posttoday
รับมือภัยแล้ง

รับมือภัยแล้ง

07 มีนาคม 2560

แม้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะคาดการณ์แนวโน้มสถานการณ์ภัยแล้งในปี 2560 จะไม่มากเท่ากับปี 2559 ที่ผ่านมา แต่ขณะนี้ภาพสถานการณ์ภัยแล้งที่เกิดขึ้น เริ่มแสดงให้เห็นในหลายพื้นที่ ซึ่งเกษตรกรต้องเพิ่มความระมัดระวังและวางแผนการเพาะปลูก โดยเฉพาะการปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อย เนื่องจากต้องบริหารจัดการน้ำต้นทุนไว้สำหรับปีต่อไปทั้งนี้ สถานการณ์ภัยแล้งและผลกระทบต่อเศรษฐกิจตั้งแต่เดือน พ.ย.-ปัจจุบัน มีพื้นที่เสียหายประมาณ 1 แสนไร่ ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ปลูกข้าว คิดเป็นผลผลิตกว่า 3.2 ตัน มูลค่าความเสียหายอยู่ที่ประมาณ 200 ล้านบาท ผลกระทบจากสถานการณ์ฝนทิ้งช่วง กระทบพื้นที่เสียหายกว่า 2 แสนไร่ เป็นข้าว 7.5 หมื่นตัน พืชไร่ 7.8 หมื่นตัน พืชสวนและอื่นๆ 60 ตัน รวมกว่า 1.5 แสนตัน คิดเป็นมูลค่าความเสียหายกว่า 600 ล้านบาทที่น่าเป็นห่วง คือ ชาวนายังยืนยันที่จะเดินหน้าปลูกข้าวนาปรังอีกกว่า 5 ล้านไร่ ขณะที่กรมชลประทานให้โควตาไว้แค่ 2.6 ล้านไร่ อาจส่งผลกระทบต่อแผนบริหารจัดการน้ำในช่วงหน้าแล้งนี้ได้ และที่สำคัญจะกระทบต่อผลผลิตที่จะออกมาจำนวนมาก โดยคาดการณ์ว่าปีนี้ผลผลิตข้าวจะอยู่ที่ 27-30 ล้านตันข้าวเปลือก เกินความต้องการของตลาด ซึ่งจะทำให้เกษตรกรไทย

แม้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะคาดการณ์แนวโน้มสถานการณ์ภัยแล้งในปี 2560 จะไม่มากเท่ากับปี 2559 ที่ผ่านมา แต่ขณะนี้ภาพสถานการณ์ภัยแล้งที่เกิดขึ้น เริ่มแสดงให้เห็นในหลายพื้นที่ ซึ่งเกษตรกรต้องเพิ่มความระมัดระวังและวางแผนการเพาะปลูก โดยเฉพาะการปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อย เนื่องจากต้องบริหารจัดการน้ำต้นทุนไว้สำหรับปีต่อไป

ทั้งนี้ สถานการณ์ภัยแล้งและผลกระทบต่อเศรษฐกิจตั้งแต่เดือน พ.ย.-ปัจจุบัน มีพื้นที่เสียหายประมาณ 1 แสนไร่ ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ปลูกข้าว คิดเป็นผลผลิตกว่า 3.2 ตัน มูลค่าความเสียหายอยู่ที่ประมาณ 200 ล้านบาท ผลกระทบจากสถานการณ์ฝนทิ้งช่วง กระทบพื้นที่เสียหายกว่า 2 แสนไร่ เป็นข้าว 7.5 หมื่นตัน พืชไร่ 7.8 หมื่นตัน พืชสวนและอื่นๆ 60 ตัน รวมกว่า 1.5 แสนตัน คิดเป็นมูลค่าความเสียหายกว่า 600 ล้านบาท

ที่น่าเป็นห่วง คือ ชาวนายังยืนยันที่จะเดินหน้าปลูกข้าวนาปรังอีกกว่า 5 ล้านไร่ ขณะที่กรมชลประทานให้โควตาไว้แค่ 2.6 ล้านไร่ อาจส่งผลกระทบต่อแผนบริหารจัดการน้ำในช่วงหน้าแล้งนี้ได้ และที่สำคัญจะกระทบต่อผลผลิตที่จะออกมาจำนวนมาก โดยคาดการณ์ว่าปีนี้ผลผลิตข้าวจะอยู่ที่ 27-30 ล้านตันข้าวเปลือก เกินความต้องการของตลาด ซึ่งจะทำให้เกษตรกรไทยเจอปัญหาที่กลับไปสู่วังวนเดิม คือ ราคาตกต่ำ เกษตรกรขายข้าวไม่ได้ราคา ขาดทุน เป็นหนี้ รัฐบาลต้องเข้าไปอุ้ม

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้พยายามออกมาตรการเพื่อลดพื้นที่ปลูกข้าวนาปรัง เพื่อลดปริมาณผลผลิตข้าวให้เหลือประมาณ 25 ล้านตันข้าวเปลือก โดยใช้งบประมาณกว่า 3,000 ล้านบาท อาทิ จ้างเกษตรกรเป็นแรงงานชลประทาน สินเชื่อเพื่อปลูกพืชใช้น้ำน้อย

นอกจากนี้ กรมชลประทานยังเตรียมโครงการบริหารจัดการน้ำอีกหลายโครงการเพื่อเตรียมรับมือกับภัยแล้งในปี 2561 เพื่อเพิ่มพื้นที่ชลประทานอีกปีละ 3.5 แสนไร่ กักเก็บน้ำเพิ่มได้อีก 400 ล้านลูกบาศก์เมตร/ปี

ทั้งนี้ มาตรการลดความเสี่ยงจากภัยแล้งด้านการเกษตรของรัฐบาล มีทั้งหมด 6 มาตรการ ประกอบด้วย 1.มาตรการส่งเสริมความรู้เพื่อลดความเสี่ยงจากภัยแล้ง 2.มาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำเพื่อการเกษตร 3.มาตรการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุน 4.มาตรการฟื้นฟูพัฒนาพื้นที่เกษตรที่ประสบภัย 5.มาตรการสร้างการรับรู้และประชาสัมพันธ์ และ 6.มาตรการจัดทำแผนความต้องการของชุมชนเพื่อบรรเทาผลกระทบภัยแล้ง

ขณะที่มาตรการเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรลดพื้นที่ปลูกข้าวนาปรัง ผ่านการเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยใช้งบประมาณกว่า 3,000 ล้านบาท เพื่อจ้างเกษตรกรเป็นแรงงานชลประทานทั่วประเทศกว่า 3 หมื่นตำแหน่ง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่จะดูดซับปัญหาคนว่างงานที่เกิดขึ้นในชนบท ขณะเดียวกันต้องระมัดระวังคนงานที่จะทะลักเข้ามาในกรุงเทพฯ อีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งรัฐบาลควรต้องเตรียมแผนรับมือในเรื่องนี้ด้วย

อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญรัฐบาลควรจะแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ การวางแผนบูรณาการการเพาะปลูกพืชหลากหลาย เพื่อไม่ให้ผลผลิตอย่างหนึ่งอย่างใดออกมามากจนล้นตลาด จะเป็นแนวทางที่ช่วยแก้ปัญหาในระยะยาว แต่ทั้งนี้รัฐบาลต้องดำเนินการอย่างจริงจังในการเปลี่ยนวิถีชีวิตของเกษตรกรไทย ยกระดับสู่การเป็นสมาร์ทฟาร์เมอร์ ที่มีข้อมูลที่จะนำไปสู่การวางแผนการเพาะปลูกอย่างมีประสิทธิภาพ การต่อยอดผลผลิต และการสร้างมูลค่าเพิ่ม เพื่อป้องกันไม่ให้เกษตรกรกลับไปสู่วังวนเดิมๆ ของปัญหา

ข่าวล่าสุด

IMF 2026 เปิดมุมพักผ่อนคู่สมรสผู้นำโลก ดันธุรกิจไลฟ์สไตล์ไทย

IMF 2026 เปิดมุมพักผ่อนคู่สมรสผู้นำโลก ดันธุรกิจไลฟ์สไตล์ไทย