
ความเจริญอย่างมีความสุข
จ.น่าน น่าจะเจริญอย่างมีความสุข ผู้เขียนเคยไปน่านครั้งแรกเมื่อ 20 ปีก่อน ยังจำได้ถึงความสุขแสนประทับใจ
โดย...ทวี สุรฤทธิกุล
จ.น่าน น่าจะเจริญอย่างมีความสุข
ผู้เขียนเคยไปน่านครั้งแรกเมื่อ 20 ปีก่อน ยังจำได้ถึงความสุขแสนประทับใจ ครั้นมาเยือนน่านอีกเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมานี้ก็ยังมีความสุขแสนประทับใจ ซึ่งดูเหมือนว่าจะมากขึ้นกว่าเดิม
20 ปีที่ผ่านไป น่านอาจจะเปลี่ยนแปลงไปมากในเรื่องของจำนวนผู้คน อาคารบ้านเรือน รถรา และนักท่องเที่ยว แต่สิ่งหนึ่งที่เปลี่ยนแปลงไปไม่มากคือ “ชีวิตวัฒนธรรม” ซึ่งไม่ใช่ “วัฒนธรรมทั่วๆ ไป” ที่เราคุ้นเคยจำพวก ภาษา อาหาร เครื่องแต่งกาย ศิลปะ และงานประเพณีทั้งหลาย แต่เป็น “ความมีชีวิตชีวาของการใช้ชีวิตในแบบที่มีคุณค่าและมีความสุขอยู่ในวัฒนธรรมที่เหมาะสม”
“ชีวิตวัฒนธรรม” (Culturist Living) เป็นศัพท์ที่ยูเนสโก (องค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ) ใช้เป็นเกณฑ์ในการพิจารณากำหนดให้สถานที่ต่างๆ เป็น “เมืองมรดกโลก” ซึ่งไม่เพียงแต่เมืองนั้นจะมีสถานที่อันโดดเด่นในวัฒนธรรมเฉพาะถิ่นแล้ว แต่ “ชีวิตของผู้คน” ก็จะต้องมีวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์ด้วย และจะต้องเป็นเอกลักษณ์ที่ไม่ได้ “ปรุงแต่ง” จนเกินล้น แต่อาจจะมีการปรับเปลี่ยนให้เข้ากับยุคสมัย กระนั้นก็ยังมี “คุณค่า” หรือ “แก่น” ของวัฒนธรรมแห่งชีวิตความเป็นอยู่ให้ได้สัมผัสอย่างเต็มที่
น่านใน พ.ศ.นี้อาจจะยังไม่ได้รับการเชิดชูเป็นเมืองมรดกโลก (ซึ่งส่วนตัวของผู้เขียนก็ไม่ได้ “เป็นปลื้ม” กับความเป็นเมืองมรดกโลกที่ประเทศต่างๆ เข้าไป “อ้อนวอน” เพื่อขอให้สถานที่ต่างๆ ในประเทศของตนได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก ซึ่งผู้เขียนคิดว่ายูเนสโกนั้นกำลังสร้างระบบ “ทาสทางวัฒนธรรม” เหมือนเช่นที่สหประชาชาติโดยมหาอำนาจบางประเทศได้สร้าง “ทาสทางการเมืองระหว่างประเทศ” นั้นขึ้น) แต่แน่นอนว่าในอนาคตก็อาจจะไปสู่ “แนวแฟชั่น” ดังกล่าวต่อไป เพราะถ้ายูเนสโกไม่เลือกปฏิบัติ น่านก็น่าจะเข้าข่ายของความเป็นเมืองที่มีเอกลักษณ์ทางชีวิตวัฒนธรรม ไม่แพ้เมืองใดๆ ที่ได้เป็นเมืองมรดกโลกมาก่อน
“ชีวิตวัฒนธรรมของเมืองน่าน” ในความเห็นของผู้เขียนมีอยู่ 2 สิ่งใหญ่ๆ คือ ความภูมิใจในความเป็นท้องถิ่น และความเอื้อเฟื้อแบบไทยแท้ๆ ซึ่งที่คนน่านยังสืบสานและร่วมกันปฏิบัติ
ความภูมิใจในความเป็นท้องถิ่นเป็นลักษณะของ “ท้องถิ่นนิยม” (Localism) อย่างหนึ่ง แต่เป็นท้องถิ่นนิยมเชิงบวกหรือแบบยืดหยุ่น คือไม่บ้าคลั่งยึดติดว่าท้องถิ่นของตัวเองดีเลิศเหนือที่อื่นๆ แต่มีความรู้สึกชื่นชมในความเป็น “เมืองน่าน” ต้องการที่จะนำเสนอ “สิ่งดีๆ” ในท้องถิ่น ที่คนท้องถิ่นคือคนที่น่านก็อยากแสดงออกให้ทุกคนรับรู้ ในขณะเดียวกันก็ไม่ได้มีความต้องการที่จะพัฒนาไปในแบบที่เป็นกระแสนิยมในท้องถิ่นอื่นๆ ที่มักจะตามกระแสโลกและกระแสของความเป็นเมือง ที่จะเอาแต่ความทันสมัยต่างๆ เข้ามา
เมื่อพูดถึง “การตามก้นเมืองใหญ่” ก็ให้นึกถึงท่านอาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช กับเมืองเชียงใหม่ ที่ท่านพยายามจะต่อสู้ไม่อยากให้เชียงใหม่กลายเป็น “กรุงเทพฯ ของภาคเหนือ” แต่อยากให้เป็น “เมืองหลวงแห่งล้านนา” ตลอดไป ที่สุดท่านก็แพ้และต้องอพยพจากเชียงใหม่กลับกรุงเทพฯ ทั้งที่ท่านได้มาปลูกบ้านอยู่ที่ริมแม่น้ำปิง นอกเมืองเชียงใหม่ เพื่อมาใช้ชีวิตในบั้นปลายที่นี่ ที่ท่านต้องหนีจากเชียงใหม่ไปเพราะเบื่อที่ผู้คนที่เชียงใหม่ไม่ได้ภูมิใจในความเป็นเชียงใหม่ และอยากเป็นคนกรุงเทพฯ ขึ้นทุกๆ วัน
ชีวิตวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ของเมืองน่านอีกอย่างหนึ่งก็คือ “ความเอื้อเฟื้อแบบไทยแท้ๆ” ซึ่งบางท่านอาจจะคิดว่าเมืองท่องเที่ยวอย่างเมืองน่านอาจจะ “เฟก” หรือแต่งปั้นขึ้นเหมือนเมืองในแนวเดียวกันนี้เมืองอื่นๆ แต่ถ้าท่านได้ไปสัมผัสกับชาวบ้านจริงๆ ไม่ใช่พ่อค้าแม่ค้าหรือนักธุรกิจการท่องเที่ยวในท้องถิ่น จะเห็นความเอื้อเฟื้อด้วยน้ำใสใจจริงอย่างชัดเจน เช่น กิริยาอาการแบบที่ว่า “ใครมาถึงเรือนชานต้องต้อนรับ” หรือการปรนนิบัติแบบ “เอาใจเขามาใส่ใจเรา” อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งยังเห็นได้ในทุกซอกมุมของเมืองน่าน
ผู้เขียนไปเยี่ยม “บ้านสวน” อันเป็นที่พักของคุณหมอบุญยงค์ วงศ์รักมิตร (คนที่น่านและในวงการสาธารณสุขเรียกท่านว่า “พ่อหมอ”) กำเนิดท่านเป็นชาวลำปาง แต่ภายหลังจบการศึกษาจากคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในปี 2501 ท่านได้ไปเป็นแพทย์ครั้งแรกที่ภาคอีสาน และมาเป็นผู้อำนวยการที่โรงพยาบาลน่านในปี 2507 ในช่วงที่เรากำลังต่อสู้กับผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ ท่านกับแพทย์ พยาบาลและบุคลากรทุกคนที่โรงพยาบาลน่านได้ทุ่มเทช่วยทหารตำรวจที่บาดเจ็บได้ผลเป็นอย่างดี เป็นที่ทรงชื่นชมจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช มีผลงานและชื่อเสียงในทางการแพทย์และในทางสังคมมากมาย กระทั่งท่านเกษียณจากราชการในปี 2537 ท่านก็ยังทำงานต่างๆ ร่วมกับชาวน่านอย่างเข้มแข็ง งานหลักอย่างหนึ่งก็คือการสร้างเมืองน่านให้น่าอยู่ เป็นเมืองแห่งวัฒนธรรมและความสุข
53 ปีที่ท่านอยู่ จ.น่าน ท่านประทับใจในความเป็น “ผู้มีจิตอาสา” ของคนที่นี่ อันทำให้การทำงานใดๆ ได้รับความร่วมมือและประสบความสำเร็จด้วยดี ท่านกล่าวถึงอนาคตของเมืองน่านว่าน่าจะเจริญไปได้ด้วยดี ไม่ใช่เพียงแค่ด้านกายภาพ อันหมายถึงตึกรามบ้านช่อง และถนนหนทาง (ปัจจุบันเราสามารถเดินทางไปหลวงพระบางโดยทางเรือได้จากชายแดน จ.น่าน และในอนาคตทราบว่าจะมีรถไฟไปเชื่อมกับลาวอีกด้วย) แต่น่าจะเจริญด้วยวัฒนธรรมของชีวิตความเป็นอยู่ที่นี่ ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับชาวเมืองน่านทุกคนที่จะช่วยกันทำให้เกิด “ชีวิตจิตใจเมืองน่าน” ให้เป็นเอกลักษณ์และมีความยั่งยืนต่อไป
ในสายตาของผู้เขียน พบว่าการพัฒนาของ จ.น่าน มีความแตกต่างจากการพัฒนาเมืองท่องเที่ยวในที่อื่นๆ ที่ไม่พยายามไปเลียนแบบใคร หรือเพื่อที่จะเอาใจนักท่องเที่ยวหรือใครๆ รวมถึงผู้คนต่างบ้านต่างเมืองที่มาอยู่ที่นี่ก็ไม่พยายามทำให้เมืองน่านต้องมาเอาใจตนเอง นอกจากกรณีของพ่อหมอบุญยงค์แล้ว กรณีคนอื่นๆ เช่นคุณบัณฑูร ล่ำซำ ก็มาอยู่เป็นคนเมืองน่าน และปวารณาว่า “จะทำน่านให้เป็นน่าน” ตลอดไป จึงนับเป็นนิมิตหมายที่ดีที่เมืองน่านอาจจะเป็นต้นแบบของเมืองที่พัฒนาเจริญไปพร้อมด้วยความสุข
ไม่ใช่ไปที่ไหนก็เหมือนกรุงเทพฯ ทั้งประเทศไทย !







