
คลังปิดช่องโหว่ ดึงคนจนลงทะเบียน
โดย...เสาวรส รณเกียรติธนาคารโลกเพิ่งเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยเมื่อเร็วๆ นี้ว่าเพิ่มสูงขึ้น รวมทั้งช่องว่างระหว่างคนในกรุงเทพฯ และชนบทก็ขยายตัวสูงขึ้นเรื่อยๆธนาคารโลก ระบุว่า ประเทศไทยยังมีคนยากจนที่ใช้จ่ายเพื่อการบริโภคต่ำกว่า 6.2 เหรียญสหรัฐ/คน/วัน หรือประมาณ 218 บาท/คน/วัน และอีก 6.7 ล้านคน มีความเสี่ยงจะกลับไปเป็นคนยากจนอีก หากเกิดเหตุไม่คาดฝัน เช่น ตกงาน และสูงอายุเพิ่มขึ้น หรือรวมแล้วคนจนของไทยมีไม่ต่ำกว่า 14 ล้านคนสำหรับสาเหตุที่ความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยเพิ่มสูงขึ้น มาจากการที่เศรษฐกิจขยายตัวในอัตราชะลอลง โดยธนาคารโลกชี้ว่า ที่ผ่านมาการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยในระดับสูง ได้ช่วยลดอัตราความยากจนลงจาก 67% ในปี 2529 เหลือเพียง 10.5% ในปี 2557อย่างไรก็ตาม ธนาคารโลกยังเห็นว่า ประเทศไทยมีความหวังที่เศรษฐกิจจะกลับมาขยายตัวสูง ภายใต้เงื่อนไขต่างๆ รวมทั้งเปิดทางให้รัฐบาลให้ความช่วยเหลือ อุดหนุนคนจนที่มีอยู่ประมาณ 40% ของประชากรทั้งหมด ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในภาคการเกษตร ด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพผลผลิตทางการเกษตร สร้างระบบการคุ้มครองทางสังคมที่เข้มแข็งกว่าเดิม เป็นต้นสำหรับประเทศไทยนั้น รัฐบาล พล.อ.ประย
โดย...เสาวรส รณเกียรติ
ธนาคารโลกเพิ่งเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยเมื่อเร็วๆ นี้ว่าเพิ่มสูงขึ้น รวมทั้งช่องว่างระหว่างคนในกรุงเทพฯ และชนบทก็ขยายตัวสูงขึ้นเรื่อยๆ
ธนาคารโลก ระบุว่า ประเทศไทยยังมีคนยากจนที่ใช้จ่ายเพื่อการบริโภคต่ำกว่า 6.2 เหรียญสหรัฐ/คน/วัน หรือประมาณ 218 บาท/คน/วัน และอีก 6.7 ล้านคน มีความเสี่ยงจะกลับไปเป็นคนยากจนอีก หากเกิดเหตุไม่คาดฝัน เช่น ตกงาน และสูงอายุเพิ่มขึ้น หรือรวมแล้วคนจนของไทยมีไม่ต่ำกว่า 14 ล้านคน
สำหรับสาเหตุที่ความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยเพิ่มสูงขึ้น มาจากการที่เศรษฐกิจขยายตัวในอัตราชะลอลง โดยธนาคารโลกชี้ว่า ที่ผ่านมาการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยในระดับสูง ได้ช่วยลดอัตราความยากจนลงจาก 67% ในปี 2529 เหลือเพียง 10.5% ในปี 2557
อย่างไรก็ตาม ธนาคารโลกยังเห็นว่า ประเทศไทยมีความหวังที่เศรษฐกิจจะกลับมาขยายตัวสูง ภายใต้เงื่อนไขต่างๆ รวมทั้งเปิดทางให้รัฐบาลให้ความช่วยเหลือ อุดหนุนคนจนที่มีอยู่ประมาณ 40% ของประชากรทั้งหมด ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในภาคการเกษตร ด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพผลผลิตทางการเกษตร สร้างระบบการคุ้มครองทางสังคมที่เข้มแข็งกว่าเดิม เป็นต้น
สำหรับประเทศไทยนั้น รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เมื่อเข้าบริหารประเทศใหม่ๆ ก็มีเป้าหมายที่จะลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม ลดช่องว่างความแตกต่างของรายได้ จนกระทั่งเมื่อปี 2559 ที่ผ่านมา ก็ได้เปิดโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ หรือการลงทะเบียนคนจน เพื่อใช้ดูแลผู้มีรายได้น้อย
และปี 2560 นี้รัฐบาลจะเปิดให้มีการลงทะเบียนคนจนครั้งที่ 2 ระหว่างวันที่ 3 เม.ย.-15 พ.ค.นี้ โดยการเปิดลงทะเบียนครั้งนี้ ได้มีการศึกษาช่องโหว่ จากการลงทะเบียนคนจนครั้งแรกเมื่อเดือน ก.ค. 2559 ที่มีอยู่จำนวนมาก เช่น ความรับรู้ของผู้มีรายได้น้อยเกี่ยวกับโครงการนี้ ทำให้ยอดผู้ลงทะเบียนห่างจากเป้าหมาย 10 ล้านคนที่ตั้งไว้อย่างมาก จนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องปรับตัวเลขเป้าหมายเหลือ 5 ล้านคน และปรับกระบวนการทำงานเพื่อเร่งยอดลงทะเบียน สุดท้ายปิดยอดได้ที่ 8 ล้านคน
อย่างไรก็ตาม ในจำนวน 8 ล้านคนนั้น เมื่อมีการคัดกรองอีกครั้งเพื่อให้ได้บุคคลที่มีคุณสมบัติตรงตามที่กำหนด ก็พบว่าต้องคัดออกถึง 7 แสนคน เหลือยอดผู้ลงทะเบียนตามเกณฑ์เพียง 7.3 ล้านคน โดยผู้ที่ถูกคัดออกนั้น เมื่อพบว่าเสียชีวิตแล้วบ้าง ชื่อไม่ตรงกับที่ลงทะเบียนไว้บ้าง หรือมีกรณีหนึ่งที่ อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง เคยกล่าวไว้ในงานสัมมนาก่อนหน้านี้ว่า มีข้าราชการเกษียณมาลงทะเบียนคนจน เพราะไม่มีรายได้ แต่เมื่อมีการตรวจสอบไปยังธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) พบว่า มีเงินฝากหรือพันธบัตรจำนวนไม่น้อย เป็นต้น
แสดงให้เห็นว่า หากไม่มีระบบคัดกรองที่ดี ก็อาจจะได้ยอดผู้มีรายได้น้อยเกินกว่าความเป็นจริงหลายแสนคน ซึ่งนั่นหมายถึงงบประมาณช่วยเหลือที่ต้องสูญเสียไป
สำหรับการลงทะเบียนครั้งที่ 2 นี้ รัฐบาลตั้งเป้าหมายผู้มีรายได้น้อยมาลงทะเบียน 16-18 ล้านคน จากยอดผู้มีรายได้น้อยที่รัฐบาลประเมินไว้มีประมาณ 20 ล้านคน และมีการระดมสรรพกำลังในการอำนวยความสะดวกและสื่อสารประชาสัมพันธ์ให้ผู้ที่มีคุณสมบัติเป็นผู้มีรายได้น้อยมาลงทะเบียนได้ทั่วถึงและครอบคลุมทั่วประเทศมากขึ้น
โดยธนาคารออมสินและธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เตรียมจ้างพนักงานและลูกจ้างชั่วคราวธนาคารละ 2,000 คน มาช่วยในการรับเรื่องลงทะเบียน เฉพาะ ธ.ก.ส.เองมีการประสานกับองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น เช่น องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) รวมถึงเทศบาล เพื่อจัดชุดเจ้าหน้าที่เคลื่อนที่ไปรับลงทะเบียนแก่ชาวบ้าน และเกษตรกรถึงที่ชุมชน เพราะเกษตรกรถือเป็นกลุ่มเป้าหมายใหญ่ของรัฐบาลที่ต้องการให้ความช่วยเหลือ เนื่องจากรายได้ขึ้นกับการขึ้นลงของราคาสินค้าเกษตร ที่ส่วนใหญ่จะเป็นขาลงมากกว่า ซึ่งหากช่วยให้เกษตรกรได้รับความช่วยเหลืออุดหนุนในระดับที่เหมาะสม ก็จะสร้างกำลังซื้อในระบบเศรษฐกิจ
นอกจากการอำนวยความสะดวกเพื่อให้ผู้มีรายได้น้อยมาลงทะเบียนให้มากที่สุดแล้ว กระทรวงการคลังยังได้ปรับเกณฑ์ผู้มีรายได้น้อยใหม่ จากเดิมที่กำหนดเพียงแค่ว่าเป็นผู้ไม่มีรายได้ หรือมีรายได้ไม่เกินปีละ 1 แสนบาท
แต่ในการลงทะเบียนครั้งที่ 2 นี้ มีการเพิ่มเกณฑ์ผู้มีรายได้น้อยว่า จะต้องไม่มีทรัพย์สินทางการเงิน หรือถ้ามีเงินฝากธนาคาร เมื่อรวมกับสลากออมสิน สลาก ธ.ก.ส. พันธบัตรรัฐบาล และตราสารหนี้ แล้ว จะต้องมีจำนวนรวมทั้งสิ้นไม่เกิน 1 แสนบาท สำหรับผู้ที่มีที่ดินและที่อยู่อาศัยให้แยกว่า หากมีที่อยู่อาศัยอย่างเดียว บ้านหรือทาวน์เฮาส์ต้องมีพื้นที่ไม่เกิน 25 ตารางวา ห้องชุดต้องมีพื้นที่ไม่เกิน 35 ตารางเมตร แต่กรณีเป็นทั้งที่อยู่อาศัยและมีการใช้ประโยชน์จากที่ดินเพื่อการเกษตร จะต้องมีพื้นที่ไม่เกิน 10 ไร่ หากที่ดินไม่ใช่เพื่อการเกษตรต้องไม่เกิน 1 ไร่ เป็นต้น
พร้อมทั้งดึงธนาคารแห่งประเทศไทย กรมที่ดิน และกรมการปกครอง มาร่วมเชื่อมโยงข้อมูลเพื่อตรวจสอบให้ได้ผู้ลงทะเบียนที่ตรงกับคุณสมบัติ
ที่สำคัญกระทรวงการคลัง จะมีการเปิดลงทะเบียนทุกปี โดยผู้ที่เคยมาลงทะเบียนไว้แล้ว ก็ต้องมาลงทะเบียนใหม่ เหมือนการลงทะเบียนครั้งที่ 2 ที่คาดว่าจะมีผู้ที่เคยลงทะเบียน 7.3 ล้านคน มาลงทะเบียนต่อ เพราะได้รับสิทธิประโยชน์จริง นอกจากนี้จะมีการแจกบัตรแสดงตนผู้มีรายได้น้อยเพื่อขอรับสิทธิช่วยเหลือจากรัฐบาลด้วย
วิธีการทั้งหมดนี้จะทำให้รัฐบาล กระทรวงการคลัง ได้ฐานข้อมูลผู้มีรายได้น้อยที่มีความสมบูรณ์ขึ้นเรื่อยๆ และข้อมูลทันสมัยขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งจะช่วยในการออกแบบสิทธิประโยชน์และความช่วยเหลือที่ถึงตัวผู้มีรายได้น้อยอย่างแท้จริง
โดยภาระหน้าที่ของรัฐบาล ณ ขณะนี้ คือเมื่อได้ฐานข้อมูลแล้ว ก็ต้องนำข้อมูลมาวิเคราะห์ และคัดสรรมาตรการช่วยเหลืออย่างตรงจุด เพราะผู้มีรายได้น้อยนั้น มีทั้งที่อยู่ในกรุงเทพฯ และชนบท แม้ในชนบทก็มีเกษตรกรรมที่หลากหลาย การให้ความช่วยเหลือจึงต้องลงรายละเอียดที่แตกต่างกันไป
ขณะเดียวกัน รัฐบาลต้องมีมาตรการยกระดับรายได้ให้ผู้ลงทะเบียนบางกลุ่ม เพื่อให้สามารถประกอบอาชีพ หรือช่วยแก้ไขหนี้นอกระบบ เพื่อให้คนกลุ่มนี้มีรายได้เพิ่ม ก้าวพ้นจากฐานรายได้เพียง 1 แสนบาท/ปีไปได้
เป็นการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำที่ทำร่วมไปกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้ขยายตัวปีละ 4% ตามเป้าหมาย เพื่อให้ไทยพ้นจากกับดักประเทศรายได้ปานกลางไปได้ และยังช่วยให้คนไทยที่พ้นจากเส้นวัดความยากจนมีน้อยลงอีกด้วย







