posttoday
เห็นอักษรเหมือนเห็นหน้า

เห็นอักษรเหมือนเห็นหน้า

26 กุมภาพันธ์ 2560

รายการ “เห็นตัวอักษรเหมือนเห็นหน้า” (见字如面) ของสถานีเฮยหลงเจียง เชิญนักแสดงละครเวทีกับนักพากย์

โดย...กรกิจ ดิษฐาน

รายการ “เห็นตัวอักษรเหมือนเห็นหน้า” (&&5265;&>3383;&>2914;&&8754;) ของสถานีเฮยหลงเจียง เชิญนักแสดงละครเวทีกับนักพากย์เสียงระดับมือฉมัง มาอ่านจดหมายบุคคลสำคัญและบุคคลสามัญของจีน (และอื่นๆ) ด้วยเนื้อหาที่จับใจและน้ำเสียงที่มีชีวิตชีวาของผู้อ่าน ทำให้รายการนี้สะกดคนดูและคนฟังราวกับกำลังเข้าไปนั่งอยู่ท่ามกลางการสนทนา บางครั้งผู้ชมถึงกับหลั่งน้ำตาด้วยความซาบซึ้งใจ ผมดูแล้วคิดว่าเป็นวิธีเล่าประวัติศาสตร์ในแง่มุมส่วนบุคคลที่เยี่ยมยอด จดหมายบางฉบับเขียนโดยคนธรรมดาแต่เล่าเหตุการณ์ความเปลี่ยนแปลงอันยิ่งใหญ่ บางฉบับเขียนโดยผู้ยิ่งใหญ่แต่สะท้อนอารมณ์อันหลากหลายของปุถุชน บางฉบับเป็นจดหมายรักที่ทำให้ผู้ฟังถึงกับเขินอาย ราวกับกำลังแอบฟังคู่รักเปิดใจต่อกัน เช่น จดหมายรักของ สวีจื้อมั๋ว กวีผู้ยิ่งใหญ่ยุคสาธารณรัฐ ผู้ได้รับการยกย่องให้เป็นบิดาแห่งกวีนิพนธ์ยุคใหม่ของจีน

สวีจื้อมั๋ว ยังเป็นนักรักผู้ยิ่งใหญ่ มีวาทศิลป์จีบสาวระดับปรมาจารย์ จดหมายรักของสวีจื้อมั๋ว ผู้หญิงคนไหนได้อ่านแล้วไม่ตกเป็นของเขานั้นแทบไม่มีทาง ในชั่วชีวิตอันแสนสั้นมีหญิงงามและชาญฉลาดแห่งยุคหลงคารมเขามากมาย แต่ผู้หญิงคนสุดท้ายในชีวิตคือ ลู่เสี่ยวม่าน จิตรกรหญิงและดารางิ้วยอดนิยม หะแรกลู่เสี่ยวม่านถูกจับคลุมถุงชนกับสหายของกวีหนุ่ม แต่เธอไม่ได้รักเขา เมื่อเสี่ยวม่านพบกับสวีจื้อมั๋วก็ตกหลุมรักในทันที ฝ่ายชายส่งจดหมายบอกรัก (...เสี่ยวม่าน ภายในร่างกายของผมปั่นป่วนรวดร้าว หากคืนนี้ไม่ได้เขียนจดหมายบอกความในใจ ผมไม่ควรค่าที่จะรักคุณ...) จนกระทั่งฝ่ายหญิงทนไม่ไหวต้องขอหย่า ฝ่ายสามีใจกว้างดังท้องทะเล ยอมให้เมียรักหย่าไปแต่งงานกับสหายในที่สุด สวีจื้อมั๋วกับลู่เสี่ยวม่าน จึงกลายเป็นคู่รักแห่งยุคไปโดยปริยาย แต่สุดท้ายทั้งคู่จบชีวิตลงในอุบัติเหตุเครื่องบินตก จากไปขณะยังอยู่ในวัยหนุ่มสาว

พูดถึงจดหมายรัก ฉบับที่ประทับใจผมมากคือจดหมายจากหลินเจวี๋ยหมินไปถึงภรรยา หลินเจวี๋ยหมินเป็นนักปฏิวัติหนุ่ม กำลังจะก่อการร่วมกับซุนยัตเซน แต่เจ้าตัวรู้ดีว่าการพลิกฟ้าคว่ำดินครั้งนี้ต้องแลกมาด้วยการเสียสละครั้งยิ่งใหญ่อย่างแน่นอน จึงเขียนจดหมายบอกความในใจกับภรรยา เป็นจดหมายที่สะเทือนใจมากฉบับหนึ่ง ผมเคยแปลลงหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์เมื่อ 3 ปีก่อน จะขอยกบางส่วนมาให้อ่านกัน

...อี้อิ้งที่รัก ยามที่คุณได้รับจดหมายฉบับนี้คงเป็นเวลาที่ผมต้องบอกลาคุณไปเสียแล้ว ตอนที่กำลังเขียนจดหมายฉบับนี้ ผมยังอยู่บนโลกของคนเป็น แต่ยามที่คุณได้อ่านมัน ผมคงจากไปยังปรภพแล้ว ตอนที่กำลังเขียนมันอยู่ ผมไม่อาจกลั้นน้ำตาที่ไหลลงมาเปื้อนน้ำหมึกจนเลอะเทอะ จนผมเกือบจะเลิกเขียนเพราะทนไม่ไหว แต่ก็กลัวว่าคุณจะไม่เข้าใจและคิดว่าผมเป็นคนใจดำปล่อยให้คุณต้องอยู่เพียงลำพัง ไม่แยแสว่าคุณไม่อยากให้ผมเอาชีวิตไปเสี่ยง เมื่อผมคิดได้อย่างนี้ จึงอดกลั้นความเศร้าโศกไว้ แล้วลงมือเขียนข้อความต่อไปมาถึงคุณ ผมรักคุณเหลือเกิน รักมากจนยอมสละตัวเองเพื่อความรักนี้โดยไม่คิดหน้าคิดหลัง นับตั้งแต่วันที่ผมพบคุณ ผมหวังอยู่เสมอว่าคู่รักทุกคู่บนโลกจะสามารถตามหาหัวใจและครองคู่กันอย่างสุขสม แต่ว่าในโลกแห่งความจริงนั้นเปรอะเปื้อนไปด้วยโลหิตที่หลั่งรินไปทั่วแผ่นดิน สัตว์ร้ายยึดครองทุกถนนรนแคม จะมีครอบครัวไหนอาจอยู่เป็นสุขได้อย่างแท้จริงเล่า?

...หากคุณเข้าใจในสิ่งที่ผมเชื่อมั่น จงอย่าร้องไห้เพื่อผม แต่จงห่วงใยคนอื่นให้มาก คุณควรดีใจที่เสียสละความสุขของตัวเองและของผม เพื่อนำความสุขนิรันดร์ มามอบแด่ปวงชน ฉันนั้นจงอย่าเศร้าโศกไป! คุณยังจำได้ไหม? เย็นวันหนึ่งสัก 4 หรือ 5 ปีที่แล้ว ผมบอกคุณว่า “แทนที่จะให้ผมตายก่อน ผมว่าคุณควรจะตายก่อนผมนะ” ตอนแรกที่คุณได้ยินผมพูดอย่างนี้ ถึงกับโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ แต่หลังจากที่ผมค่อยๆ อธิบายให้ฟัง คุณก็ต้องยอมจำนน แม้ว่าจะไม่เห็นด้วยก็ตาม ที่ผมหมายความก็คือ สุขภาพของคุณอ่อนแอ คงไม่อาจทนต่อความโศกเศร้าจนแทบขาดใจยามต้องสูญเสียผมไป ผมเองก็ไม่อาจทนปล่อยให้ตัวเองตายก่อนแล้วทิ้งให้คุณจมอยู่กับความรันทดได้ ด้วยเหตุนี้ ผมจึงหวังว่าคุณจะตายก่อน แล้วปล่อยให้ผมแบกรับความเศร้าเพียงลำพัง แต่อนิจจา! สุดท้ายแล้วผมคงต้องมาตายก่อนคุณกระมัง?

... ผมหวังมาตลอดว่าจะใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันจนถึงวันสุดท้ายของสองเรา แต่วันนี้บ้านเมืองวุ่นวาย ภัยธรรมชาติอาจพรากชีวิต โจรขโมยอาจสังหารเรา ผู้รุกรานซึ่งรุมทึ้งประเทศของเราก็อาจฆ่าเราเสีย คนใหญ่โตในบ้านเมืองที่กดขี่ปวงชนก็อาจฆ่าเราเช่นกัน คนจีนรุ่นเรามีชีวิตอยู่ในยุคที่อาจตายได้ทุกที่ทุกเวลา ด้วยเหตุนี้ ไม่ว่าจะเป็นการปล่อยให้ผมมองดูคนถูกพรากชีวิตโดยไม่อาจทำอะไรได้ หรือปล่อยให้คนมองดูผมตายโดยไม่อาจช่วยเหลือ ผมจะปล่อยให้เป็นเช่นนั้นได้หรือ? หรือคุณจะปล่อยให้มันเกิดขึ้นได้? แม้ว่าเราจะรอดจากความตาย แต่หากร่างกายของเราถูกพรากจากกัน ไม่อาจเห็นหน้ากัน หรือแม้นว่าดวงตาจะถูกทำให้บอดมืดไม่อาจแลเห็นกันและกัน และกระดูกในร่างกลายเป็นศิลา ผมขอถามคุณสักคำว่า กระจกที่แตกแล้ว หรือจะสามารถประสานให้คืนดีดังเดิม? วันนี้คุณกับผมโชคดีที่ยังมีชีวิตอยู่ แต่ยังมีผู้คนนับไม่ถ้วนบนโลกที่ต้องตายทั้งที่ไม่ควรตาย ต้องพรากจากกันทั้งที่ไม่ควรพราก ในฐานะคู่ครองที่บูชาความรัก เราจะปล่อยให้เรื่องทำนองนี้เกิดขึ้นได้หรือ

... ผมอาจสละชีวิตเพื่อชาติเป็นร้อยครั้งโดยไม่อิดออดสักครั้ง แต่หากเป็นเรื่องที่ทำให้คุณกังวลใจแล้ว ผมไม่อาจทำได้ลง ผมรักคุณจนสุดหัวใจ ผมจึงมักกังวลอยู่เสมอว่าได้ทำอะไรเพื่อคุณได้ครบถ้วนแล้วหรือยัง คุณโชคดีที่ได้แต่งงานกับผม แต่ไฉนเลยคุณช่างโชคร้ายที่ต้องอาศัยอยู่ในประเทศจีนทุกวันนี้! ผมเองก็โชคดีที่ได้เคียงคู่คุณ แต่ไฉนเล่าจึงช่างโชคร้ายที่ต้องมาเกิดในประเทศจีนยุคนี้! ถึงที่สุดแล้ว ผมทำได้ก็แค่ปลอบใจตัวเอง น่าเสียดายนัก! ผ้าเช็ดหน้าผืนนี้มีพื้นที่จำกัดเกินไป แต่ความในใจแสนยืดยาวยังมีอีกหลายพันถ้อยคำที่ผมอยากจะพูดออกไป คุณอาจจินตนาการถึงถ้อยคำเหล่านั้นได้จากสิ่งที่ผมเขียนลงไปเพียงเท่านี้ ผมคงไม่อาจเห็นหน้าคุณอีกต่อไป! ผมรู้คุณไม่อาจปล่อยผมให้จากไป แต่คุณยังอาจพบผมได้ในความฝันในกาลข้างหน้า ...

จดหมายฉบับนี้เป็นตัวบทให้นักเรียนจีนได้ศึกษา นอกจากจะมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์แล้ว ยังมีคุณค่าทางวรรณศิลป์ และยังทำให้ผู้อ่านรู้สึกสะเทือนใจในความรักที่มิอาจสมปรารถนา หรือบางคนอ่านแล้วอาจรู้สึกพลุ่งพล่านในใจ คิดอยากจะยกให้ผู้เขียนเป็นแบบอย่างของการเสียสละเพื่อส่วนรวม

หลินเจวี๋ยหมินเองแม้จะเสียชีวิตไป แต่ชื่อของเขาเกริกไกร เครือญาติของเขายังมีบทบาทสำคัญในวงวัฒนธรรมจีน ญาติคนหนึ่งของหลินเจวี๋ยหมินคือ หลินฮุ่ยอิน สถาปนิกหญิงผู้ยิ่งใหญ่ ซึ่งเป็นเรื่องบังเอิญอยู่เหมือนกันที่หลินฮุ่ยอินเคยถูกกวีเอกสวีจื้อมั๋วตามจีบ ตามบอกรัก เพียงแต่หลินฮุ่ยอินไม่เล่นด้วย เพราะเธอหลงรักกับอาจารย์เหลียงซือเฉิง สถาปนิกและนักโบราณคดีนามอุโฆษเสียแล้ว

นับเป็นหญิงไม่กี่คนที่ตัวอักษรแห่งความรักของกวีหนุ่มสวีจื้อมั๋วไม่อาจทำอะไรได้

ข่าวล่าสุด

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก