
เรื่องลี้ลับ พิทักษ์ผืนป่า
เมื่อรู้โดยพลันว่า ตัวเองได้เผลอยิงเสือตัวนั้นเข้าแล้ว พรานมืออาชีพอย่าง เดรซู ก็ถูกความกลัวเข้าครอบงำทันที...
โดย...ธเนศน์ นุ่นมัน
เมื่อรู้โดยพลันว่า ตัวเองได้เผลอยิงเสือตัวนั้นเข้าแล้ว พรานมืออาชีพอย่าง เดรซู ก็ถูกความกลัวเข้าครอบงำทันที...
แม้ ร.อ.วลาดิมีร์ อาร์เซนเนียฟ ผู้กองของหน่วยสำรวจป่าเพื่อทำแผนที่ของกองทัพรัสเซียจะพยายามปลอบพรานใหญ่แห่งป่าไทก้า ป่าเขตหนาว แถบลุ่มแม่น้ำอุสซูรี ในเขตตะวันออกไกลของรัสเซียว่า “เสือตัวนั้นวิ่งหนีไปแล้ว ไม่ตายหรอก” แต่คำปลอบประโลมนั้นก็เหมือนจะเปล่าประโยชน์
เดรซูบอกกับผู้กองวลาดิมีร์ ว่า เสือตัวนั้นไม่รู้ตัวหรอกว่า มันถูกยิงเข้าแล้ว และบาดแผลอาจจะทำให้มันถึงตาย เมื่อถูกยิงมันจะวิ่งหนีไปเรื่อยๆ จนกว่าจะล้มลงขาดใจตาย และการฆ่าเสือ ถือเป็นความผิดพลาดร้ายแรง ตามความเชื่อของพรานแห่งป่าผืนนี้ส่งผ่านกันมารุ่นแล้วรุ่นเล่า เพราะเสือเป็นสัตว์ชั้นสูงที่เป็นเสมือนตัวแทนของ “คานิก้า” หรือวิญญาณป่าที่คนเชื้อสายนาไน อย่าง เดรซู เคารพนับถือ
เสือตัวนั้นถูกส่งมาเตือนคณะสำรวจว่า กำลังบุกรุกป่า การฆ่าเสือคือการประกาศสงครามกับวิญญาณแห่งป่าไทก้า ประกาศสงครามกับคานิก้าผู้ซึ่งมีอำนาจ สามารถเนรมิตภาพลวงตา ภัยธรรมชาติในรูปแบบต่างๆ หรือกระทั่งสารพัดโชคร้าย เข้าเล่นงานพรานที่บังอาจล่วงเกินผืนป่าแห่งนี้
ที่เล่ามานั้นคือส่วนหนึ่งของเรื่องราวของ เดรซู อูซาล่า พรานชาวนาไน ผู้ชำนาญเส้นทางที่ช่วยกองทหารรัสเซีย บุกเบิกสำรวจและทำแผนที่ในป่าลึกช่วงปี 2445
ร.อ.วลาดิมีร์ อาร์เซนเนียฟ เขียนหนังสือเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับเพื่อนนายพรานของเขา เป็นอนุทินกึ่งนิยายที่มีชื่อตามตัวละครตามท้องเรื่อง ต่อมาในปี 2504 สหภาพโซเวียตก็นำนิยายเรื่องนี้ไปสร้างหนังเกี่ยวกับชีวิตของพรานคนนี้ และในปี 2018 ผู้กำกับชาวญี่ปุ่น อะกิระ คุโระซาวะ ก็นำมาสร้างหนังอีกครั้ง
ในฉบับหนังของคุโระซาวะนั้นมีรายละเอียดที่ระบุชัดเจนว่า พรานชาวนาไนยุคก่อน หากินกับธรรมชาติแบบพึ่งพาและยึดมั่นในกฎการเดินป่าอย่างเคร่งครัด ยำเกรงในความลี้ลับของผืนป่า ด้วยเชื่อว่า การละเมิดกฎของป่าจะมีผลลัพธ์ตามมามากมาย
ขณะที่พรานอีกรุ่นหนึ่ง มีอาวุธที่ทันสมัย หากินกับป่าเชิงพานิช โดยไม่ยำเกรงอะไรเลย ล่าและฆ่าสัตว์ตามใบสั่งหรือตามความต้องการทางตลาด สังหารสัตว์หลายชนิดไปเป็นจำนวนมากเพียงเพื่อต้องการหนังของพวกมันไปขายให้อุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มเท่านั้น
ขณะที่ในบ้านเรา ย้อนอดีตไปเพียงครึ่งศตวรรษ ป่าไม้ทั่วประเทศของไทยนั้นนอกจากจะเขียวชอุ่มอุดมสมบูรณ์แล้ว ยังได้ชื่อว่า อุดมไปด้วยเรื่องลึกลับ ทุกป่าถูกผนึกด้วยความเชื่อว่ามีเจ้าป่าเจ้าเขาคอยคุ้มครอง ใครที่เข้าป่าไปโดยไม่เคารพเจ้าที่เจ้าทางจะถูกพลังลึกลับของป่าเล่นงานเอาได้ง่ายๆ
โดยเฉพาะเรื่องราวของเสือสมิง หรือผีไพร ซึ่งเป็นผีที่สิงสถิตอยู่ตามป่าเขา ซึ่งเชื่อว่าเดิมเป็นคนที่มีวิชาอาคมแก่กล้าแล้วต่อมาสามารถแปลงร่างเป็นเสือได้ หรือเสือร้ายที่ได้ลิ้มรสชาติของเนื้อคนเข้าไปมาก จนวิญญาณคนตายเข้าสิงจนมีความสามารถพิเศษกลายร่างเป็นคนเพื่อหลอกเหยื่อได้
ชาลี เอี่ยมกระสินธุ์ นักเขียนเรื่องสั้นและนวนิยายแนวการผจญภัยในป่าดงดิบ เคยเล่าเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ตรงกันว่า วันดีคืนดี เสือสมิงจะแปลงร่างมาหลอกผู้ที่เดินทางในป่าเพื่อจับกินเป็นอาหาร โดยมักจะแปลงตัวมาเป็นคนที่กำลังบาดเจ็บต้องการความช่วยเหลือสาวชาวป่า หรือเป็นคนรู้จักมาตามให้กลับบ้านเพื่อหลอกล่อให้เหยื่อหลงกล
เช่นเดียวกับชาวกะเหรี่ยง ที่เล่ากันว่า เสือสมิงตามความเชื่อของพวกเขา คือ เจ้าป่าเจ้าเขาหรือพระภูมิเจ้าที่ที่ดูแลรักษาปกป้องป่า จึงมีความเชื่อและข้อปฏิบัติว่า ห้ามล่าสัตว์หรือตั้งห้างบริเวณที่เป็นแหล่งดินโป่ง ซึ่งเป็นที่ชุมนุมของสัตว์ป่า
เสือสมิงตามตำนานของชาวกะเหรี่ยง ก็คล้ายๆ กับป่าอื่นๆ คือมักจะแปลงตัวเป็นผู้หญิง โดยเฉพาะเป็นภรรยาของพรานที่เข้ามาตามสามีถึงในป่า โดยออกอุบายบอกว่าลูกป่วยให้กลับบ้าน หากไม่ยอมหลงกล ก็จะกลับมาใหม่พร้อมด้วยคนอีกสี่คนหามคานใส่ร่างไร้ชีวิตของลูกหรือเมียมากดดันให้ลงจากห้างส่องสัตว์ หากพรานไม่พลาดท่าหลงกล เช้าต่อมาเมื่อลงจากห้าง ก็จะได้เห็นรอยเท้าเสือขนาดใหญ่เดินเพ่นพ่านอยู่บริเวณนั้น
เป็นที่น่าสังเกตว่า เรื่องเล่าเรื่องราวลี้ลับสารพัดตำนาน หรือกระทั่งเรื่องอาถรรพ์เกี่ยวกับวิญญาณในป่าลึกมากมายมักจะมีเสือเข้ามาเกี่ยวข้อง อาจเป็นเพราะเสือนั้นเป็นดัชนีชี้วัดความสมบูรณ์ของป่า
เสือจะตัดสินใจขยายจำนวนเมื่อแน่ใจว่า พื้นที่ที่มันอาศัยอยู่มีความอุดมสมบูรณ์ มีแหล่งอาหารเท่านั้น และในทางกลับกันในยุคที่อุปกรณ์ล่าสัตว์ยังไม่ทันสมัย พรานที่ไม่แกร่งพอย่อมไม่กล้าที่จะเข้าไปในเขตหากินของเสือ
เรื่องที่ถูกบอกเล่าสืบทอดต่อๆ กันมาตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตาทวด จึงมีคุณูปการที่ช่วยรักษาชีวิตของสรรพสัตว์หรือกระทั่งผืนป่าไว้มากมาย







