
กลับไปที่จุดเริ่มต้น
ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและซาอุดีอาระเบียกลับเข้าสู่ความอึมครึมอีกครั้ง หลังสถานเอกอัครราชทูตซาอุดีอาระเบียประจำประเทศไทยออกแถลงการณ์ไม่เห็นด้วยกับมติของคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ที่มีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ที่แต่งตั้ง พล.ต.ท.สมคิด บุญถนอม ผู้บัญชาการตำรวจภาค 5 เป็นผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
เนื่องจากทางซาอุดีอาระเบียมองว่า พล.ต.ท.สมคิด เป็นผู้ต้องหาในคดีการหายตัวของนายโมฮัมเหม็ด อัลรูไวลี นักธุรกิจชาวซาอุดีอาระเบีย ในปี พ.ศ. 2533
หากย้อนไปดูความสัมพันธ์ทางการทูตและทางเศรษฐกิจระหว่างทั้งสองประเทศดำดิ่งจมลึกมาตลอด 20 ปี หลังเกิดคดีโจรกรรมเพชรซาอุดีอาระเบียของนายเกรียงไกร เตชะโม่ง ที่ขโมยเครื่องเพชรบลูไดมอนด์ล้ำค่าของราชวงศ์ไฟซาล กษัตริย์แห่งซาอุดีอาระเบีย
ขณะเดียวกันซาอุดีอาระเบียก็พยายามบีบรัฐบาลไทยให้เร่งรัดคดีอุ้มฆ่านายโมฮัมเหม็ด อัลรูไวลี นักธุรกิจชาวซาอุดีอาระเบีย และยังมีศักดิ์เป็นพระญาติของกษัตริย์ไฟซาลแห่งซาอุดีอาระเบีย ซึ่งขณะนี้คดีอยู่ในชั้นศาล หลังจากสำนักอัยการสูงสุดได้มีคำสั่งฟ้อง พล.ต.ท.สมคิด
ความร้าวฉานรอบใหม่ ไม่เป็นผลดีต่อความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ เพราะซาอุดีอาระเบียเป็นตลาดแรงงานที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ขณะที่แรงงานไทยนับหมื่นนับแสนคนไม่สามารถเข้าไปทำมาหากินในประเทศที่ร่ำรวยน้ำมันอย่างซาอุดีอาระเบียได้
ไม่ว่านายสุเทพจะหยิบยกเหตุผลในการแต่งตั้ง พล.ต.ท.สมคิด มากล่าวอ้างอย่างไร ก็ต้องยอมรับว่ามติของ ก.ตร. ครั้งนี้น่าจะมีเรื่องทางการเมืองมาเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะการที่ พล.ต.ท.สมคิด มีส่วนสำคัญในการช่วยเหลือรัฐบาลควบคุมการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงใน จ.เชียงใหม่
ดังนั้น มติก.ตร.ที่ออกไปจึงมีผลเสียร้ายแรงต่อเศรษฐกิจไทย เพราะแถลงการณ์ที่สถานเอกอัครราชทูตซาอุดีอาระเบียประจำประเทศไทยใช้คือคำว่า
“รู้สึกเสียใจเป็นอย่างยิ่ง” นั่นหมายความว่าความคืบหน้าที่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ดำเนินการเพื่อฟื้นความสัมพันธ์รอบใหม่อาจต้องนับหนึ่งอีกครั้งแต่หากมองอีกด้านหนึ่งต้องถือว่ากระบวนการบริหารประเทศของไทยนั้นมีอธิปไตยและมีความเป็นอิสระที่ประเทศใดจะก้าวล่วงมิได้ ทางซาอุดีอาระเบียเคยส่งสัญญาณก่อนหน้านี้ว่า หากรัฐบาลไทยมีความคืบหน้าในการหาผู้สั่งฆ่านายอัลรูไวลี ทางซาอุดีอาระเบียก็พร้อมคืนความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับรัฐบาลชุดนี้ทันที แต่ปรากฏว่ากลับเป็นทางซาอุดีอาระเบียเองที่ไม่มีพัฒนาการใดๆ ให้กับประเทศไทย
หากการฟื้นความสัมพันธ์กับมหาอำนาจจากตะวันออกกลางต้องแลกมาด้วยการสูญเสียอธิปไตย สูญเสียอิสรภาพทางกระบวนการยุติธรรม และสูญเสียอิสรภาพทางการทูต รัฐบาลก็ควรชั่งน้ำหนักให้ดีว่าอะไรคือสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับประเทศ
แน่นอนว่าหากแรงงานไทยสามารถเปิดตลาดไปยังซาอุดีอาระเบียได้ น่าจะสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำ แต่ปัจจุบันมีตลาดแรงงานเกิดขึ้นมากมายหลายประเทศไม่ได้มีแค่ประเทศซาอุดีอาระเบียเพียงแห่งเดียว ขึ้นอยู่กับความสามารถของกระทรวงแรงงานในการฉวยโอกาสทางเศรษฐกิจให้มาอยู่ในมือได้หรือไม่







