไทย” ซึ่งต้องขอขอบพระคุณอาจารย์กรณ์เป็นอย่างสูงมา ณ ที่นี้ 

การบรรยายในครั้งนี้ทำให้ผมมีความรู้สึกว่า ได้เห็นภาพชัดๆ ของประเทศไทยที่กำลังจะเปลี่ยนไปในอนาคต และรู้ว่าเราจะต้องเตรียมตัวอย่างไร? ซึ่งเข้าใจได้ง่ายๆ และสนุกไปกับเนื้อหาเป็นอย่างมาก จึงอยากนำมาเล่าให้คุณผู้อ่านได้อ่านกัน ดังนี้ครับ

หนึ่ง รายได้คนไทยก้าวกระโดดในยุคไทยแลนด์ 3.0

คุณผู้อ่านหลายท่านคงคุ้นเคยกับคำว่า “พลาซ่าแอคคอร์ด” ซึ่งคือสนธิสัญญาที่ริเริ่มโดยสหรัฐอเมริกา และอีก 4 ประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจในขณะนั้น มาตกลงกันและร่วมลงนามได้แก่ ญี่ปุ่น เยอรมนี อังกฤษ และฝรั่งเศส โดยวัตถุประสงค์ของสนธิสัญญาฉบับนี้ก็คือการผูกมัดให้ทุกประเทศที่ลงนามต้องร่วมกันแทรกแซงตลาดเงินเพื่อให้ค่าเงินของอเมริกามีค่าอ่อนลง เมื่อเทียบกับเงินเยนของญี่ปุ่นและเงินดอยช์มาร์กของเยอรมนี และได้เซ็นสัญญากันในปี 1985 (อ่านรายละเอียดได้ในเรื่อง “Zombie Economy”  http://www.doctorwe.com/posttoday/20160524/6371)

หลังการเซ็นสนธิสัญญา ค่าเงินเยนก็แข็งขึ้นอย่างมาก ทำให้ญี่ปุ่นไม่สามารถผลิตสินค้าภายในประเทศได้ จึงต้องย้ายฐานการผลิตออกและเข้ามาในประเทศกลุ่มอาเซียน ซึ่งรวมทั้งไทยด้วย ดังนั้นนับตั้งแต่ปี 1986 ทั้งเม็ดเงินและเทคโนโลยีจากญี่ปุ่นก็ถาโถมเข้ามาในไทยอย่างมหาศาล และผลักดันให้ไทยเข้าสู่ยุค “ไทยแลนด์ 3.0” โดยอัตโนมัติ

หลังจากนั้นราคาที่ดินบางพื้นที่ก็เพิ่มขึ้น 10 เท่าตัว ดัชนีตลาดหุ้นไทยทำจุดสูงสุดเป็นประวัติศาสตร์กว่า 1,750 จุด ในวันที่ 4 ม.ค. 1994  จึงทำให้เศรษฐกิจของไทยขยายตัวแบบก้าวกระโดด และในช่วงเวลานั้นรายได้ต่อหัวของคนไทยก็ได้ขยับเพิ่มขึ้นจาก 800 เหรียญสหรัฐ/หัว กลายไปเป็น 2,500 เหรียญสหรัฐ/หัว เพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่าตัว ในระยะเวลาเพียง 8 ปี

จากนั้นมาในปี 1997 ไทยก็ประสบกับ “วิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง” ดังนั้น ในช่วงเวลาระหว่างปี 1994-2017 รายได้ต่อหัวของคนไทยจาก 2,500 เหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 5,800 เหรียญสหรัฐ หรือเพิ่มขึ้น 1 เท่านิดหน่อย ภายใน 23 ปี  ซึ่งถือได้ว่าเป็นการเติบโตที่ช้ามาก

สอง เราจำเป็นต้องพัฒนาเศรษฐกิจให้มุ่งสู่ไทยแลนด์ 4.0 หรือไม่?

ในปี 2016 ที่ผ่านมา รายได้ต่อหัวของคนไทยอยู่ที่ 5,775 เหรียญสหรัฐ/หัว ในขณะที่รายได้เฉลี่ยของประชากรทั้งโลกอยู่ที่ 10,058 เหรียญสหรัฐ/หัว นั่นแสดงให้เห็นว่า รายได้ต่อหัวของคนไทยเทียบกับประชากรโลกแล้ว รายได้ของคนไทยต่อหัวอยู่ประมาณครึ่งหนึ่งเท่านั้นเอง

ดังนั้น ประเทศไทยจึงมีทางเลือกเพียง 2 ทางด้วยกัน คือ

หนึ่ง เราพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทยไปสู่ “ไทยแลนด์ 4.0” ซึ่งน่าจะทำให้อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) เพิ่มขึ้นเป็น 5% ต่อปี และทำให้รายได้ต่อหัวเพิ่มขึ้นถึงเป้าหมายในปี 2027

สอง เราก็ไปเรื่อยๆ เหมือนทุกวันนี้ โดยมี GDP อยู่ที่ 2.5% ต่อปี เติบโตแบบเดิมคือ “ไทยแลนด์ 3.0” ที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน และก็จะทำให้รายได้ต่อหัวของคนไทยถึงเป้าหมายได้ในปี 2037 ช้ากว่าทางเลือกที่หนึ่ง 10 ปี

จาก 2 ทางเลือกข้างต้น จึงไม่น่าแปลกใจว่า รัฐบาลไทยจะเลือกทางเลือกที่หนึ่งแน่ๆ และจะพยายามผลักดันให้ทุกองคาพยพต้องมุ่งหน้าพัฒนาให้เศรษฐกิจไทยเข้าสู่ยุค “ไทยแลนด์ 4.0” ให้จงได้

สาม ประเทศไทยในการจัดอันดับโลก

ในที่นี้อาจารย์กรณ์ได้นำการจัดอันดับโลก ทั้งทางด้านเศรษฐกิจและสังคมมาให้เห็นภาพที่ชัดเจนขึ้น

หนึ่ง ดัชนีความยากง่ายในการประกอบธุรกิจ (Ease of Doing Business Index) ในปี 2009 ไทยอยู่ในอันดับที่ 12 แต่เมื่อปีที่แล้ว 2016 อันดับของไทยกลับตกไปอยู่ในอันดับที่ 46 นั่นแสดงให้เห็นว่า ต่างชาติมองว่าการมาทำธุรกิจในไทยมีความยุ่งยากมากกว่าเดิม

สอง ความเหลื่อมล้ำของการกระจายความมั่งคั่งในไทย พบว่า รัสเซียมีความเหลื่อมล้ำของความมั่งคั่งสูงที่สุดที่ 74.5% อินเดีย อันดับที่ 2 อยู่ที่ 58.4% และไทย อยู่อันดับที่ 3 ที่ 58% ในขณะที่ชาติอื่นล้วนมีความเหลื่อมล้ำการกระจายความมั่งคั่งต่ำกว่า 50% ทั้งสิ้น

นั่นแสดงให้เห็นว่า ในไทยความมั่งคั่งยังคงกระจุกตัวอยู่ในหมู่คนที่ร่ำรวยเป็นส่วนใหญ่ และคนส่วนใหญ่ของประเทศก็ยังคงยากจนอยู่

สาม คาดการณ์ว่าในปี 2030 ประชากรส่วนใหญ่ของไทยจะกระจุกตัวอยู่ในช่วงอายุ 50-60 ปี นั่นแสดงให้เห็นว่า ไทยกำลังจะเข้าสู่ยุค “สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์” ในระยะเวลาอันใกล้นี้

สี่ ดัชนีภาพลักษณ์คอร์รัปชั่น (Corruption Perception Index) ปี 1995 เราอยู่อันดับที่ 38 ปี 2010 อยู่อันดับที่ 78 และล่าสุดปี 2016 อยู่อันดับที่ 101 ก็คงได้แต่หวังว่า เมื่อไรก็ตามที่ไทยเริ่มจัดการเลือกตั้งได้แล้ว อันดับดังกล่าวก็คงจะดีขึ้น

ห้า คุณภาพการศึกษา พบว่าคุณภาพการศึกษาในระดับประถม อันดับของไทยอยู่ที่ 89 คุณภาพระบบการศึกษาอยู่อันดับที่ 74 และคุณภาพการศึกษาด้านคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์อยู่อันดับที่ 79 ซึ่งนั่นสะท้อนให้เห็นถึงคุณภาพการศึกษาที่ยังไม่ดีนักของไทย

ในวันพรุ่งนี้ ผมจะพาคุณผู้อ่านไปเรียนรู้กันต่อว่า อาจารย์กรณ์ จาติกวณิช มองประเทศไทยกันอย่างไร? แล้วพบกันพรุ่งนี้นะครับ

หาอ่านบทความและความรู้ด้านการลงทุนของผู้เขียนได้เพิ่มเติมได้ที่ www.doctorwe.com 

ข่าวล่าสุด

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค