
กัปตันอเมริกา ที่ชื่อว่า โดนัลด์ ทรัมป์
กัปตันอเมริกา ตัวการ์ตูนฮีโร่ชาวอเมริกัน ผู้นำซึ่งเป็นสัญลักษณ์การปกป้องสหรัฐ
โดย...ดร.ธนธรรศ บำเพ็ญบุญ ธนาคารแห่งประเทศไทย
กัปตันอเมริกา ตัวการ์ตูนฮีโร่ชาวอเมริกัน ผู้นำซึ่งเป็นสัญลักษณ์การปกป้องสหรัฐ ด้วยความรักชาติผ่านเครื่องแบบและโล่สีธงชาติที่ไม่เคยทำให้คนอเมริกันผิดหวังแม้แต่ครั้งเดียว ผ่านมาเกือบหนึ่งศตวรรษท่ามกลางความวุ่นวายและวิกฤตที่เกิดขึ้นทั่วโลก ชาวอเมริกันหลายคนฝากความหวังไว้ที่กัปตันอเมริกาที่ชื่อว่า โดนัลด์ ทรัมป์
ภายใต้นโยบาย “Make America Great Again” ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ มองว่าความเสื่อมต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับสหรัฐ เป็นเพราะการดำเนินนโยบายทางการค้าระหว่างประเทศในอดีตที่ผิดพลาด นำพาซึ่งความเสื่อมถอยมายังเศรษฐกิจสหรัฐ เขามองว่าการที่อเมริกาได้ลงนามในความตกลงการค้าเสรีหลายฉบับไม่เป็นประโยชน์ต่ออเมริกา กลับยังฉุดรั้งเศรษฐกิจมากกว่า ทั้งนี้ทรัมป์จะยกเครื่องใหม่ทั้งหมดผ่านนโยบาย “America First” โดยทรัมป์เห็นว่านโยบายที่ต้องแก้ไขทันทีมี 3 ประการ ดังนี้
1.ความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์แปซิฟิก (Trans-Pacific Partnership: TPP) ทรัมป์ลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหาร (Executive Order) ถอนสหรัฐออกจาก TPP อย่างเป็นทางการ โดยให้เหตุผลว่า TPP จะเปิดช่องให้คนต่างชาติมาแย่งงานคนอเมริกัน ธุรกิจสหรัฐย้ายฐานการผลิต ไม่ได้เพิ่มการจ้างงานในสหรัฐ ยิ่งไปกว่านั้นยังทำให้คนอเมริกันหางานยากขึ้นอีก ซึ่งเป็นนโยบายที่ผิดพลาดมาตั้งแต่ยุคอดีตประธานาธิบดีโอบามา ทั้งนี้ตามรัฐธรรมนูญสหรัฐ ประธานาธิบดีมีอำนาจเต็มในการยับยั้ง TPP ที่โอบามาได้ลงนามไปแล้ว แต่ยังไม่มีการให้สัตยาบัน โดย TPP มีข้อกำหนดพิเศษว่าจะไม่มีผลบังคับใช้กับประเทศสมาชิกใดๆ เลย หากไม่มีสหรัฐและญี่ปุ่นร่วมให้สัตยาบัน (ปัจจุบันญี่ปุ่นเป็นประเทศเดียวที่ให้สัตยาบัน) ซึ่งหากสมาชิก TPP อื่นๆ ไม่แก้ไขข้อกำหนดดังกล่าว TPP ก็จะถูกยกเลิกโดยปริยายนั่นเอง ล่าสุดสมาชิก TPP เริ่มพิจารณาความเป็นไปได้หากไม่มีสหรัฐใน TPP
ทรัมป์มองว่าการเจรจาการค้าในรูปแบบทวิภาคี (Bilateral Agreements) ตอบโจทย์สหรัฐได้มากกว่า เพราะการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ระหว่างกันโดยตรงจะตอบสนองความต้องการสหรัฐอย่างแท้จริง เมื่อเทียบกับการเจรจาการค้าในรูปแบบพหุภาคีขนาดใหญ่ที่สหรัฐแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ให้ทุกประเทศในระดับเดียวกัน การแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ทวิภาคีนี้เองอาจเป็นเหตุผลหนึ่งให้ทรัมป์เลือกเฉพาะคนสนิท และมีแนวคิดในลักษณะเดียวกันเข้ามาดำรงตำแหน่งสำคัญๆ เพราะไม่ต้องการถูกแทรกแซงจากคนนอก
2.ความตกลงการค้าเสรีอเมริกาเหนือ (North America Free Trade Agreement : NAFTA) ทรัมป์จะลงนามใน Executive Order เพื่อเจรจาแก้ไข NAFTA กับแคนาดาและเม็กซิโก โดยหากไม่สำเร็จสหรัฐจะถอนตัว เนื่องจากเขามองว่า NAFTA ที่มีผลบังคับใช้แล้วกว่า 23 ปี ทำให้ธุรกิจในสหรัฐย้ายฐานการผลิตไปยังเม็กซิโก เพื่อชิงความได้เปรียบจากต้นทุนที่ถูกกว่าแล้วส่งสินค้ากลับมาขายยังสหรัฐ ทำให้สหรัฐขาดดุลการค้ากับเม็กซิโกเพิ่มขึ้นทุกปี คนเม็กซิกันมาแย่งงานคนอเมริกันมากขึ้น ดังนั้นทรัมป์จึงผลักดันให้มีการเจรจา NAFTA ใหม่ เพื่อขึ้นภาษีนำเข้ากับประเทศเม็กซิโกให้เป็นร้อยละ 35 และดึงธุรกิจสหรัฐกลับมา หากไม่สำเร็จสหรัฐอาจถอนตัวจาก NAFTA ทั้งนี้กระบวนการเจรจาใหม่หรือการถอนตัวจาก NAFTA จำเป็นต้องได้รับความเห็นชอบจากสภาคองเกรส และทรัมป์ไม่สามารถขึ้นภาษีนำเข้าเป็นร้อยละ 35 ได้ หากไม่ได้รับคำแนะนำจากสภาคองเกรส ยกเว้นทรัมป์ทำผ่านกฎหมายเฉพาะ ซึ่งเปิดช่องในสถานการณ์พิเศษให้สามารถทำได้
3.ความสัมพันธ์ด้านการค้ากับจีนและ WTO นอกจากเม็กซิโกแล้ว ทรัมป์ยังต้องการขึ้นภาษีนำเข้าจากจีนเป็นร้อยละ 45 เพื่อตอบโต้จีน เพราะเห็นว่าจีนใช้การบิดเบือนค่าเงินเพื่อสนับสนุนการค้า ซึ่งเป็นไปได้สูงว่าจีนจะตอบโต้สหรัฐผ่านการขึ้นภาษีนำเข้าเช่นกัน และอาจเป็นชนวนสงครามการค้าได้ นอกจากนั้น จีนอาจร้องเรียนไปยัง WTO โดยหากสหรัฐจะชูประเด็นเรื่องจีนบิดเบือนค่าเงิน อาจต้องแสดงหลักฐานที่หนักแน่น เนื่องจากในเดือน ต.ค. 2559 สหรัฐได้แจ้งว่าจีนไม่เข้าข่ายเป็นประเทศที่บิดเบือนค่าเงิน ดังนั้นนโยบายกดดันจีนในส่วนของค่าเงินหยวนอาจจะถูกล้มเลิกไปในที่สุด ยกเว้นสหรัฐจะถอนตัวจาก WTO ด้วย ซึ่งจะทำให้สหรัฐมีความชอบธรรมในการขึ้นภาษีจีนทันที อย่างไรก็ดี WTO ได้ชี้แจงว่าขณะนี้สหรัฐยังไม่ได้แสดงเจตจำนงถอนสมาชิกภาพแต่อย่างใด
นโยบายต่างๆ ของทรัมป์นับว่าค่อนข้างแตกต่าง หรือแม้กระทั่งตรงกันข้ามกับโอบามาอย่างสิ้นเชิง คาดว่าในระหว่างที่ทรัมป์ดำรงตำแหน่ง 4 ปี เศรษฐกิจสหรัฐจะมีทิศทางต่างออกไปจากนโยบายต่อไปนี้
1.ผลกระทบจากนโยบายของทรัมป์ต่อเศรษฐกิจสหรัฐในระยะสั้น บางอุตสาหกรรมของสหรัฐที่พึ่งพา Supply Chain ต่างประเทศอาจได้รับผลกระทบ หากไม่สามารถหาแหล่งผลิตภายในประเทศได้ทัน เช่น อุตสาหกรรมรถยนต์ ซึ่งได้ประโยชน์จากการย้ายฐานการผลิตไปยังเม็กซิโก ในระยะยาว การเพิ่มอัตราภาษีศุลกากร การกีดกันการแสวงหาต้นทุนการผลิตที่ต่ำที่สุดผ่านการย้ายฐานการผลิต การที่เอกชนสหรัฐเสียโอกาสในการหาแหล่งอุปโภคบริโภคสินค้าที่มีต้นทุนที่ถูกกว่า อาจส่งผลให้ต้นทุนสินค้าบริโภคภายใน สินค้าส่งออกและนำเข้าเพิ่มสูงขึ้น และเร่งอัตราเงินเฟ้อของสหรัฐ อย่างไรก็ดีนโยบายกีดกันการค้าที่เข้มงวดเกินไป ทำให้ประเทศจีนและเม็กซิโกอาจโต้กลับด้วยการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐ ซึ่งอาจส่งผลลบต่อเศรษฐกิจสหรัฐในที่สุด
2.ผลกระทบจากนโยบายของทรัมป์ต่อประเทศไทยยังมีความไม่ชัดเจน เนื่องจากทรัมป์ยังไม่มีนโยบายกีดกันต่อไทย อย่างไรก็ดีหากกระแสต่อต้านโลกาภิวัตน์ผ่านการกีดกันทางการค้าเพิ่มขึ้น การส่งออกของไทยอาจได้รับผลกระทบบ้างผ่านการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก แต่ถ้า TPP ถูกยกเลิกไปจะช่วยลดความเสี่ยงที่ผู้ประกอบการจะย้ายฐานการผลิตไปยังกลุ่มสมาชิก TPP สุดท้ายแล้วการเจรจาการค้าต่างๆ กับสหรัฐในอนาคตคาดว่าจะเป็นเชิงทวิภาคีทั้งหมด ล่าสุดมีข่าวว่าสหรัฐสนใจที่จะเจรจาทวิภาคีกับญี่ปุ่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ มาเลเซีย และไทย ซึ่งหมายความว่าความตกลงการค้าเสรีไทย-สหรัฐอาจกลับมามีความคืบหน้าอีกครั้ง หลังจากหยุดไปเป็นเวลากว่า 10 ปี
เมื่อกัปตันอเมริกาคนล่าสุดมีสโลแกนว่า America First ปะทุความเป็นชาตินิยมอย่างเข้มข้น อาจถึงเวลาแล้วที่กัปตันเม็กซิโกและกัปตันจีนจะปรากฏตัวเพื่อตอบโต้กัปตันอเมริกา ย้อนกลับไปในปี 2559 กัปตันอเมริกาสู้กับไอรอนแมน ในสมรภูมิที่เรียกกันว่า “Civil War” ในปี 2560 นี้ สมรภูมินี้อาจเป็น “Global Trade War” ก็ได้ การผลัดกันตอบโต้ระหว่างสหรัฐ เม็กซิโก และจีน ใครจะเป็นผู้ชนะ กัปตันอเมริกาจะเป็นผู้นำโลกต่อไปหรือไม่ เป็นสิ่งที่เราต้องติดตามดูกัน n
หมายเหตุ*บทความนี้เป็นข้อคิดเห็นส่วนบุคคล จึงไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับความเห็นของธนาคารแห่งประเทศไทย







