posttoday
สหรัฐเหนียมรายจ่าย รอลุ้นโหวตเพดานหนี้

สหรัฐเหนียมรายจ่าย รอลุ้นโหวตเพดานหนี้

21 มีนาคม 2560

กฎหมายระงับผลบังคับใช้ของเพดานหนี้สาธารณะสหรัฐหมดอายุไปแล้วเมื่อวันที่ 15 มี.ค.ที่ผ่านมา

โดย...ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์

กฎหมายระงับผลบังคับใช้ของเพดานหนี้สาธารณะสหรัฐหมดอายุไปแล้วเมื่อวันที่ 15 มี.ค.ที่ผ่านมา ส่งผลให้เพดานหนี้ 18.5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 647 ล้านล้านบาท) กลับมามีผลอีกครั้ง ระหว่างที่ระดับหนี้สาธารณะของสหรัฐสูงอยู่ที่เกือบ 20 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 700 ล้านล้านบาท) ซึ่งทำให้กระทรวงการคลังสหรัฐไม่สามารถออกหนี้ใหม่ได้

อีกนัยหนึ่งหมายถึงสหรัฐจะยังไม่มีเงินใหม่เข้ามาเพื่อชำระหนี้จนกว่าจะมีการระงับหรือขยายเพดานหนี้ออกไปอีก โดยสำหรับครั้งนี้ สำนักงบประมาณรัฐสภาสหรัฐ (ซีบีโอ) คาดการณ์ว่า สหรัฐจะมีเงินเหลือพอที่จะสามารถชำระหนี้จนถึงฤดูใบไม้ร่วง หรือราวเดือน ก.ย.-พ.ย.ปีนี้

แม้หลายฝ่ายจะคาดการณ์ว่ารัฐสภาสหรัฐที่ครองเสียงส่วนใหญ่ โดยพรรครีพับลิกันทั้งวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎรจะมีมาตรการกับเพดานหนี้อย่างไม่ยากเย็นนัก อย่างไรก็ตาม ทั้งสองสภาของสหรัฐพรรครีพับลิกันมีสัดส่วนต่างกับเดโมแครตไม่มากนัก

ในระหว่างที่สภาคองเกรสยังไม่มีการดำเนินการใดๆ งานหนักจึงตกอยู่กับ สตีเฟน มนูชิน รัฐมนตรีคลังสหรัฐที่ต้องมีมาตรการรองรับเพื่อต่อลมหายใจก่อนที่สหรัฐจะผิดนัดชำระหนี้ โดยมนุชินได้ยื่นจดหมายไปยังสภาผู้แทนราษฎรเพื่อขอให้การยืดระยะเวลาการระงับหรือขยายเพดานหนี้เป็นวาระสำคัญของสภาคองเกรส

ในจุดหมายของมนูชิน ระบุว่า กระทรวงการคลังระงับการขายพันธบัตรรัฐบาลกลางให้กับมลรัฐหรือรัฐบาลท้องถิ่น (เอสแอลจีเอส) ไปจนกว่าจะมีการปรับขึ้นเพดานหนี้สาธารณะ หรือยืดระยะเวลากฎหมายระงับข้อจำกัดดังกล่าว โดยเอสแอลจีเอสรอการชำระนับถึงเดือน ก.พ. 2017 อยู่ที่ 1.05 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 3.6 ล้านล้านบาท) เพิ่มขึ้นจากเดือน มี.ค.ปีที่แล้วที่ราว 8.2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 2.8 ล้านล้านบาท)

นอกจากนี้ มนูชิน ยังระบุอีกด้วยว่า กระทรวงการคลังอาจดำเนินมาตรการพิเศษเพิ่มเติมเพื่อเลี่ยงการผิดนัดชำระหนี้ โดยสหรัฐไม่ได้ประสบปัญหาเพดานหนี้เป็นครั้งแรก เพราะฉะนั้น มาตรการเพิ่มเติมดังกล่าวอาจเป็นมาตรการเดิมที่เคยใช้มาก่อนหน้านี้ เช่น การระงับการลงทุนในกองทุนบำนาญราชการ หรือถอนทุนที่ลงทุนไปแล้วออกจากกองทุนบำนาญดังกล่าวได้

สหรัฐเคยประสบกับวิกฤตเพดานหนี้สาธารณะมาแล้วหลายครั้ง โดยในปี 2011 พรรครีพับลิกันเรียกร้องให้มีการลดงบประมาณขาดดุลลงเพื่อแลกกับการโหวตผ่านให้มีการขยายเพดานหนี้สหรัฐ ซึ่งในระหว่างช่วงเวลาดังกล่าว สแตนดาร์ดแอนด์พัวร์ (เอสแอนด์พี) สถาบันจัดอันดับเครดิตชื่อดัง ลดอันดับความน่าเชื่อถือของสหรัฐลงจากระดับสูงสุด AAA ที่สหรัฐได้รับมาตลอดระยะเวลา 70 ปีก่อนหน้านี้ จากความล่าช้าในการเพิ่มเพดานหนี้

จากข้อมูลของสำนักงานตรวจสอบความโปร่งใสของรัฐบาลสหรัฐ (จีเอโอ) พบว่าความล่าช้าดังกล่าวส่งผลให้ต้นทุนในการกู้ยืมสำหรับกระทรวงการคลังสหรัฐเพิ่มขึ้น 1,300 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 4.5 หมื่นล้านบาท) ในปี 2011

ครั้งที่เป็นที่จดจำมากที่สุดในยุคนี้ คงหนีไม่พ้นในปี 2013 ที่สหรัฐจำต้องปิดหน่วยงานรัฐและพักงานข้าราชการโดยไม่ได้รับเงินเดือนเป็นระยะ 16 วัน ก่อนที่พรรครีพับลิกันจะยอมถอยข้อเรียกร้องให้ปฏิรูปโอบามาแคร์ เพื่อให้ยืดเพดานหนี้ออกไปชั่วคราว ก่อนที่รัฐสภาสหรัฐจะเริ่มใช้กฎหมายระงับเพดานหนี้ที่เพิ่งหมดอายุลงไป

ในปี 2013 เอสแอนด์พีได้คิดค่าความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจสหรัฐจากการปิดหน่วยงานดังกล่าวสูงถึง 2.4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 8.4 แสนล้านบาท) ขณะที่จีเอโอ ระบุว่า ต้นทุนในการกู้ยืมของสหรัฐเพิ่มขึ้น 3.8-7 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.3-2.4 ล้านล้านบาท) หลังนักลงทุนเลี่ยงลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ ส่งผลให้ผลตอบแทนซึ่งสวนทางกับราคา ปรับตัวเพิ่มขึ้น

สำหรับในครั้งนี้พรรครีพับลิกันที่ครองเสียงส่วนใหญ่ในสภาปัจจุบันอยู่ 237 เสียง จากทั้งหมด 435 ที่นั่ง เมื่อเทียบกับเดโมแครต 193 เสียง (ปัจจุบันมีตำแหน่งว่างอยู่ 5 ที่นั่ง) ทำให้พรรครีพับลิกันครองเสียงมากกว่าครึ่งหนึ่งที่ 218 เสียง และเพียงพอต่อการออกกฎหมายโดยไม่พึ่งพาพรรคเดโมแครตที่แสดงท่าทีต่อต้านประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จากพรรครีพับลิกันอย่างชัดเจน

อย่างไรก็ตาม สมาชิกพรรครีพับลิกันมีบางส่วนที่ต่อต้านการเพิ่มเพดานหนี้สาธารณะมาโดยตลอด โดย คาร์สัน บล็อค ประธานฝ่ายการลงทุนของมัดดี้ วอเตอร์ แคปิตัล เปิดเผยว่า กลุ่มทีปาร์ตี้ (Tea Party) ที่มีแนวคิดขวาจัดภายในพรรคเดโมแครต ต่อต้านการใช้งบประมาณขาดดุล สนับสนุนการลดหนี้สาธารณะ และต่อต้านโอบามาแคร์ จะกลายเป็นอุปสรรคของพรรครีพับลิกัน โดยเสียงของกลุ่มดังกล่าวมีอยู่ราว 29 ที่นั่งในสภา ทำให้พรรครีพับลิกันจะมีเสียงไม่พอ 218 เสียง และจำเป็นต้องโน้มน้าวพรรคเดโมแครต

สำหรับพรรคเดโมแครตแล้วเตรียมพร้อมจะขยายเพดานหนี้สาธารณะ แต่ต้องไม่มีเงื่อนไข โดย โจเซฟ คราวลีย์ สมาชิกผู้แทนราษฎรพรรคเดโมแครตจากนิวยอร์ก ระบุว่า ทางพรรคเดโมแครตจะสนับสนุนก็ต่อเมื่อกฎเพดานหนี้ที่จะออกใหม่เป็นกฎหมาย “บริสุทธิ์” ที่ไม่มีกฎหมายหรือเงื่อนไขพ่วงใดๆ ตามมา

ทว่า พรรครรีพับลิกันกลับมีท่าทีในทิศทางตรงกันข้าม โดย พอล ไรอัน ประธานสภาผู้แทนราษฎรจากพรรครีพับลิกัน เปิดเผยว่า สมาชิกผู้แทนราษฎรจำเป็นต้องเพิ่มกฎหมายพ่วงไปด้วย เพื่อหลีกเลี่ยงการผิดนัดชำระหนี้ ทั้งนี้ ไรอัน ระบุว่า ยังไม่สามารถให้รายละเอียดใดๆ ได้ในตอนนี้

ข้อเสนอของพรรครีพับลิกันมีแนวโน้มจะเป็นการปรับลดรายจ่าย หรืออื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยความเห็นที่ไม่ตรงกันนี้ อาจทำให้ทั้งสองพรรคกลับมาต่อสู้ดุเดือดทางการเมืองด้วยประเด็นเพดานหนี้สาธารณะอีกครั้ง

ปัจจุบันปัญหาเพดานหนี้สาธารณะยังไม่น่าห่วงเท่าไหร่ โดยมูดี้ส์ สถาบันจัดอันดับเครดิต ระบุว่า เพดานหนี้ที่กลับมามีผลนี้จะยังไม่ส่งผลกระทบกับสหรัฐตราบเท่าที่สหรัฐสามารถชำระหนี้ได้ตามกำหนด และยังมีมาตรการเพื่อจัดการเงินสดในปัจจุบัน

แต่เมื่อใดที่สหรัฐใกล้ผิดนัดชำระหนี้ การต่อสู้ระหว่างทั้งสองพรรคและความวุ่นวายมีแนวโน้มจะตามมาอย่างที่เคยเกิดขึ้นแล้วในอดีต 

ข่าวล่าสุด

LIVE ถ่ายทอดสด มวยวัน ลุมพินี 175 ONE Championship วันนี้ 16 ต.ค.69

LIVE ถ่ายทอดสด มวยวัน ลุมพินี 175 ONE Championship วันนี้ 16 ต.ค.69