posttoday
มิติใหม่วงจรอุบาทว์ (จบ)

มิติใหม่วงจรอุบาทว์ (จบ)

19 มีนาคม 2560

โดย...ทวี สุรฤทธิกุลมิติใหม่คือ “วงจรที่ไม่อุบาทว์”ทุกวันนี้คนไทยจำนวนหนึ่งมองว่าการปฏิวัติรัฐประหาร “ไม่ใช่” วงจรอุบาทว์เสียแล้ว ทั้งยังเห็นว่ามีความจำเป็นในการแก้ไขสถานการณ์ รวมถึงการพัฒนาการเมืองการปกครองของประเทศ โดยเฉพาะในการรัฐประหาร 2 ครั้งหลังสุด (วันที่ 19 ก.ย. 2549 และ 22 พ.ค. 2557) ถึงขั้น “ร้องขอ” ให้ทหารเข้ามาทำการยึดอำนาจไปเลย ร่วมกับการให้ความสนับสนุนอุ้มชูให้ทหารอยู่ในอำนาจไป “นานๆ” อีกด้วยผู้เขียนเติบโตมาในยุคที่ผู้คน “เกลียดทหาร” มากๆ คือ ในยุควันที่ 14 ต.ค. 2516 ต่อเนื่องมาจนถึงยุควันที่ 6 ต.ค. 2519 ถึงขนาดที่หลังเหตุการณ์วันที่ 14 ต.ค. 2516 จบลงใหม่ๆ ภาพของทหารที่เข่นฆ่าประชาชนไปทั่วถนนราชดำเนิน ได้ทำให้ผู้คนเคียดแค้นทหารมากๆ ทหารไม่กล้าแต่งเครื่องแบบไปในที่สาธารณะ ทหารชั้นผู้น้อยที่ต้องขึ้นรถเมล์รถไฟต้องเอาชุดเครื่องแบบใส่ถุงกระดาษไปเปลี่ยนที่ทำงานอย่างนี้ เป็นต้น หรือภายหลังเหตุการณ์วันที่ 6 ต.ค. 2519 ที่ทหารและตำรวจกระทำทารุณกับนักศึกษาและปัญญาชนในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้คนก็มองว่าทหารเป็น “ยักษ์มาร” ไปนั่นเลยเชียว

โดย...ทวี สุรฤทธิกุล

มิติใหม่คือ “วงจรที่ไม่อุบาทว์”

ทุกวันนี้คนไทยจำนวนหนึ่งมองว่าการปฏิวัติรัฐประหาร “ไม่ใช่” วงจรอุบาทว์เสียแล้ว ทั้งยังเห็นว่ามีความจำเป็นในการแก้ไขสถานการณ์ รวมถึงการพัฒนาการเมืองการปกครองของประเทศ โดยเฉพาะในการรัฐประหาร 2 ครั้งหลังสุด (วันที่ 19 ก.ย. 2549 และ 22 พ.ค. 2557) ถึงขั้น “ร้องขอ” ให้ทหารเข้ามาทำการยึดอำนาจไปเลย ร่วมกับการให้ความสนับสนุนอุ้มชูให้ทหารอยู่ในอำนาจไป “นานๆ” อีกด้วย

ผู้เขียนเติบโตมาในยุคที่ผู้คน “เกลียดทหาร” มากๆ คือ ในยุควันที่ 14 ต.ค. 2516 ต่อเนื่องมาจนถึงยุควันที่ 6 ต.ค. 2519 ถึงขนาดที่หลังเหตุการณ์วันที่ 14 ต.ค. 2516 จบลงใหม่ๆ ภาพของทหารที่เข่นฆ่าประชาชนไปทั่วถนนราชดำเนิน ได้ทำให้ผู้คนเคียดแค้นทหารมากๆ ทหารไม่กล้าแต่งเครื่องแบบไปในที่สาธารณะ ทหารชั้นผู้น้อยที่ต้องขึ้นรถเมล์รถไฟต้องเอาชุดเครื่องแบบใส่ถุงกระดาษไปเปลี่ยนที่ทำงานอย่างนี้ เป็นต้น หรือภายหลังเหตุการณ์วันที่ 6 ต.ค. 2519 ที่ทหารและตำรวจกระทำทารุณกับนักศึกษาและปัญญาชนในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้คนก็มองว่าทหารเป็น “ยักษ์มาร” ไปนั่นเลยเชียว

ว่าไปแล้วคนไทยรู้สึกกับทหารในแบบหนังหรือละครทีวีไทยที่หลายคนติดกันงอมแงมนั่นแหละ คือเป็นแบบ “ตบจูบๆ” หรือเดี๋ยวรักเดี๋ยวชัง ตั้งแต่ผู้เขียนจำความได้ในช่วงปี 2502-2506 คนไทยก็รักจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ จนไม่ลืมหูลืมตา ชมว่าเป็นผู้วิเศษ มีฤทธานุภาพสูงส่ง นักวิชาการเทียบขั้นว่าเป็น “พ่อขุน” เรียกว่า “พ่อขุนอุปถัมภ์เผด็จการ” แต่พอเสียชีวิต ความชั่วร้ายถูกเปิดโปงว่าโกงทรัพย์สินแผ่นดินไปเท่าไหร่ มีอีหนูกี่คน คนพฤติกรรมทางเพศประหลาดๆ ก็ถูกแฉออกมาหมด จากนั้นจอมพลถนอม กิตติขจร ก็ขึ้นมามีอำนาจสืบต่อ แรกๆ ก็ได้รับการชื่นชมที่กล้าใช้กฎหมายยึดทรัพย์จอมพลสฤษดิ์ แต่ต่อมาก็เข้าอีหรอบเดิมคือพยายามสร้างอาณาจักรแบ่งผลประโยชน์ในหมู่ญาติมิตร วางแผนสืบทอดอำนาจให้ลูกชาย เกิดสภาพ “3 ทรราช ถนอม-ประภาส-ณรงค์” อันนำมาสู่เหตุการณ์วันที่ 14 ต.ค. 2516 ตอกย้ำด้วยเหตุการณ์วันที่ 6 ต.ค. 2519 ที่ทำให้คนเกลียดชังทหารดังที่กล่าวมาแล้ว

 คนไทยมารักทหารอีกครั้งในยุค “ป๋า” คือ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ที่มีภาพของความซื่อสัตย์และจงรักภักดี กระนั้นด้วยความที่อยู่นาน พร้อมกับการสร้างเครือข่ายของบริวารและทหารบางกลุ่ม ทำให้เกิดความเบื่อหน่ายเป็นกระบวนการ “เบื่อป๋า” ที่สุดหลังเลือกตั้งในปี 2531 ท่านก็โบกมือลา แต่ทหารก็ยังได้รับความนิยมสืบเนื่องมา เพราะรัฐบาลพลเรือนในยุคนั้นเกิดโกงกินมโหฬาร ที่เรียกว่า “บุฟเฟ่ต์คาบิเน็ต” ดังนั้น เมื่อทหารเข้ามายึดอำนาจและยึดทรัพย์นักการเมืองหลายคน (แม้ภายหลังจะยึดได้เพียง 2-3 ราย) จึงได้รับความชื่นชมเป็นอย่างมาก แต่ “ความอุบาทว์” ก็กลับคืนสู่วงจรเดิม แต่หนักยิ่งกว่าเดิม เพราะนักการเมืองพลเรือนสมคบกับทหารผู้ที่มีอำนาจอยู่ในตอนนั้นร่วมกันสืบทอดอำนาจ อันนำมาสู่เหตุการณ์ความวุ่นวายตั้งแต่ต้นเดือน เม.ย. 2535 และจบลงด้วยความเสื่อมเสียของกองทัพในอีกเดือนหนึ่งต่อมา

ภายใต้กระบวนการปฏิรูปการเมืองหลังเหตุการณ์เดือน พ.ค. 2535 จนกระทั่งได้รัฐธรรมนูญฉบับประชาชนปี 2540 นั้น หลายคนเชื่อว่าการกระตุ้นให้ประชาชนออกมารับผิดชอบบ้านเมือง จะช่วยป้องกันการปฏิวัติรัฐประหารได้ แต่แล้วด้วยความเลวร้ายของนักการเมืองอีกเช่นเดิมที่ทำให้ประชาชนต้องไปเชิญชวนทหารออกมาปฏิวัติในวันที่ 19 ก.ย. 2549 ทำนองเดียวกันกับการรัฐประหารในวันที่ 22 พ.ค. 2557 ที่เสียงเรียกร้องของประชาชน (โดยเฉพาะในกลุ่ม กปปส.) ก็ดังกระหึ่มอย่างยิ่ง

ในขณะที่ คสช.พยายามจะประคับประคองและแก้ไขสถานการณ์ (แทนที่จะใช้คำว่า “สืบทอดอำนาจ”) ก็มีผู้คนที่มีความห่วงใย เกรงว่าหากแก้ไขไม่สำเร็จ (โดยเฉพาะการสร้างความปรองดอง) ก็อาจจะนำความเลวร้ายมาสู่สังคมไทยอีกนั่นคือ “วงจรอุบาทว์รอบใหม่” ที่จะมีลักษณะแตกต่างจาก “รอบเก่า” คือ

ประการแรก วงจรอุบาทว์รอบใหม่คงจะไม่ได้เป็นไปในแบบ “เลือกตั้ง-โกงกิน-รัฐประหาร-ล้มเหลว-คืนอำนาจให้ประชาชน (เลือกตั้ง)” อย่างที่เคยเป็นมา แต่จะเป็น “รัฐประหารโดยทหาร-ล้มเหลว-คืนอำนาจให้ประชาชน-แตกแยก-สงครามกลางเมือง-รัฐประหารโดยกลุ่มทุนที่สนับสนุนทหารบางกลุ่ม” นั่นคืออาจจะไม่มีการเลือกตั้งอีกต่อไป แต่จะเป็นเผด็จการแบบประชานิยมที่มีกลุ่มทุนใหญ่สนับสนุน

อีกประการหนึ่ง ภายใต้ “ความไม่ชัดเจน” ของโครงสร้างอำนาจส่วนบนคือกลุ่มชนชั้นนำ แม้จะไม่มีความแตกแยกในโครงสร้างส่วนนี้ แต่ก็ส่งผลให้โครงสร้างอำนาจส่วนล่างคือภาคประชาชน อันเป็นโครงสร้างที่เจริญเติบโตมาในช่วงปฏิรูปการเมืองตั้งแต่ปี 2535 เป็นต้นมานั้น เกิดความระส่ำระสาย โดยเฉพาะการจับขั้ว หรือ “แสวงหานายใหม่” เนื่องจากแกนนำของกลุ่มสูญอำนาจไป (ถูกคดีความหลบหนี ติดคุก และเข็ดหลาบหวาดกลัว) ภาคประชาชนจึงยังอ่อนแอและการเมืองไทยยังคงถูกควบคุมโดยกลุ่มอำนาจเดิมที่ยังคงอยู่ในโครงสร้างแบบจารีตนิยมนั้น

ต้องขออภัยที่ใช้ศัพท์แสงทางวิชาการมากมาย เพราะผู้เขียนเองแม้จะจัดอยู่ในกลุ่มปัญญาชนที่เคยมีอำนาจมาบ้าง ก็ต้องระมัดระวังที่จะอธิบายปรากฏการณ์ทางการเมืองไทยในระยะเวลานี้ ที่ไม่อาจจะแสดงความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมาได้ ก็คงต้องอาศัยความสามารถของท่านผู้อ่านที่มีประสบการณ์ร่วมในเรื่องเหล่านี้ช่วยอธิบายแบบ “ตัวต่อตัว” แก่ผู้ที่สนใจอยากจะ “ต่อความยาวสาวความยืด” นี้ต่อไป

ขอให้ทุกท่านโชคดีในการเมืองไทยยุคนี้ครับ

ข่าวล่าสุด

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก