
ปรองดองเหลวแค่มุขสร้างแต้ม
ไม่ใช่ครั้งแรกที่พรรคเพื่อไทยเสนอให้มีการปรองดอง สมานฉันท์กับรัฐบาล
ไม่ใช่ครั้งแรกที่พรรคเพื่อไทยเสนอให้มีการปรองดอง สมานฉันท์กับรัฐบาล
โดย...ทีมข่าวการเมือง
ไม่ใช่ครั้งแรกที่ ทักษิณ ชินวัตร หรือ นพดล ปัทมะ คนใกล้ตัวเสนอรัฐบาลเปิดเวทีเจรจาให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องไม่ว่า แกนนำเสื้อแดง เสื้อเหลือง พรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์หันมาพูดคุยกัน เพื่อความสงบสุขของบ้านเมือง
และไม่ใช่ครั้งแรกของรัฐบาลเช่นกันที่เสนอต่อสังคมและแกนนำเสื้อแดงให้มีการเจรจาปรองดอง
การเจรจาระหว่างแกนนำรัฐบาลโดยนายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ ชำนิ ศักดิเศรษฐ์ กับแกนนำเสื้อแดง วีระ มุสิกพงศ์จตุพร พรหมพันธุ์ นพ.เหวง โตจิราการ อย่างน้อยก็เกิดขึ้นแล้วอย่างเป็นทางการ 2 ครั้งเมื่อวันที่ 28-29 มี.ค. ในช่วงชุมนุมใหญ่จนเป็นข่าวครึกโครมทั่วโลก แต่ที่สุดก็ล้มเหลว
แกนนำเสื้อแดงเห็นว่าข้อเรียกร้องให้ยุบสภาทันทีหรือภายใน 15 วัน ไม่เป็นตามที่ต้องการ ทั้งที่รัฐบาลเสนอเงื่อนไขยอมอยู่ในอำนาจเพียงแค่ 6 เดือน โดยกำหนดวันเลือกตั้งวันที่ 10 พ.ย. ซึ่งหากแกนนำเสื้อแดงตอบรับตั้งแต่ครั้งนั้น วันนี้หรืออีกไม่กี่วันที่จะถึง อภิสิทธิ์ก็จะยุบสภาเลือกตั้งใหม่แล้ว
และพรรคเพื่อไทยก็อาจชนะเลือกตั้งได้กลับมาเป็นรัฐบาล
แต่เพราะความไม่เป็นเอกภาพในแกนนำเสื้อแดง สายพิราบเห็นว่าควรยุติชุมนุม แต่สายเหยี่ยวให้เดินหน้าตะลุยต่อเพื่อสร้างพลังอำนาจต่อรอง ทำให้ การปรองดองต้องล้มเหลว
การที่บิ๊กเพื่อไทย โดย “ปลอดประสพ สุรัสวดี” รองหัวหน้าพรรค เปิดแถลงข่าวในนามพรรค ออกแถลงการณ์ 5 ข้อเรียกร้องให้รัฐบาลเปิดการเจรจาสู่การปรองดองระหว่างทุกขั้วทุกสีทุกพรรค
แรกเริ่มหลายฝ่ายมึนงงว่าเป็นข้อเสนอในนามพรรคจริงหรือไม่ ทักษิณเห็นด้วยหรือไม่ หรือเป็นแผนลับลวงพรางเพื่อเลี้ยงประเด็นไปสู่การสร้างเกมใหม่
เพราะพรรคเพื่อไทย ขาดความเป็นเอกภาพ มีหลายมุ้ง ทั้งสายเหยี่ยว สายพิราบ มีพี่น้องชินวัตรคอยคุมพรรค มีฝ่ายซ้าย มีกลุ่ม 111 ไทยรักไทยเก่า มีกลุ่ม 39 พลังประชาชน มีขบวนการเสื้อแดงครอบอยู่อีกชั้น บิ๊กเพื่อไทยแต่ละรายต่างทำงานเป็นเอกเทศ ไม่ขึ้นต่อกัน ไม่มีใครกุมอำนาจเด็ดขาดในพรรค บางรายกินเกาเหลา ทะเลาะขัดแย้งกัน
หลายครั้งที่ปลอดประสพนำเสนอประเด็นส่วนตัวที่หวังดีต่อประเทศ และต่อพรรค จึงไม่มีพลัง เพราะอีกขั้วในพรรคที่อยากเล่นเกมดุดัน ออกมาเกทับว่าเป็นความเห็นส่วนตัว
แต่ครั้งนี้ เกมปรองดองที่ปลอดประสพเสนอมากับแก่นแกนในพรรคบางส่วน ด้านหนึ่งมีสาเหตุจากกระแสพรรคในกรุงเทพฯ ตกต่ำ หลังเหตุการณ์พฤษภาอำมหิต พรรคเพื่อไทยแพ้เลือกตั้งในกรุงเทพฯ ตลอดถึง 3 ครั้ง โดยเป็นระดับท้องถิ่น 2 ครั้งและระดับชาติในการเลือกตั้งซ่อมสส. อีกครั้ง
จนปลอดประสพเฮโลที่จตุพรประกาศไม่นำคนเสื้อแดงมาบุกที่ กทม.อีก ซึ่งทำให้คนกรุงหายผวากับภาพเผาเมือง ขณะที่เหตุระเบิดในกรุงเทพฯ ที่คิง เพาเวอร์ หรือที่เอ็นบีทีก็เกิดขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งก็ไม่เป็นผลดีต่อพรรคเพื่อไทย
เมื่อประเด็นปรองดองถูกจุดพลุเป็นข่าวพาดหัว นี่จึงกดดันไปที่ฝั่งรัฐบาลว่า พรรคเพื่อไทยต้องการเห็นบ้านเมืองสงบ ทำให้คณะผู้บริหารของพรรคต้องรีบแถลงเป็นจริงเป็นจัง ให้ดูเป็นเนื้อเป็นหนังว่า นี่คือจุดยืนของพรรคและเป็นมติของคณะกรรมการบริหารพรรคที่คิดดีต่อบ้านเมือง
ก่อนจะออกแถลงการณ์ในนามพรรค 5 ข้อ 1.พรรคขอสนับสนุนแนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติเพื่อนำความสุขกลับมาสู่ประเทศไทย 2.พรรคขอเรียกร้องให้ทุกภาคส่วนร่วมกันสร้างความเป็นประชาธิปไตย ความยุติธรรม ความเท่าเทียมกันให้เกิดขึ้น 3.พรรคไม่สนับสนุนการใช้ความรุนแรงและการสร้างสถานการณ์เพื่อประโยชน์ทางการเมือง
4.พรรคขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายร่วมกันถวายความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ให้เป็นที่ประจักษ์ และหยุดกระทำการใดๆ อันอาจเป็นการระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาท 5.ขั้นตอนต่อไปของพรรค หัวหน้าพรรคและคณะผู้แทนที่ได้รับมอบหมาย จะเป็นผู้ดำเนินการในการเจรจาและติดต่อประสานงานเพื่อให้แนวทางการปรองดองเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม
ลูกฟุตบอล “ปรองดอง” จึงถูกเตะจากฝั่งฝ่ายค้านไปที่ฝั่งรัฐบาล
ทว่า รัฐบาล ไม่มีทางปรองดองตามแบบฉบับของเพื่อไทย ที่ให้อภิสิทธิ์สุเทพรับผิดชอบเหตุการณ์ความรุนแรง “พฤษภาอำมหิต”ทั้งหมด โดยเฉพาะ 91 ศพ และผู้บาดเจ็บอีก 2,000 คน เพียงฝ่ายเดียว
ตรงกันข้ามซีกรัฐบาลตั้งข้อหาแกนนำเสื้อแดงเป็นผู้ก่อการร้ายและรอให้ศาลตัดสินอยู่
การเมืองที่แยกขั้วขณะนี้ จึงไม่มีทางที่จะสมานฉันท์กันได้ เหมือนที่บิ๊กรัฐบาลประกาศไม่ปรองดองกับผู้ก่อการร้าย หรือจุดยืนจตุพรที่ไม่ปรองดองกับฆาตกร มิฉะนั้นจะเสียแนวร่วมเสื้อแดงทั้งประเทศ
ที่สำคัญ แกนนำเสื้อแดง บิ๊กเพื่อไทย และทักษิณ เคยพูดถึงการปรองดองมาตลอด จนกลายเป็นแผ่นเสียงตกร่องที่ไม่มีใครเชื่อว่าต้องการความสงบจริง เพราะรบหนักนอกสภา กดดันด้วยความรุนแรง เหมือนตบจูบในตัว
สภาพของพรรคเพื่อไทยวันนี้ตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบรัฐบาล จึงเป็นเรื่องธรรมดาที่ต้องเป็นฝ่ายขอปรองดองก่อน แต่ถ้าได้เปรียบ มีอำนาจรัฐ ก็ไม่มีทางที่จะยื่นมือสมานฉันท์แน่
ครั้นเมื่อจุดพลุเรื่องนี้ ก็ให้พลพรรคออกมาชิงจังหวะด้วยการโจมตีรัฐบาลว่า เป็นฝ่ายล้มแผนปรองดอง ไม่จริงใจที่จะให้บ้านเมืองกลับสู่ความสมานฉันท์ หวังเพียงการไล่ล่าแกนนำแดงในต่างจังหวัด และล่าทักษิณในต่างประเทศ ทั้งที่แกนนำพรรคและจตุพรเป็นฝ่ายทอดไมตรีให้ก่อน
“ทักษิณเพื่อไทยเสื้อแดง” มีหลายไพ่ให้เล่นตามแต่สถานการณ์การเมืองแต่ละช่วง ถ้าช่วงไหนได้เปรียบก็จะกดดันนอกสภา ผสมกับเกมใต้ดิน เมื่อเป็นฝ่ายเสียเปรียบก็จะขอปรองดอง สลับยุทธวิธีไปมาอย่างนี้
จึงไม่แปลกที่เห็นพลพรรคเพื่อไทยออกมาทำจริงจังกับ “เกมสมานฉันท์” เพื่อสร้างเกมรุกกดดันรัฐบาล โดยให้ “บิ๊กจิ๋ว” พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ เป็นตัวเดิน เนื่องจากเกมในสภาหลังรัฐบาลผ่านร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 2554 แล้ว ฝ่ายค้านก็ไม่มีพลังตรวจสอบหรือล้มรัฐบาลได้ จะตรวจ สอบการทุจริตคอร์รัปชันก็ไม่เข้าตาเพราะทีมงานไม่มีประสิทธิภาพ
และยิ่งนานวันพรรคเพื่อไทยตกอยู่ในสภาพรับไปเรื่อยๆ ทั้งกรณี สส. ย้ายพรรค เลือดไหลไปภูมิใจไทย ขณะที่รัฐบาลก็ใช้ “โอกาสทอง” เร่งสร้างผลงาน งบประมาณโครงการต่างๆ ที่กำลังออกดอกออกผล
ฟุตบอล “ปรองดอง” ลูกนี้ที่งัดกลับมาเล่นใหม่ บนความหวังที่จะสร้างแต้มกลับมา







