
ลดราคาสินค้า
“พาณิชย์” สบช่องค่าเงินบาทแข็ง เล็งบีบกลุ่มเหล็ก แบตเตอรี่ สายไฟฟ้า ปุ๋ยเคมีลดราคา หากต้นทุนวัตถุดิบต่ำลง ส่วนสินค้าเกษตรอาหาร ปล่อยตามกลไกตลาดหวั่นกระทบเกษตรกร
“พาณิชย์” สบช่องค่าเงินบาทแข็ง เล็งบีบกลุ่มเหล็ก แบตเตอรี่ สายไฟฟ้า ปุ๋ยเคมีลดราคา หากต้นทุนวัตถุดิบต่ำลง ส่วนสินค้าเกษตรอาหาร ปล่อยตามกลไกตลาดหวั่นกระทบเกษตรกร
นางวัชรี วิมุกตายน อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ศึกษาสินค้าที่ได้รับผลบวกจากค่าเงินบาทแข็งค่าเมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐ จาก 33 บาทต่อเหรียญสหรัฐ เป็นกว่า 31 บาทต่อเหรียญสหรัฐ มีสินค้ากลุ่มใดบ้างที่ได้รับประโยชน์จากอัตราแลกเปลี่ยนในครั้งนี้
หากมีต้นทุนที่ลดลงจริง ก็อาจขอความร่วมมือให้ปรับราคาสินค้าลงมา เบื้องต้นคาดว่าจะเป็นกลุ่มที่มีการนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศมาผลิตเกือบทั้งหมด เช่น กลุ่มเหล็ก ทองแดง ตะกั่ว และปุ๋ยเคมี เป็นต้น
“ต้องให้เจ้าหน้าที่ศึกษาก่อนว่ามีกลุ่มไหน และได้รับประโยชน์เท่าไหร่ ส่วนใหญ่จะเป็นวัตถุดิบนำเข้าจากต่างประเทศมาผลิต อย่างทองแดงก็เป็นวัตถุดิบสำคัญของการผลิตสายไฟฟ้า ตะกั่วผลิตแบตเตอรี่ แต่ไม่ใช่ว่าศึกษาแล้วจะให้ปรับลดราคาทันที ต้องดูสต๊อกสินค้าของผู้ผลิตด้วยว่าอยู่ในช่วงที่ได้เปรียบของค่าเงินบาทหรือไม่” นางวัชรี กล่าว
ขณะที่สินค้าที่ได้รับผลกระทบด้านลบจากค่าเงินบาทแข็งเมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหร ัฐ ส่วนใหญ่เป็นสินค้าเกษตรและอาหาร เพราะใช้วัตถุดิบภายในประเทศ แนวทางการดูแล กรมจะเข้าไปดูแลไม่ให้มีการกดราคารับซื้อสินค้าเกษตร เพราะเกี่ยวข้องกับเกษตรกรส่วนใหญ่ของประเทศ แม้จะมีผลกระทบกับสินค้าปลายทาง เช่น อาหารปรุงสำเร็จสูงขึ้น แต่ก็ต้องปล่อยตามกลไกตลาด โดยกรมฯจะเข้าไปช่วยเหลือด้วยการเพิ่มทางเลือก เช่น ขอความร่วมมือ ให้จัดบริการน้ำดื่มฟรีให้กับประชาชน เป็นต้น
นางเมธินี จงสฤษดิ์หวัง ผู้อำนวยการวิเคราะห์เศรษฐกิจและธุรกิจ ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า เงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าถึงระดับ 30 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ในปี 2554 ทำให้ผู้ผลิตยางแปรรูปขั้นต้น เช่น ยางแผ่นรมควันและยางแท่งจะได้รับผลกระทบมาก เพราะมีสัดส่วนการส่งออกถึง 90% แต่แทบจะไม่มีการนำเข้าวัตถุดิบหรือสินค้าสำเร็จรูปเลย และในทางตรงกันข้าม ผู้ผลิตเหล็กทั้งเหล็กเส้นและเหล็กแผ่นรีดร้อนกลับได้รับผลดีจากเงินบาทแข็งค่า เนื่องจากมีสัดส่วนการนำเข้าวัตถุดิบสูงราว 70% แต่มีการส่งออกเพียง 15% แต่การเปลี่ยนแปลงราคาขายสินค้าในประเทศก็จะต้องขึ้นอยู่กับราคาในตลาดต่างประเทศด้วย







