
หมดยุคเงินถูก แบงก์ชาติโลกปรับตั้งรับเฟด
ก่อนหน้านี้ในช่วงรอยต่อระหว่างปี 2015-2016 นักวิเคราะห์ทั่วโลกต่างเชื่อว่าจะเกิดยุคนโยบายการเงิน 2 ขั้ว
โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ
ก่อนหน้านี้ในช่วงรอยต่อระหว่างปี 2015-2016 นักวิเคราะห์ทั่วโลกต่างเชื่อว่าจะเกิดยุคนโยบายการเงิน 2 ขั้ว ระหว่างขั้ว “ตึงตัว” ที่นำโดยธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) และขั้ว “ผ่อนคลาย” ที่นำโดยธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) และธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) แต่ในความเป็นจริงนั้น กลับเป็นเฟดเองที่ทำไม่ได้อย่างที่คาดกันไว้ เนื่องจากการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจยังไม่แกร่งพอ และราคาน้ำมันถูกยังเป็นปัจจัยกดดันเงินเฟ้ออย่างหนัก
ทว่าสถานการณ์ดังกล่าวกำลังเปลี่ยนไปเมื่อเฟดกำลังส่งสัญญาณอย่างชัดเจนมากที่สุดครั้งหนึ่งว่า ปี 2017 นี้ จะเป็นปีแห่งดอกเบี้ยขาขึ้น ซึ่งไม่ใช่ปรับขึ้นพอเป็นพิธีเพียงแค่ 1 ครั้งเหมือนปลายปี 2015 และ 2016 ที่ผ่านมา แต่จะเป็นการขึ้นรวม 3 ครั้ง เป็น 1.4% และเฟดก็จะเริ่มตั้งแต่ไตรมาสแรกในรอบการประชุมวันที่ 14-15 มี.ค.ที่จะถึงนี้
ที่สำคัญก็คือ ทิศทางของเฟดในครั้งนี้จะทำให้ธนาคารกลางขนาดใหญ่ทั่วโลกต้องปรับตัวตามไปด้วยในภาวะที่โลกกำลังจะสิ้นสุดยุคเงินถูก และไม่อาจเกิดภาวะนโยบายการเงินโลก 2 ขั้ว อย่างที่เคยคาดการณ์กันไว้ได้อีก
แม้จะไม่ถึงกับปรับนโยบายจากผ่อนคลายไปเป็นตึงตัวด้วยการทยอยขึ้นดอกเบี้ยเหมือนเฟดได้ แต่อย่างน้อยที่สุด การเปลี่ยนทิศของสหรัฐทั้งจากเฟดรวมถึงรัฐบาลประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ก็เป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้แบงก์ชาติใหญ่ๆ เหล่านี้ต้องทบทวนหาทางออกจากนโยบายผ่อนคลายการเงินสุดขั้วที่ใช้กันมาตลอดหลายปีก่อนหน้านี้กันอย่างจริงจัง และทยอยลดการกระตุ้นลง
จากการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินของอีซีบีเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว มาริโอ ดรากี ผู้ว่าการอีซีบี ยังคงให้ทิศทางคงนโยบายผ่อนคลายทางการเงินต่อไป ทั้งการคงอัตราดอกเบี้ยติดลบ 0.4% และการผ่อนปรนทางการเงินเชิงปริมาณ (คิวอี) หรือการซื้อคืนพันธบัตรตามวงเงินที่เคยระบุไว้
อย่างไรก็ตาม เริ่มมีข่าวแพร่งพรายออกมาหลังจากนั้นจากแหล่งข่าวในอีซีบีว่า มีความเป็นไปได้ที่อีซีบีจะเริ่มหันมาทยอยจำกัดมาตรการกระตุ้น โดยจะพิจารณา “ขึ้นอัตราดอกเบี้ยโดยที่ยังคงใช้คิวอีควบคู่กันไปด้วย” หรือจะเริ่มขึ้นดอกเบี้ยภายในปีนี้ก่อนที่คิวอีจะสิ้นสุดลงในปลายปี 2017
อีซีบีมีหลายปัจจัยที่ทำให้ไม่สามารถทำตัวเป็นขั้วตรงกันข้ามกับเฟดได้อย่างสิ้นเชิง ไม่ว่าจะเป็นปัจจัยตรงจากการฟื้นตัวของภาวะเศรษฐกิจ และปัจจัยทางอ้อมซึ่งเป็นผลกระทบมาจากเฟดอีกที
ภาวะราคาน้ำมันโลกที่ฟื้นตัวขึ้นและกำลังทำให้เงินเฟ้อขยายตัวขึ้นทั่วโลกนั้น ยังทำให้อัตราเงินเฟ้อขยายตัวขึ้นเร็วกว่าที่คาดการณ์กันไว้ โดยอัตราเงินเฟ้อทั่วไปของ 19 ประเทศกลุ่มยูโรโซนเดือน ก.พ. ได้ปรับตัวจาก 1.8% ในเดือนก่อนหน้าขึ้นไปอยู่ที่ 2% หรือแซงหน้าเป้าหมายเงินเฟ้อของอีซีบีซึ่งตั้งไว้ไม่เกิน 2% ไปแล้ว
เจมส์ แม็คคานน์ นักเศรษฐศาสตร์กลุ่มประเทศโออีซีดีของสแตนดาร์ด ไลฟ์ อิเวสต์เมนต์ส กล่าวว่า เศรษฐกิจในกลุ่มประเทศยูโรโซนนั้นฟื้นตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องมา 3 ปีแล้ว จากอานิสงส์ของมาตรการกระตุ้นทางการเงิน การยุติมาตรการรัดเข็มขัด และภาคอุตสาหกรรมการเงินที่มีเสถียรภาพมากขึ้น สอดคล้องกับตัวเลขของกรรมาธิการยุโรปที่บ่งชี้ว่า จีดีพีของกลุ่มยูโรโซนขยายตัวขึ้น 15 ไตรมาสติดต่อกันแล้ว และนอกจากภาคเศรษฐกิจจริงแล้ว ก็ยังสะท้อนผ่านราคาสินทรัพย์ที่แพงขึ้นมากทั้งในตลาดหุ้นและตลาดอสังหาริมทรัพย์ด้วย
จริงอยู่ว่ายุโรปยังมีความเสี่ยงทางการเมืองจากการเลือกตั้งในหลายประเทศใหญ่ๆ ปีนี้ อีกทั้งยังต้องจับตาอีกระยะว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและเงินเฟ้อจะเป็นแค่ช่วงสั้นชั่วคราวจากราคาน้ำมันเท่านั้นหรือไม่ แต่การเปลี่ยนทิศทางในฝั่งสหรัฐที่มากเกินคาด ทำให้ยุโรปต้องปรับตัวตามอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
เพราะในครั้งนี้ เฟดส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ย 3 ครั้งในปี 2017 และ 4 ครั้งในปี 2018 ซึ่งสอดคล้องกับที่นักเศรษฐศาสตร์และเทรดเดอร์ส่วนใหญ่จากการสำรวจของบลูมเบิร์กคาดการณ์ไว้เช่นกัน และยิ่งเมื่อรวมกับนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลทรัมป์แล้ว จึงมีแนวโน้มสูงที่การเปลี่ยนทิศของสหรัฐจะทำให้เกิดผลกระทบในหลายด้าน อาทิ อัตราแลกเปลี่ยนและตลาดพันธบัตร
ค่าเงินที่อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับค่าเงินเหรียญสหรัฐนั้นอาจเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจ แต่ไม่ใช่ในยุคของทรัมป์ ที่ส่งสัญญาณขู่มาอย่างต่อเนื่องว่าจะจัดการกับประเทศที่ปั่นค่าเงินเพื่อสร้างความได้เปรียบทางการค้า ซึ่งในบรรดาประเทศเป้าหมายเหล่านี้ยังรวมถึงเยอรมนีและญี่ปุ่นด้วย
การขึ้นดอกเบี้ยก่อนคิวอีจะหมด จึงมีเหตุผลที่พอฟังขึ้น และจะเป็นการทยอยปรับทิศทางนโยบายการเงินให้ตึงตัวขึ้นอย่างค่อยเป้นค่อยไปพร้อมๆ กับการทยอยลดวงเงินคิวอี จาก 8 หมื่นล้านยูโร/เดือน เหลือ 6 หมื่นล้านยูโร ซึ่งกำลังจะเริ่มต้นในเดือน เม.ย.เป็นต้นไปถึงปลายปีนี้
ขณะที่ฝั่งบีโอเจของญี่ปุ่นนั้น ก็เริ่มมีสัญญาณปรับตัวของการหาทางออกจากนโยบายกระตุ้นสุดโต่งที่ผ่านมาเช่นกัน โดยบลูมเบิร์กคาดการณ์เมื่อวันที่ 28 ก.พ.ที่ผ่านมาว่าหากไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไร คาดว่าบีโอเจจะซื้อพันธบัตรในอีก 11 เดือนให้หลังนี้รวม 66 ล้านล้านเยน หรือน้อยกว่าถึง 18% จากตัวเลขเป้าหมายที่ตั้งไว้ 80 ล้านล้านเยน/ปี
การซื้อพันธบัตรที่น้อยกว่าเป้าหมายในครั้งนี้ เป็นผลพวงหนึ่งมาจากการปรับนโยบายให้มีความยืดหยุ่นขึ้นในการประชุมเดือน ก.ย.ปีที่ผ่านมา โดยการควบคุม Yield curve ของพันธบัตรระระยะสั้นและระยะยาวให้อยู่ในระดับที่ควบคุมได้มากขึ้น และคุมยิลด์ของพันธบัตร 10 ปี ในระดับราว 0% เพื่อช่วยคุมต้นทุนการเงินให้ภาคเอกชน ซึ่งยืดหยุ่นได้มากกว่าการสัญญาว่าจะซื้อบอนด์เพิ่มหรือลดดอกเบี้ยให้ติดลบลงอีก
การลดวงเงินซื้อพันธบัตรลงในทางปฏิบัติโดยไม่ต้องป่าวประกาศ อาจนับเป็นสัญญาณเบื้องต้นของการทยอยปรับตัวของบีโอเจ ซึ่งยากกว่ายุโรป เพราะการบริโภคในประเทศที่นิ่งกว่าและทำให้บรรลุเป้าหมายเงินเฟ้อได้ช้ากว่ายุโรป แต่อย่างน้อยที่สุด ก็เป็นการเริ่มปรับตัวและหาทางออกอย่างจริงจัง ในวันที่สหรัฐกำลังเปลี่ยนทิศครั้งใหญ่และโลกใกล้จะหมดยุคเงินถูกแล้ว







