
สินค้ารอขยับ รับเงินเฟ้อขาขึ้น
โดย...อรวรรณ จันทร์ธิวัตรกุล
โดย...อรวรรณ จันทร์ธิวัตรกุล
ภาพรวมราคาสินค้าในปี 2560 มีแนวโน้มที่สินค้าจะปรับราคาสูงขึ้น สะท้อนผ่านตัวเลขเงินเฟ้อในเดือน ม.ค. 2560 ที่เพิ่มขึ้น 1.55% เทียบกับ ม.ค. 2559 ซึ่งทำสถิติสูงสุดในรอบ 28 เดือน นับจากเดือน ก.ย. 2557 ที่เงินเฟ้อสูงขึ้น 1.75%
ทั้งนี้ การปรับขึ้นของเงินเฟ้อ เหตุผลหลักๆ จะมาจากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก โดยดัชนีหมวดน้ำมันเชื้อเพลิงในเดือน ม.ค. 2560 เพิ่มขึ้นถึง 19.80% สะท้อนว่าทิศทางราคาน้ำมันจะเริ่มขยับราคาเพิ่มขึ้น หลังจากได้ปรับตัวลดลงต่อเนื่องในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์คาดการณ์ว่าราคาน้ำมันดิบตลาดดูไบที่ใช้เป็นสมมติฐานการคำนวณเงินเฟ้อทั้งปี 2560 จะอยู่ที่ 45-55 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ราคาเฉลี่ยน้ำมันดิบตลาดดูไบในเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา อยู่ที่ 53.69 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล
การที่ราคาน้ำมันดิบกลับมาขยับราคาสูงขึ้น ส่งผลต่อราคาสินค้าเกษตรมีแนวโน้มปรับตัวขึ้นตาม โดยเฉพาะยางพาราที่ราคาปัจจุบันขยับขึ้นไปสูงถึงกิโลกรัมละ 100 บาท จากก่อนหน้านี้ช่วงที่ราคาน้ำมันดิบตกต่ำถึงขีดสุดเหลือ 30-40 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ราคายางพารา ราคาปรับตัวลดลงเหลือ กก.จะ 40 บาทเช่นกัน
ราคาน้ำมันดิบที่มีแนวโน้มปรับเพิ่มราคา ทำให้รัฐบาลคาดหวังถึงกำลังซื้อของประชาชนกำลังจะกลับมา โดยเฉพาะในกลุ่มของเกษตรกร ซึ่งเป็นฐานรากสำคัญที่รัฐบาลพยายามจะกระตุ้นกำลังซื้ออย่างหนักในช่วงที่ผ่านมา แต่กลับไม่ค่อยประสบความสำเร็จ เพราะราคาสินค้าเกษตรตลาดโลกปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง
เมื่อกำลังซื้อจากภาคเกษตรทยอยปรับตัวขึ้นมา ขณะที่รัฐบาลพยายามเร่งอีกขาที่จะเพิ่มกำลังซื้อให้กับประชาชนผ่านโครงการประชารัฐ ทั้งตลาดชุมชน และโครงการลงทุนขนาดใหญ่ต่างๆ รวมถึงการอัดฉีดงบกลุ่มจังหวัด เพื่อดันเศรษฐกิจภูมิภาคให้ขยายตัวขึ้นตาม รวมถึงภาคการส่งออกเริ่มมีโอกาสขยายตัวเป็นบวก จากสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับราคาน้ำมันกลับมาปรับตัวดีขึ้น ทำให้ทิศทางราคาสินค้าปีนี้มีแนวโน้มขยับเพิ่มมากขึ้นด้วย
นอกเหนือจากทิศทางของต้นทุนของราคาน้ำมันดิบ ที่ทำให้ราคาสินค้าปรับราคาสูงในปีนี้แล้ว ต้นทุนด้านพลังงานอื่นๆ ก็เริ่มขยับราคาตามขึ้นมา ล่าสุดคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) อนุมัติให้ปรับขึ้นราคาก๊าซหุงต้ม หรือแอลพีจี ขนาด 15 กก. ขึ้นอีกถังละ 10 บาท หรือปรับขึ้นจากถังละ 345 บาท มาอยู่ที่ 355 บาท และมีคาดการณ์กันว่า กบง.จะมีการปรับราคาก๊าซหุงต้มเพิ่มขึ้นอีก ตามกลไกราคาพลังงานตลาดโลกที่ขยับตัว รวมทั้งการปรับขึ้นค่าแรงงานขั้นต่ำ 5-10 บาท/วัน จาก 300 บาท มาเป็น 305-310 บาท/วัน ใน 69 จังหวัด ซึ่งมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.ที่ผ่านมา
สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมช.พาณิชย์ ระบุว่า การที่เงินเฟ้ออยู่ในช่วงขาขึ้น หากมองภาพรวมต่อเศรษฐกิจประเทศจะมี 2 ด้าน คือด้านบวก เศรษฐกิจไทยดีขึ้นจากอัตราเงินเฟ้อ หรือหมายถึงเศรษฐกิจประเทศกำลังเติบโต และไม่ใช่เฉพาะจากสัญญาณเงินเฟ้อเท่านั้น แต่ดัชนีรายการอื่นๆ ก็ขยับตาม เช่น ดัชนีอุตสาหกรรม ดัชนีวัสดุก่อสร้าง ก็ปรับตัวดีขึ้น สะท้อนว่ากำลังซื้อของประเทศดีขึ้น
อย่างไรก็ตาม แม้ในแง่บวกของเงินเฟ้อขยับราคาขึ้น แต่อีกขาหนึ่งคือด้านลบ ราคาสินค้าจะปรับราคาสูงขึ้นตามภาวะเงินเฟ้อ ซึ่งในส่วนของกระทรวงพาณิชย์ได้พิจารณาในแง่ของราคาสินค้าที่เพิ่มขึ้นนั้น เป็นการสูงขึ้นตามกลไกตลาดหรือไม่ ถ้าเป็นไปตามกลไกตลาด รัฐก็รับได้ แต่หากเป็นการปรับขึ้นอย่างไม่สมเหตุสมผล และมีการฉวยโอกาสขึ้นราคา เช่น ต้นทุนขึ้นเท่านี้ แต่ปรับราคามากกว่า ตรงนี้รัฐจะเข้าไปใช้กฎหมายเข้าจัดการกับผู้ประกอบการกลุ่มนี้ขั้นเด็ดขาด
สอดคล้องกับความเห็นของ พิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) ประเมินว่า แนวโน้มเงินเฟ้อไตรมาสแรก คาดว่าจะอยู่ที่ 1.77% ซึ่งเป็นเงินเฟ้อในช่วงขาขึ้นจากการปรับเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก ที่คาดว่าจะมีความต้องการน้ำมันทั่วโลกจะสูงขึ้นประมาณ 1.2 ล้านบาร์เรล/วัน ตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกและราคาสินค้าเกษตรที่ปรับเพิ่มขึ้น การที่เงินเฟ้อขยับขึ้นส่งผลดีต่อเศรษฐกิจประเทศ เพราะเป็นการบอกทิศทางเศรษฐกิจไทยที่มีแนวโน้มฟื้นตัวและอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นก็ไม่ได้สูงจน
น่ากังวล
สำหรับกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อในปี 2560 นี้ กระทรวงพาณิชย์ยังคงคาดการณ์ว่าทั้งปีจะขยายตัว 1.5-2.0% ภายใต้สมมติฐานที่เศรษฐกิจไทยขยายตัว 3.25% ราคาน้ำมันดิบดูไบ 45-55 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล และอัตราแลกเปลี่ยน 35.5-37.5 บาท/เหรียญสหรัฐ ซึ่งในส่วนการคาดการณ์ราคาน้ำมันดิบได้ครอบคลุมไปถึงในกรณีที่น้ำมันดิบในตลาดโลกปรับขึ้นถึง 60 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรลไว้แล้ว
ขณะที่มุมมองนักวิชาการ เสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ระบุว่า เงินเฟ้อ ม.ค.ที่สูงสุดในรอบ 28 เดือนนั้น หากพิจารณาไส้ในจะมาจากราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวสูงขึ้น ประกอบกับราคาสินค้าเกษตร เช่น ในกลุ่มเป็ด ไก่ และสัตว์น้ำ ที่ปรับเพิ่มขึ้นราคาในช่วงเทศกาลตรุษจีนที่ผ่านมา แต่หากดูเงินเฟ้อพื้นฐาน ซึ่งหักกลุ่มสินค้าพลังงานและสินค้าอาหารออกไป เพราะมีความผันผวนทางด้านราคาสูง พบว่า เงินเฟ้อพื้นฐานในเดือน ม.ค. 2560 เพิ่มขึ้น 0.75% เทียบกับ ม.ค.2559 หรือเพิ่มขึ้นไม่ถึง 1% แสดงว่าการบริโภคจริงๆของคนยังไม่ได้เพิ่มขึ้นสูงนัก แต่ก็ถือว่ามีสัญญาณดีขึ้นจากปีก่อนๆ เพราะตัวเลขเงินเฟ้อไม่ได้ติดลบ เท่ากับว่าเศรษฐกิจไทยยังมีความต้องการบริโภคอยู่
“เงินเฟ้อบวกจะดีกว่าเงินเฟ้อติดลบ แม้ว่าการบวกนั้นจะมาจากราคาน้ำมันดิบและราคาสินค้าเกษตรบางกลุ่ม ซึ่งเป็นเหตุการณ์ไม่ปกติ แต่ก็เริ่มเห็นสัญญาณการขยายตัวของความต้องการมากขึ้น ภาคเอกชนก็
น่าจะใช้โอกาสนี้ในการลงทุนผลิตสินค้าเข้ามาในระบบ เพราะเมื่อมีความต้องการบริโภคสินค้า กำลังซื้อก็จะฟื้นกลับมา จึงถือเป็นสัญญาณที่ดีมากกว่าในแง่ลบ เพราะถ้าเงินฝืดการกระตุ้นเศรษฐกิจจะทำได้ยากกว่าเงินเฟ้อ” เสาวณีย์ กล่าว
อย่างไรก็ดี ในแง่ของราคาสินค้าที่ปรับตัวสูงขึ้นนั้น เป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะต้องลงไปดูแลไม่ให้การปรับขึ้นราคาเป็นไปแบบไม่สมเหตุสมผล เพราะหากราคาสินค้าเป็นไปตามกลไกตลาด การขับเคลื่อนด้านการลงทุนก็จะทำได้เร็วขึ้น เพื่อเป็นเครื่องยนต์ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอีกทางหนึ่ง จากปัจจุบันที่รัฐบาลพยายามเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านเม็ดเงินลงทุนของรัฐบาลในโครงการต่างๆ ทั้งงบกลุ่มจังหวัด โครงการลงทุนรถไฟฟ้า ซึ่งทำให้คาดว่าปีนี้เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้
จากภาพรวมทั้งหมดนี้ ทำให้ตลอดปีนี้ประชาชนจะเริ่มเห็นราคาสินค้าทั้งในกลุ่มสินค้าเกษตร และกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค รวมทั้งสินค้าจำเป็นต่อชีวิตประจำวัน ทยอยปรับราคาขึ้นตามต้นทุนพลังงานและกำลังซื้อที่เริ่มฟื้นตัว







