posttoday
จับตาฟองสบู่อุตฯรถยนต์ จีนเร่งสกัดผลิตล้นตลาด

จับตาฟองสบู่อุตฯรถยนต์ จีนเร่งสกัดผลิตล้นตลาด

06 กันยายน 2553

การที่จีนเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจโลก ไม่ได้หมายความว่าจีนจะเป็นทุกสิ่งทุกอย่างของเศรษฐกิจโลก

การที่จีนเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจโลก ไม่ได้หมายความว่าจีนจะเป็นทุกสิ่งทุกอย่างของเศรษฐกิจโลก

โดย.....ทีมข่าวต่างประเทศ

 

จับตาฟองสบู่อุตฯรถยนต์ จีนเร่งสกัดผลิตล้นตลาด

เพราะจีนเองก็มีปัญหาให้คอยสะสางแบบรายวันเช่นกัน ทั้งปัญหาจากภายนอกประเทศ เช่น กรณีค่าเงินหยวน และปัญหาภายในประเทศ เช่น กรณีฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์

ปัญหาใหญ่ที่จีนเพิ่งมองเห็นคือ กำลังการผลิตที่ล้นตลาด

ในภาคอสังหาริมทรัพย์ โครงการที่พักอาศัยเริ่มล้นตลาด แต่ที่ยังร้อนแรงเพราะการเก็งกำไร ซึ่งการเก็งกำไรนั้นทำให้ผู้บริโภคซื้อที่พักอาศัยได้ยากขึ้นโดยไม่จำเป็น ทั้งๆ ที่ที่พักอาศัยมีล้นเหลือ

ส่วนภาคการผลิตสินค้าทั่วไป มีปริมาณการผลิตมากไปจนสินค้าไม่ได้มาตรฐาน จนถึงขั้นเป็นอันตรายต่อผู้บริโภค ดังเช่นกรณีนมปลอมและสินค้าปลอม

และล่าสุด คือกำลังการผลิตรถยนต์ที่ร้อนแรงอย่างล้นเหลือ ในฐานะประเทศที่ผลิตรถยนต์มากที่สุดในโลก

ผลลัพธ์ที่จะตามมาจากปัญหากำลังการผลิตส่วนเกินของอุตสาหกรรมรถยนต์จีน คือศักยภาพด้านการแข่งขันที่ลดลง เนื่องจากสินค้าที่ล้นตลาด ขณะที่จีนยังมิใช่ประเทศที่ใช้รถยนต์มากที่สุดในโลก เพราะตำแหน่งนี้ยังเป็นของสหรัฐ ด้วยปริมาณรถยนต์กว่า 250 ล้านคัน

ในส่วนของเนื้อแท้ของอุตสาหกรรมรถยนต์จีนนั้น แบรนด์รถยนต์ของจีนยังไม่เป็นที่รู้จักกันมากนัก เพราะจีนเป็นตัวแทนผลิตรถยนต์ให้ค่ายรถยนต์รายใหญ่ๆ ของโลกมากกว่า เนื่องจากค่าแรงต่ำ เทคโนโลยีมีความก้าวหน้า ส่งผลให้ศักยภาพด้านการผลิตสูง

เรียกได้ว่าค่ายรถยนต์นอกแทบไม่ต้องลงทุนลงแรงมากนัก

แต่เมื่อกำลังการผลิตมากเกินไป ฝ่ายที่ต้องแบกรับไม่เฉพาะบริษัทนอกเท่านั้น แต่ยังเป็นเศรษฐกิจจีนทั้งระบบ

เพราะจีนต้องแบกรับการนำเข้าทรัพยากรมากขึ้น จากที่ในขณะนี้จีนเป็นผู้นำเข้าเหล็กกล้ารายใหญ่ที่สุดในโลก ไม่เพียงเท่านั้น จีนยังเป็นประเทศที่บริโภคน้ำมันมากที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากสหรัฐ และจีนอาจกลายเป็นประเทศที่บริโภคพลังงานมากที่สุด หากยอดขายรถยนต์ยังร้อนแรงเช่นนี้

เมื่อพิจารณาจากข้อมูลดิบในขณะนี้ดูเหมือนจะยังไม่มีปัญหา เพราะจีนสามารถขายรถยนต์ที่ผลิตในประเทศได้ถึง 13.6 ล้านคันเมื่อปีที่แล้ว

เฉพาะปีนี้ยอดขายพุ่งขึ้นมาถึง 55.7%

ด้วยเหตุนี้จีนจึงกลายเป็นตลาดรถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกแทนที่สหรัฐเมื่อเดือน ก.ค. ด้วยยอดขายที่เหนือกว่าสหรัฐเป็นครั้งแรก

ที่จริงแล้วเป็นการระงับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างแนบเนียน เนื่องจากมาตรการกระตุ้นที่มุ่งการอุดหนุนผู้ซื้อรถยนต์ ทำให้ธุรกิจรถยนต์ในจีนไม่ล้มครืนดังเช่นในสหรัฐ อีกทั้งยังทำให้ค่ายรถสหรัฐที่ล้มละลายอย่างจีเอ็มที่เคยเป็นค่ายรถยนต์อันดับ 1 ของสหรัฐและของโลกสามารถลืมตาอ้าปากได้

ยอดขายรถจีเอ็มเมื่อปีที่แล้วพุ่งขึ้นมาถึง 67% ช่วงครึ่งแรกของปี จีเอ็มในจีนมียอดขายถึง 1.21 ล้านคัน และเฉพาะเดือน ส.ค.ปีที่แล้ว ยอดขายของจีเอ็มในจีนยังขยายตัวถึง 19.2%

ไม่เฉพาะค่ายรถสหรัฐเท่านั้น แม้แต่โฟล์คสวาเกน ค่ายรถยนต์อันดับ 1 ของเยอรมนีและของยุโรป ยังสามารถทำกำไรได้ถึง 2 เท่าตัว ในช่วงไตรมาส 2 ของปีนี้ ที่ 518 ล้านยูโร จากช่วงเดียวกันของปีที่แล้วที่ 193 ยูโร

ขณะที่ยอดขายรถยนต์สัญชาติจีนมียอดขายไล่เลี่ยกัน ไม่ได้สูงไปกว่าค่ายรถยนต์นอก ดังเช่นตงเฟิง มอเตอร์ ที่มียอดขายช่วงครึ่งแรกของปีนี้ที่ 63% ซึ่งน้อยกว่ายอดขายของจีเอ็ม สาขาจีน

ยังไม่นับการที่ SAIC ค่ายรถยนต์สัญชาติจีนที่ใหญ่ที่สุด แท้จริงแล้วมิใช่ค่ายรถจีนอย่างแท้จริง แต่เป็นการรีแบรนด์ของโรเวอร์ ค่ายรถยนต์ของอังกฤษ

จีนคงเห็นแล้วการคงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่อไปจะยังประโยชน์ให้กับค่ายรถยนต์ต่างชาติมากขึ้น แม้จะเป็นประโยชน์กับจีนเช่นกัน แต่เมื่อพิจารณาแล้วว่านานาประเทศที่ได้รับประโยชน์จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของจีน กลับหันมาโจมตีจีนเรื่อยมา โดยเฉพาะกรณีค่าเงินหยวน

อย่างไรก็ตาม วาระซ่อนเร้นทางการเมืองในประเด็นเศรษฐกิจอาจเป็นเพียงส่วนเสี้ยวของเหตุผลที่ทำให้จีนตัดสินใจชะลอการผลิตรถยนต์

เพราะกลไกทางเศรษฐกิจในระยะยาวเป็นสิ่งที่น่าเป็นห่วงมากกว่า

เมื่อเทียบกับความร้อนแรงของจีนในขณะนี้ มีความเหมือนอย่างมากกับญี่ปุ่นในช่วงทศวรรษที่ 80 และเกาหลีใต้ในช่วงทศวรรษที่ 90 เพราะมีกำลังการผลิตสูงและผู้บริโภคมีการจับจ่ายสูงเช่นกัน เนื่องจากกำลังซื้อมหาศาลและมีประชากรในวัยทำงานที่ล้นเหลือ

แต่ในวันนี้ ญี่ปุ่นกำลังเผชิญกับยุคน้ำแข็งทางเศรษฐกิจ ไม่เพียงชะงักงันอยู่กับที่ แต่ยังมีวี่แววที่จะถอยหลังลงเรื่อยๆ ส่วนหนึ่งเนื่องจากความต้องการภายในประเทศถดถอย กลายเป็นปัญหาเงินฝืดเรื้อรัง สาเหตุที่กำลังซื้อลดต่ำลง เนื่องจากญี่ปุ่นกลายเป็นสังคมคนชราอย่างสมบูรณ์แบบ จากภาวะอัตราการเกิดต่ำ จนขาดแรงงานในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

นักวิเคราะห์คาดว่า นโยบายลูกคนเดียว หรือ One Child Policy จะส่งผลกระทบต่อจีนในอีกไม่นาน ซึ่งหมายความว่า กำลังการซื้อของจีนจะลดน้อยลงในอนาคต จากปัจจุบันที่จีนมีกำลังการผลิตสูง แต่มีตลาดภายในรองรับ แต่อนาคตอาจไม่เป็นเช่นนั้น

เฉินปิน เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสำนักงานวางแผนเศรษฐกิจของจีน เปิดเผยว่า จากการประเมินของรัฐบาลจีน ระดับความต้องการรถยนต์ภายในประเทศอาจลดลงภายในปี 2015 ด้วยกำลังการผลิตที่สูงถึง 31 ล้านคัน

ประเด็นนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะจีนกำลังเบนเข็มมาผลักดันการขยายตัวของตลาดภายในเพื่อทดแทนการพึ่งพาภาคส่งออก แต่แล้วตลาดภายในมีความเสี่ยงที่จะชะลอตัวลงในอนาคต พร้อมกับกำลังการผลิตส่วนเกินที่มากมายมหาศาลในทุกภาคการผลิต รวมถึงภาคยานยนต์

สิ่งที่จีนทำได้ในขณะนี้ คือการประเมินสถานการณ์อย่างรัดกุม และใช้มาตรการชะลอกำลังการผลิตที่มีประสิทธิภาพ โดยไม่กระทบต่อการเติบโตของธุรกิจยานยนต์ ซึ่งกลายเป็นหนึ่งในแม่เหล็กที่ดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศได้อย่างมากมายมหาศาล

หาไม่แล้ว จีนต้องรับมือกับกับการผลิตส่วนเกินในตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่ยังแก้ปัญหาไม่ได้เด็ดขาด

ในขณะที่ภาคยานยนต์กำลังจะกลายเป็นหนามยอกอกในอีกไม่นานเกินรอ

 

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ