posttoday
เร่งปฏิรูป

เร่งปฏิรูป

26 กุมภาพันธ์ 2560

กรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ให้อำนาจตามมาตรา 44 สั่งปลดผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย

กรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ให้อำนาจตามมาตรา 44 สั่งปลดผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เนื่องจากปัญหาด้านประสิทธิภาพในการบริหารงานล่าช้า ทำให้โครงการรถไฟทางคู่ตามนโยบายลงทุนเร่งด่วนของรัฐบาลไม่เดินหน้า

รฟท.เป็นหนึ่งในรัฐวิสาหกิจของไทยที่มีกว่า 50 แห่ง ซึ่งมีปัญหามากตั้งแต่อดีตที่ผ่านมา และยังไม่ได้รับการแก้ไข เช่นเดียวกับรัฐวิสาหกิจอีกหลายแห่งที่ยังไม่ปรับตัว แม้จะมีการเรียกร้องให้ปฏิรูปรัฐวิสาหกิจตลอดมาแต่ก็ยังไม่เห็นเป็นรูปธรรม ทำให้การผลักดันโครงการลงทุนต่างๆ ของรัฐวิสาหกิจยังไม่เดินหน้า เป็นอีกหนึ่งปัญหาของรัฐบาล

ขณะที่ร่าง พ.ร.บ.พัฒนาการกำกับดูแลและบริหารรัฐวิสาหกิจ หรือ พ.ร.บ.จัดตั้งซูเปอร์โฮลดิ้ง เพื่อให้มีการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจทั้งระบบอย่างเต็มรูปแบบ มีประสิทธิภาพและช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศได้มากขึ้น ยังไม่แล้วเสร็จ โดยอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา

หลักการสำคัญของร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ มีอยู่ 6 ด้าน คือ 1.คณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) หรือซูเปอร์บอร์ด ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน จะเป็นคณะกรรมการภายใต้กฎหมายใหม่จากเดิมที่อยู่
ภายใต้ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ทำให้การกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจในเชิงนโยบายมีความต่อเนื่อง 2.ต้องทำยุทธศาสตร์รัฐวิสาหกิจให้สอดคล้องกับแผนพัฒนาประเทศระยะยาว และแผนการพัฒนาประเทศของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)

3.เน้นเรื่องธรรมาภิบาลของรัฐวิสาหกิจ ที่จะมีการแยกบัญชีเชิงพาณิชย์และสังคมให้ชัดเจน 4.การคัดเลือกบุคคลเข้ามานั่งเป็นกรรมการ จะมีคณะกรรมการคัดเลือก มีการกำหนดคุณสมบัติให้ชัดเจน ป้องกันฝ่ายการเมืองส่งคนใกล้ชิดเข้ามาหาประโยชน์ 5.การประเมินผลงานรัฐวิสาหกิจจะดำเนินการอย่างเข้มข้น มีการกำหนดการให้คุณและโทษอย่างชัดเจน เพื่อให้เกิดแรงจูงใจในการทำงาน และ 6.การตั้งบรรษัทรัฐวิสาหกิจแห่งชาติ หรือซูเปอร์โฮลดิ้ง ซึ่งจะเข้ามากำกับดูแลรัฐวิสาหกิจที่แปลงสภาพเป็นบริษัทจำกัด และรัฐวิสาหกิจที่อยู่ในตลาด 12 แห่ง

การปรับตัวของรัฐวิสาหกิจไทยเป็นไปอย่างเชื่องช้า ขณะเดียวกันที่ผ่านมา รัฐวิสาหกิจหลายแห่งคุ้นชินกับสภาพของการเป็นเสือนอนกิน จึงไม่สามารถรับมือการแข่งขันที่เปลี่ยนแปลงไป โดยที่รัฐบาลหลายชุดที่ผ่านมาไม่กล้าเข้าไปปฏิรูปรัฐวิสาหกิจอย่างจริงจัง เพราะเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์มหาศาล ทำให้ประเทศไม่สามารถเดินไปข้างหน้าได้อย่างรวดเร็ว

อย่าลืมว่ารัฐวิสาหกิจหลายแห่งครอบครองทรัพยากร ซึ่งเป็นสมบัติสาธารณะที่มีมูลค่ามหาศาล และทรัพยากรนั้นๆ สามารถนำมาสร้างให้เกิดประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจและสังคมได้มาก ไม่ว่าจะเป็นคลื่นความถี่ ทรัพยากรทางธรรมชาติทางบก ทางทะเล แต่ด้วยการขาดการวางแผนที่ชัดเจนในการปฏิรูประบบรัฐวิสาหกิจ ทำให้ไทยสูญเสียโอกาสมากมายมหาศาลในช่วงที่ผ่านมา ขณะเดียวกัน ด้วยการปฏิรูปที่ผิดทิศผิดทาง ทำให้ทรัพยากรซึ่งเป็นสมบัติสาธารณะ แต่กลับสร้างความร่ำรวยให้กับคนบางกลุ่ม

แนวทางการพัฒนาระบบรัฐวิสาหกิจไทยแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับประเทศทั้งหลาย ที่มุ่งเสริมสร้างความแข็งแกร่งของรัฐวิสาหกิจของตัวเอง และใช้เป็นเครื่องมือหลักในการแสวงหาโอกาส และสร้างผลประโยชน์ต่อประเทศชาติ ทั้งนี้ ถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลควรให้ความสำคัญกับการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจอย่างจริงจังสักที อย่างมีแผนยุทธศาสตร์ที่พร้อมจะก้าวไปข้างหน้า ไม่ใช่ถอยหลัง และต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน เพราะขณะนี้ไทยล่าช้ามามากแล้ว

เพราะฉะนั้น ไม่ว่ารัฐบาลจะวางนโยบายสวยหรูอย่างไร แต่ยัง
ไม่ปรับโครงสร้างภายใน ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของประเทศ การก้าวไปข้างหน้าไม่เพียงแต่จะล่าช้า แต่จะมีปัญหาตามมาอีกมากมาย

ข่าวล่าสุด

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก