
หุ่นวังหน้า ภูมิปัญญาสยาม
กรมศิลปากรจัดโครงการเผยแพร่มรดกศิลปวัฒนธรรมของชาติ เปิดตำนานวังหน้า เล่าเรื่องที่น่าสนใจหลากหลายให้ได้ฟังกัน
โดย...ส.สต
กรมศิลปากรจัดโครงการเผยแพร่มรดกศิลปวัฒนธรรมของชาติ เปิดตำนานวังหน้า เล่าเรื่องที่น่าสนใจหลากหลายให้ได้ฟังกัน เมื่อวันที่ 18-19 ก.พ. 2560 ในเรื่องเหล่านั้นมีเรื่องหุ่นวังหน้าอยู่ด้วย ซึ่งผู้เล่าได้แก่ ไพโรจน์ ทองคำสุก ภาคีสมาชิกสำนักศิลปกรรม สาขานาฏกรรมไทย ราชบัณฑิตยสภา นักวิชาการละครและดนตรีชำนาญการ สำนักการสังคีต กรมศิลปากร ที่บอกต่อที่ประชุมว่าชอบเรื่องละคร อดีตนักแสดงโขน จึงเล่าเรื่องสนุกสนาน มีทั้งเรื่องวิชาการ ประวัติความเป็นมา แถมด้วยเรื่องเหลือเชื่อ หรือวิญญาณหุ่นด้วย
อาจารย์ไพโรจน์ เล่าว่า ที่มาเล่าเรื่องหุ่นเพราะมีความชอบหุ่น ชอบตุ๊กตา ตอนเด็กวิ่งเล่นแถวกองสังคีต เจอห้องหุ่นที่อยู่ในพิพิธภัณฑ์ ถึงแม้จะชอบแต่ก็กลัว เพราะห้องมืดๆ แต่ความอยากรู้อยากเห็น ความกลัวก็หายไป
อาจารย์บอกว่าหุ่นนั้นงดงามที่สุดในโลก ประทับใจมาก แต่จับต้องไม่ได้เพราะอยู่ในตู้ จนกระทั่งรับราชการอยู่กองสังคีต จึงเรียนเชิดหุ่นกระบอก ต่อมากรมศิลป์สร้างหุ่นหลวง ได้มีความอัศจรรย์ในภูมิปัญญาไทยที่สามารถสร้างกลไกในตัวหุ่นเพื่อการชักตามจังหวะ มากถึง 22 เส้น เป็นหุ่นที่มีสายชักมากที่สุดในโลก เทียบกับของพม่าซึ่งมีไม่กี่เส้น แต่น่าเสียดายการสร้างหุ่นไทยหยุดไปตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5
ส่วนวิญญาณหุ่นนั้น ท่านเล่าว่าผู้สนใจสร้างหุ่นบ้านอยู่ จ.ราชบุรี เดินทางมาศึกษาวิธีการที่พิพิธภัณฑ์เป็นประจำ แต่หุ่นอยู่ในตู้กระจกก็ได้แต่สังเกตรอบนอก วันหนึ่งติดขัดไม่เห็นหัวไหล่อีกด้านหนึ่งว่าทำอย่างไร จึงอธิษฐานขอให้เห็น เชื่อหรือไม่หุ่นยักไหล่ให้เห็น คนทั่วไปต้องวิ่งแต่ท่านผู้นั้นสมปรารถนา เขาเรียนจนชำนาญคนกรมศิลป์ยังตามไปเรียนรู้
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลที่กรมศิลป์พิมพ์แจกจ่ายนั้น ระบุว่า
กรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ พระมหาอุปราชหรือวังหน้าในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระบัณฑูรให้สร้างหุ่นขึ้น 2 สำรับ คือ หุ่นจีนและหุ่นไทยเรื่องรามเกียรติ์ และด้วยเหตุที่พระองค์ทรงดำรงพระอิสริยศักดิ์เป็นกรมพระราชวังบวรสถานมงคล หรือวังหน้า คนทั่วไปจึงมักขานนามหุ่นของพระองค์ว่า “หุ่นวังหน้า”
หุ่นกรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ ประดิษฐ์ขึ้นด้วยฝีมืออันประณีตยิ่ง มีความบรรเจิดบรรจงกอปรด้วยฝีมือช่างชั้นสูง นับเป็นงานประณีตศิลป์ไทยชั้นเยี่ยมยอด
เนื่องจากหุ่นของกรมพระราชวังบวรมีขนาดเล็กกว่าหุ่นหลวงที่เคยมีแต่ดั้งเดิม โรงที่แสดงก็มีลักษณะแปลกไปจากหุ่นหลวง จึงถือว่าเป็นของ “คิดทำขึ้นใหม่” ที่แสดงถึงพระปรีชาในเชิงสร้างสรรค์ศิลปะของสมเด็จพระบวรราชเจ้าพระองค์นั้น หุ่นทั้งสองสำรับเป็นเครื่องบันเทิงอยู่ในพระราชวังบวรสถานมงคล และนำออกแสดงภายนอก
สันนิษฐานว่าหุ่นดังกล่าวคงเลิกเล่นตั้งแต่กรมพระราชวังบวรวิไชยชาญเสด็จทิวงคต เมื่อปี 2428 หลังจากนั้น ตัวหุ่นทั้งหมดคงเก็บรักษาไว้อยู่ในวังหน้า ปัจจุบันเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร หุ่นบางตัวได้รับการนำมาจัดแสดงให้ประชาชนได้ชื่นชมความงาม บางตัวยังคงเก็บอยู่ในคลัง
ระยะเวลาล่วงเลยไปกว่าร้อยปี ทำให้หุ่นทั้งหมดอยู่ในสภาพชำรุดทรุดโทรม กระทั่งเมื่อปี 2536 กรมศิลปากรและมูลนิธิซิเมนต์ไทยได้ขอให้อาจารย์จักรพันธุ์ โปษยกฤตเป็นผู้ซ่อมแซม หุ่นวังหน้าจึงมีสภาพสมบูรณ์งดงาม ดังที่จัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ
แม้ว่าหุ่นดังกล่าวจะมิได้มีการนำมาเล่นให้เห็นลีลาท่าทางอันอ่อนหวานชดช้อยดังเมื่อแรกสร้าง แต่ก็ทำให้ได้เห็นความเจนจัดฝีมือช่างชั้นครูที่เปี่ยมด้วยพลังของเส้นสายและสีสัน หุ่นกรมพระราชวังบวรวิไชยชาญจึงเป็นมรดกศิลป์ที่ประกาศความเกรียงไกรแห่งฝีมือบรรพชนช่างไทยได้อย่างเต็มภาคภูมิ







