
เร่งรัฐวิสาหกิจระดมทุน
ทีโอทีกสทฯนำร่องเข้าตลาดหุ้น สคร.จับเข่าคุยบริษัทลูก10แห่ง
โพสต์ทูเดย์
— คลังลุยไฟดันรัฐวิสาหกิจเข้าตลาดระดมทุน เตือนทีโอทีกสทฯ ปรับตัวรับ 3จีน.ส.สุภา ปิยะจิตติ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เปิดเผยว่า รัฐวิสาหกิจหลายแห่งมีความจำเป็นต้องเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เพื่อระดมทุนหมุนเวียนใช้ในการดำเนินงานให้สามารถแข่งขันกับภาคเอกชนได้ โดยเฉพาะบริษัท ทีโอที และบริษัท กสท โทรคมนาคม ต้องเข้าจดทะเบียนขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์แข่งขันกับเอกชนที่ลงทุนโครงการโทรศัพท์มือถือระบบ 3จี
“
ถ้ายังเพิ่มแต่รายได้สัมปทานเพียงอย่างเดียวต่อไป ทั้งสองแห่งจะประสบปัญหาการเงิน เพราะผู้ได้รับใบอนุญาต 3จี จะโอนลูกค้าที่อยู่ในสัมปทานใหม่หมด” น.ส.สุภา กล่าวอย่างไรก็ตาม ผู้อำนวยการ สคร. ยอมรับว่าสหภาพแรงงานของบริษัท ทีโอที และบริษัท กสท โทรคมนาคม จะมีการต่อต้านการนำหุ้นเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ แต่ทั้งสองแห่งควรคิดว่าจะหาแหล่งระดมทุนใหม่เข้ามาขยายธุรกิจได้อย่างไรด้วย และการเข้าตลาดหุ้นหากไม่ใช่ช่วงจังหวะที่ตลาดดีก็จะเสียโอกาส
น.ส.สุภา กล่าวว่า เรื่องนี้นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม อธิบดีกรมสรรพสามิต ว่าที่ปลัดกระทรวงการคลังคนใหม่ จะมาดูแลและผลักดันเรื่องนี้ต่อไป
“
จากการตรวจสอบการทำงานของรัฐวิสหากิจที่ดีที่สุดคือการเอาเข้าตลาดหลักทรัพย์ แล้วกระจายให้กับผู้ถือหุ้นรายย่อยให้มากที่สุดหรือสถาบัน เพื่อให้หุ้นเหล่านี้ได้รับการตรวจสอบจากบุคคลที่เป็นเจ้าของที่แท้จริง ซึ่งตอนนี้ทุกอย่างพร้อมหมดแล้ว เพียงแต่ว่าต้องทำความเข้าใจกับความจำเป็นกับรัฐวิสาหกิจในการเอาหุ้นเข้าตลาดหลักทรัพย์กับสหภาพและพนักงาน” น.ส.สุภา กล่าวนอกเหนือจากบริษัท ทีโอที และ บริษัท กสทฯ ที่ต้องเข้าตลาดหลักทรัพย์แล้วยังมีอีกหลายแห่งที่ควรเข้าตลาดหลักทรัพย์ ทั้งบริษัทลูกของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) บริษัทลูกของ ปตท. และการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.)
โดยที่ผ่านมา สคร. ได้เรียกรัฐวิสาหกิจกว่า 10 บริษัทมาหารือ แต่มีเพียงบริษัท กรุงไทย แอกซ่า ประกันชีวิต เท่านั้นที่ต้องการเข้าตลาดหลักทรัพย์ และรอให้ธนาคารกรุงไทย ผู้ถือหุ้นใหญ่ เห็นชอบอยู่
สำหรับบริษัทอื่นที่ยังอยู่ระหว่างการเจรจา อาทิ บริษัทลูกขององค์การเภสัชกรรม ที่ทำเรื่องสมุนไพร บริษัทผลิตกระแสไฟฟ้าให้การท่าอากาศยาน
น.ส.สุภา กล่าวว่า การนำส่งรายได้ของรัฐวิสาหกิจขณะนี้ เก็บได้ถึง 8.9 หมื่นล้านบาท เกินเป้าที่ตั้งไว้ 8.7 หมื่นล้านบาท ซึ่งยังไม่รวมกับเงินปันผลของบริษัท ปตท. ที่ สคร. เห็นว่ามีเงินสะสมเหลือมาก ก็ควรจ่ายเงินปันผลให้มาก เพื่อให้รัฐบาลนำไปจ่ายด้านอื่นในเรื่องการใช้รักษาพยาบาลการศึกษาดีกว่า







