
เตือนรับมือเฟด ส่อขึ้นดอกมี.ค. ป่วนตลาดโลก
นาคารทหารไทย เตือนผู้ประกอบการและนักลงทุน เตรียมรับมือ เยเลน ช็อก จับตาเฟดขึ้นดอกเบี้ย 3 ครั้งในปีนี้
โพสต์ทูเดย์ - ธนาคารทหารไทย เตือนผู้ประกอบการและนักลงทุน เตรียมรับมือ เยเลน ช็อก จับตาเฟดขึ้นดอกเบี้ย 3 ครั้งในปีนี้
รายงานข่าวจากศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ธนาคารทหารไทย ระบุว่า โลกจะต้องกลับมาเตรียมรับมือกับ “Yellen Shock” หรือเยเลน ช็อก จาก เจนเน็ต เยลเลน ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ได้ออกมาสนับสนุนการขึ้นดอกเบี้ยของเฟด หลังเศรษฐกิจสหรัฐฟื้นตัวแข็งแกร่ง ทำให้มีความเป็นไปได้สูงที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยในเดือน มี.ค.นี้ รวมถึงแนวโน้มคาดการณ์ว่าเฟดจะสามารถขึ้นดอกเบี้ยได้ถึง 3 ครั้ง คาดครั้งละ 0.25% ในปีนี้
ทั้งนี้ หากเฟดขึ้นดอกเบี้ยได้เร็วจะสร้างแรงกดดันให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อาจจะต้องปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายขึ้นตาม พร้อมเตือนรับจุดสิ้นสุดของดอกเบี้ยขาลงและค่าเงินผันผวนในปีนี้
ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจได้ประเมินผลกระทบต่อตลาดการเงิน ถ้าหากเฟดขึ้นดอกเบี้ยได้เร็วถึง 3 ครั้ง จะส่งผลให้อัตราผลตอบแทนของพันธบัตร (บอนด์ยิลด์) ของพันธบัตรทั่วโลกมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งประเมินว่าผลตอบแทนของพันธบัตร 10 ปี ไทยและสหรัฐสามารถปรับตัวสูงขึ้นถึง 0.6%
ในขณะเดียวกันอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยมีโอกาสที่จะปรับตัวขึ้นตามอัตราดอกเบี้ยสหรัฐ ถ้าหากเฟดขึ้นดอกเบี้ยได้ถึง 3 ครั้ง ครั้งละ 0.25% จะทำให้อัตราดอกเบี้ยสหรัฐมาอยู่ที่ 1.50% เทียบเท่ากับอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทย ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการไหลออกของเงินทุนที่รุนแรงได้ ถ้าหากอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยยังคงอยู่ในระดับเดิม
อย่างไรก็ดี การปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายของไทยจะส่งผลให้ต้นทุนการกู้เงินเพิ่มสูงขึ้น (ดอกเบี้ย MLR เฉลี่ย 4 ธนาคารใหญ่จะปรับตัวสูงขึ้น 0.15%) ซึ่งผู้ประกอบการก็ต้องรับมือกับต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มสูงขึ้น รวมทั้งจะส่งผลกระทบต่อภาระผ่อนชำระหนี้ของประชาชนโดยเฉพาะสินเชื่อบ้าน
นอกจากนี้ จะส่งผลให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าอย่างน้อย 1.5% และมองว่าค่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวในกรอบ 35.40-36.20 บาท/เหรียญสหรัฐ รวมทั้งตลาดเงินมีโอกาสที่จะผันผวนมากขึ้น ดังนั้น ผู้ประกอบการควรหาโอกาสป้องกันความเสี่ยงจากค่าเงิน
ด้านศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่าในการประชุมเฟดวันที่ 14-15 มี.ค.นี้ คาดว่าเฟดจะมีมติปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้น 0.25% จากระดับ 0.50-0.75% สู่ระดับ 0.75-1.00% ซึ่งจะสร้างแรงกดดันต่อค่าเงินของประเทศตลาดเกิดใหม่ รวมทั้งเงินบาทของไทยให้มีแนวโน้มเคลื่อนไหวไปในทิศทางที่อ่อนค่า อันอาจเป็นตัวกระตุ้นให้มีการไหลออกของเงินทุน และอาจกดดันต้นทุนทางการเงินในช่วงสั้นให้ปรับตัวขึ้นได้







