
ผ่ามรสุมงบฯทรัมป์ บทพิสูจน์ของจริงหรือขายฝัน
โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ การแถลงสุนทรพจน์ประจำปีต่อรัฐสภาเป็นครั้งแรกหลังรับตำแหน่งของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เมื่อวานนี้ อาจพอช่วยคลายความกังวลให้ตลาดหุ้นทั่วโลกได้ นำโดยดัชนีนิกเกอิ 225 ตลาดหุ้นโตเกียวที่ปิดบวกสูงสุดรอบ 2 สัปดาห์ เพราะทรัมป์ปรับสไตล์ไม่เหวี่ยงแหโจมตีไปทั่วโลกเหมือนตลอดช่วง 1 เดือนกว่าที่ผ่านมาภายใต้สุนทรพจน์ครั้งนี้ ไม่มีการกระพือความกังวลว่าสหรัฐจะงัดมาตรการอะไรมาเขย่าการค้าโลกเหมือนที่ผ่านๆ มา มีเพียงแค่กล่าวว่าการค้าที่เสรีจะต้องเป็นธรรมด้วยเท่านั้น ไม่มีการแตะประเด็นปั่นค่าเงินกระตุ้นส่งออกที่หลายประเทศกำลังกังวลกัน และยังกล่าวโจมตีจีนเพียงแค่ประเด็นขาดดุลการค้า แต่โทนเสียงก็ไม่ได้รุนแรงเหมือนเมื่อครั้งสุนทรพจน์รับตำแหน่งในเดือน ม.ค.อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ขาดไปในสุนทรพจน์อเมริกาเฟิสต์ครั้งนี้กลับเป็นรายละเอียดที่ว่า การขายฝันทั้งหลายจะทำได้จริงอย่างไร ในเมื่อทุกอย่างต้องใช้เงินมหาศาลสิ่งที่ถือเป็นไฮไลต์ของจริงมากกว่าการแถลงสุนทรพจน์ในครั้งนี้ที่ไม่ได้มีอะไรเพิ่มเติมเป็นพิเศษ จึงอยู่ที่ “ร่างงบประมาณปี 2018” ฉบับรัฐบาลทรัมป์มากกว่า เพราะถือเป็นบทพิสูจน์ของจริงว่า ทรัมป์จะทำ
โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ
การแถลงสุนทรพจน์ประจำปีต่อรัฐสภาเป็นครั้งแรกหลังรับตำแหน่งของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เมื่อวานนี้ อาจพอช่วยคลายความกังวลให้ตลาดหุ้นทั่วโลกได้ นำโดยดัชนีนิกเกอิ 225 ตลาดหุ้นโตเกียวที่ปิดบวกสูงสุดรอบ 2 สัปดาห์ เพราะทรัมป์ปรับสไตล์ไม่เหวี่ยงแหโจมตีไปทั่วโลกเหมือนตลอดช่วง 1 เดือนกว่าที่ผ่านมา
ภายใต้สุนทรพจน์ครั้งนี้ ไม่มีการกระพือความกังวลว่าสหรัฐจะงัดมาตรการอะไรมาเขย่าการค้าโลกเหมือนที่ผ่านๆ มา มีเพียงแค่กล่าวว่าการค้าที่เสรีจะต้องเป็นธรรมด้วยเท่านั้น ไม่มีการแตะประเด็นปั่นค่าเงินกระตุ้นส่งออกที่หลายประเทศกำลังกังวลกัน และยังกล่าวโจมตีจีนเพียงแค่ประเด็นขาดดุลการค้า แต่โทนเสียงก็ไม่ได้รุนแรงเหมือนเมื่อครั้งสุนทรพจน์รับตำแหน่งในเดือน ม.ค.
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ขาดไปในสุนทรพจน์อเมริกาเฟิสต์ครั้งนี้กลับเป็นรายละเอียดที่ว่า การขายฝันทั้งหลายจะทำได้จริงอย่างไร ในเมื่อทุกอย่างต้องใช้เงินมหาศาล
สิ่งที่ถือเป็นไฮไลต์ของจริงมากกว่าการแถลงสุนทรพจน์ในครั้งนี้ที่ไม่ได้มีอะไรเพิ่มเติมเป็นพิเศษ จึงอยู่ที่ “ร่างงบประมาณปี 2018” ฉบับรัฐบาลทรัมป์มากกว่า เพราะถือเป็นบทพิสูจน์ของจริงว่า ทรัมป์จะทำ
ตามที่หาเสียงและขายฝันไว้ได้มากน้อยแค่ไหน
การผ่อนปรนท่าทีของทรัมป์อย่างเห็นได้ชัดและย้ำถึงความจำเป็นที่ต้อง “ร่วมมือกัน” ระหว่างพรรครีพับลิกันและพรรคเดโมแครต ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ตอกย้ำให้เห็นว่าลำพังเพียงอำนาจของฝ่ายบริหารผ่านการลงนามคำสั่งพิเศษของประธานาธิบดีสหรัฐนั้น “ไม่เพียงพอ” ที่จะผลักดันการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างตามที่สัญญาไว้ได้ แต่จำเป็นต้องผ่านความเห็นชอบจากฝ่ายนิติบัญญัติในสภาคองเกรสไปพร้อมกันด้วย
แม้จะได้ชื่อว่าเป็นครั้งแรกในรอบ 12 ปี นับตั้งแต่สมัยอดีตประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู. บุช ที่สหรัฐมีทั้งประธานาธิบดีและสภาคองเกรส (ทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา) มาจากพรรครีพับลิกัน หรือ GOP (Grand Old Party) แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าทั้งสองฝ่ายนี้จะเป็นเนื้อเดียวกัน ตรงกันข้ามรัฐบาลทรัมป์ยังมีความเห็นหลายด้านที่ไม่ลงรอยกับพรรค และอาจจำเป็นต้องขอเสียงฝั่งเดโมแครตมาช่วยหนุนด้วย
ข้อแรกคือ ความไม่สมดุลของรายรับ-รายจ่าย ซึ่งอาจทำให้สหรัฐหนี้ท่วมมหาศาลยิ่งกว่ายุค 8 ปี ของประธานาธิบดี บารัก โอบามา และนำไปสู่วิกฤตสมดุลการคลังอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
ขณะที่อีกส่วนคือโครงการใหม่ตามที่หาเสียงเอาไว้ เช่น การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 35 ล้านล้านบาท) การปฏิรูปภาษีด้วยการลดภาษีบุคคลธรรมดาจากระดับสูงสุดที่ 39.6% เหลือ 33% ลดภาษีนิติบุคคลจากสูงสุด 35% เหลือ 20% และใช้ภาษีชายแดนจำแนกตามถิ่นที่มา (Border Adjustment Tax : BAT) / และสร้างกำแพงกั้นชายแดนเม็กซิโก
ทั้งหมดนี้คือรายจ่ายมหาศาลที่จะทำให้การขาดดุลงบประมาณเพิ่มขึ้นอย่างมาก จากปัจจุบันที่เกิน 5 แสนล้านเหรียญสหรัฐ/ปี (ราว 17.5 ล้านล้านบาท) ไปแล้ว และจะทำให้ GOP ต้องเผชิญภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ในการขยายเพดานก่อหนี้สาธารณะ และการรักษาสมดุลการคลังของประเทศ ซึ่งที่ผ่านมา GOP ใช้เรื่องเพดานหนี้เป็นเกมการเมืองต่อรองกับพรรคเดโมแครตมาตลอด โดยล่าสุดขยายมาจนถึงวันที่ 15 มี.ค. 2017 นี้
สิ่งที่ทรัมป์ระบุว่าจะช่วยชดเชยกับหนี้ครั้งนี้ได้ก็คือ การเติบโตของเศรษฐกิจสหรัฐที่จะมากกว่าระดับราว 1% ในปัจจุบัน โดยรัฐบาลคาดหวังไว้ถึง 2.4% ในปี 2018 หรือมากกว่าคาดการณ์ของธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) ซึ่งอยู่ที่ 2.1% โดยหลายฝ่ายมองว่าอัตราเช่นนี้เป็นไปได้ก็ต่อเมื่อทรัมป์ไม่ก่อสงครามการค้าขึ้นมา จนนำไปสู่การใช้มาตรการตอบโต้กันไปมา และขัดขวางการค้าโลกในที่สุด
อย่างไรก็ดี การลดงบส่วนอื่นๆ แทนยังถือว่าน้อยอยู่มากเมื่อเทียบกับรายจ่าย และรัฐบาลทรัมป์ก็ยังไม่มีแผนที่ชัดเจนมากพอว่าจะหารายได้เข้ากระเป๋ารัฐเพิ่มได้อย่างไร ในขณะที่กำลังจะลดภาษีครั้งใหญ่
อีกปัจจัยหนึ่งที่เสี่ยงทำให้ร่างงบประมาณของทรัมป์ต้องเป็นหมันก็คือ การสร้างศัตรูไปทั่วตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นพรรคเดโมแครตหรือพรรคเดียวกันก็ตาม ทำให้มีความเสี่ยงสูงที่จะไม่ได้รับความร่วมมือมากพอในสภา อาทิ การลงนามคำสั่งประธานาธิบดีให้แก้ไขทบทวนกฎหมายควบคุมภาคการเงิน ดอดด์-แฟรงก์ซึ่งถือเป็นหนึ่งในรอยร้าวสำคัญที่ทำให้สมาชิกพรรคเดโมแครตประกาศจะไม่ให้ความร่วมมือใดๆ ในสภากับ GOP
แม้ปัจจุบัน GOP จะครองเสียงข้างมากทั้งสองสภา แต่ก็ไม่ได้มากพอที่จะชี้ชะตาได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดแบบ “เผด็จการรัฐสภา” โดยเฉพาะในวุฒิสภานั้นนำอยู่เพียง 52 ต่อ 46 เสียงเท่านั้น และอาจเกิดกรณีงูเห่าซ้ำรอยเหมือนตอนให้การรับรอง เบตตี เดอวอส รัฐมนตรีศึกษาธิการ
ที่เสียงสนับสนุนไม่พอจนต้องใช้เสียงของไมค์ เพนซ์ รองประธานาธิบดีเข้ามาช่วยด้วยเป็นครั้งแรก
แม้แต่ ลินซีย์ แกรม สว.อาวุโสพรรครีพับลิกันเองยังให้ความเห็นแบบไม่ไว้หน้าว่า ร่างงบประมาณของทรัมป์นั้น “แท้งตั้งแต่ยังไม่คลอด” แล้ว โดยเฉพาะการหั่นงบประมาณของกระทรวงการต่างประเทศและงบประมาณความช่วยเหลือด้านต่างประเทศลงถึง 37% ซึ่งสะท้อนว่าทรัมป์ไม่เข้าใจการทำสงครามของสหรัฐ ซึ่งไม่ได้มีแต่การรบ หากแต่ยังต้องใช้ “ซอฟต์ พาวเวอร์” เช่น การช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม และโครงการความช่วยเหลือในรูปแบบ อื่นๆ กับต่างประเทศด้วย
อเมริกันดรีมในยุคอเมริกามาก่อน จึงยังเป็นฝันที่ต้องจับตาความเคลื่อนไหวอย่างใกล้ชิดต่อไปว่า ผู้นำฝีปากกล้าอย่างทรัมป์จะทำตามที่ตัวเองพูดเอาไว้ให้เป็นรูปธรรมได้มากน้อยเพียงใดในบทพิสูจน์ของจริงครั้งนี้







