
ศาลปกครองยกคำร้อง"บุญทรง-ภูมิ"ขอคุ้มครองชดใช้ระบายข้าวจีทูจี
ศาลปกครอง ยกคำร้อง "บุญทรง- ภูมิ" ขอคุ้มครองชั่วคราวจ่ายค่าสินไหมคดีระบายข้าวจีทูจี ระบุ การบังคับคดียังไม่เกิดขึ้นทำให้ไม่ต้องคุ้มครอง
ศาลปกครอง ยกคำร้อง "บุญทรง- ภูมิ" ขอคุ้มครองชั่วคราวจ่ายค่าสินไหมคดีระบายข้าวจีทูจี ระบุ การบังคับคดียังไม่เกิดขึ้นทำให้ไม่ต้องคุ้มครอง
วันที่ 10 กพ. เวลา 13.30 น.ศาลปกครองกลางมีคำสั่งยกคำร้องขอให้ทุเลาการบังคับใช้ตามคำสั่งกระทรวงพาณิชย์ที่สั่งให้นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีตรมว.พาณิชย์ นายภูมิ สาระผล อดีตรมช.พาณิชย์ นายมนัส สร้อยพลอย อดีตอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ นายทิฆัมพร นาทวรทัต อดีตรองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ และนายอัครพงศ์ ทีปวัชระ อดีตผู้อำนวยการสำนักการค้าข้าวต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ผู้ฟ้องคดีใน 5 คดี ชดใช้ค่าเสียหายจากการทุจริตโครงการรับจำนำข้าวและการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐหรือจีทูจี รวมมูลค่ากว่า 2 หมื่นล้านบาท โดยศาลได้ระบุเหตุผลว่า การที่ศาลจะมีอำนาจออกคำสั่งทุเลาการบังคับตามคำสั่งพิพาทในระหว่างพิจารณาคดีได้นั้น ต้องครบเงื่อนไขตามกฎหมายทั้ง 3 ประการ 1.คำสั่งพิพาทน่าจะไม่ชอบด้วยกฎหมาย 2.การให้คำสั่งพิพาทมีผลใช้บังคับต่อไปจะทำให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงที่ยากแก่การเยียวยาแก้ไขในภายหลัง และ 3.การทุเลาการบังคับตามคำสั่งพิพาทไม่เป็นอุปสรรค์แก่การบริหารงานของรัฐหรือแก่บริการสาธารณะ ซึ่งเมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงในชั้นไต่สวนคำขอวิธีการชั่วคราวก่อนการพิพากษาแล้ว เห็นว่า ภายหลังจากนายกรัฐมนตรีกับพวกรวม 4 คน ซึ่งเป็นผู้ถูกฟ้องคดีได้ออกคำสั่งเรียกให้ผู้ฟ้องคดีทั้ง 5 คดี ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน นายกรัฐมนตรีฯมีหนังสือแจ้งเตือนให้ผู้ฟ้องคดีทั้ง 5 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้เสร็จสิ้นใน15 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือดังกล่าว ซึ่งผู้ฟ้องคดีทั้ง 5 และผู้แทนฝ่ายของนายกรัฐมนตรีให้ถ้อยคำต่อศาลรับกันว่านอกจากหนังสือแจ้งเตือนดังกล่าวแล้ว ฝ่ายของนายกรัฐมนตรีผู้ถูกฟ้องคดียังไม่มีการใช้มาตรการบังคับทางปกครอง โดยยึดหรืออายัดทรัพย์สินของผู้ฟ้องคดีทั้ง 5 และขายทอดตลาดเพื่อชำระค่าสินไหมทดแทนแต่อย่างใด ในชั้นนี้จึงยังไม่อาจรับฟังได้ว่า คำสั่งพิพาทน่าจะไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ส่วนที่ผู้ฟ้องคดีทั้ง5 คดีอ้างว่าคำสั่งพิพาทไม่ชอบด้วยกฎหมายหลายประการนั้นเป็นประเด็นในเนื้อหาของคดีที่ศาลจะต้องแสวงหาข้อเท็จจริงเพื่อพิจารณาพิพากษาต่อไป และเมื่อนายกรัฐมนตรีผู้ถูกฟ้องคดียังไม่มีการใช้มาตรการบังคับทางปกครอง ในชั้นนี้จึงรับฟังไม่ได้ว่าหากศาลไม่มีคำสั่งทุเลาการบังคับตามคำพิพากษาจะทำให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงจากผู้ฟ้องคดีทั้ง 5 คดีที่ยากแก่การเยียวยาแก้ไขในภายหลัง ดังนั้นข้อกล่าวอ้างในการขอให้ศาลมีคำสั่งทุเลาการบังคับตามคำสิ่งพิพาทของผู้ฟ้องคดีทั้ง 5 คดีจึงไม่เป็นไปตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด ศาลจึงไม่มีอำนาจสั่งทุเลาการบังคับตามคำสั่งที่เรียกให้ผู้ฟ้องคดีทั้ง 5 คดีชดใช้ค่าสินไหมทดแทนไว้เป็นการชั่วคราวในระหว่างพิจารณาคดี ศาลจึงมีคำสั่งยกคำขอวิธีการชั่วคราวก่อนการพิพากษาของผู้ฟ้องคดีทั้ง 5 คดี
ทั้งนี้ในการอ่านคำสั่งวันนี้ฝ่ายผู้ฟ้องคดีทั้งห้ารายไม่ได้เดินทางมาศาลแต่มอบให้ตัวแทนมาฟังคำสั่งแทน โดยตัวแทนผู้ฟ้องคดีระบุว่า สาเหตุที่ศาลยกคำขอเนื่องจากเห็นว่าการบังคับคดียังไม่เกิดขึ้นจริง เป็นเพียงแต่มีการแจ้งเตือนจากกระทรวงพาณิชย์ว่ามีคำสั่งให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเท่านั้น ส่วนกระบวนการบังคับคดีเป็นเรื่องที่กระทรวงพาณิชย์กับกรมบังคับคดีต้องไปดำเนินการ อย่างไรก็ตามหากมีการบังคับคดีเกิดขึ้นจริง ผู้ฟ้องคดีฯทั้งหมดก็จะยื่นต่อศาลปกครองอีกครั้งเพื่อขอทุเลาการบังคับใช้คำสั่งกระทรวงพานิชย์ดังกล่าว ส่วนคดีหลักที่ขอให้เพิกถอนคำสั่งกระทรวงพานิชย์ให้ชดใช้สินไหมทดแทนในกรณีดังกล่าวขณะนี้อยู่ในระหว่างกระบวนการพิจารณาของศาล
ด้านน.ส.รื่นฤดี สุวรรณมงคล อธิบดีกรมบังคับคดี กระทรวงยุติธรรมชี้แจงถึงขั้นตอนการบังคับคดีว่า ขณะนี้กรมบังคับคดียังไม่ได้รับเรื่องนี้จากกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพานิชย์ที่ถือว่าเป็นผู้เสียหาย จึงยังไม่ได้ดำเนินการยึดหรืออายัดทรัพย์ใด ๆ ทั้งสิ้น โดยต้องรอให้กรมการค้าต่างประเทศตั้งเรื่องมาว่ามีทรัพย์สินใดบ้างที่ต้องการให้กรมบังคับคดีดำเนินการซึ่งเป็นหน้าที่ของกรมการค้าต่างประเทศที่ต้องไปสืบหาทรัพย์สินแล้วแจ้งต่อกรมบังคับคดี หลังจากนั้นกรมบังคับคดีจึงจะปฎิบัติตามประมวลวิธีพิจารณาความแพ่งคือไปดำเนินการยึดอายัดทรัพย์ตามคำสั่งกระทรวงพานิชย์ต่อไป
ขณะที่นางดวงพร รอดพยาธิ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าวว่า ได้ส่งหนังสือให้กรมบังคับคดีไปตามขั้นตอนแล้ว แต่รายละเอียดยังไม่สามารถเปิดเผยได้ เพราะเรื่องนี้อยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาล
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เคยชี้แจงถึงขั้นตอนการบังคับคดีเพื่อนำทรัพย์มาชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามคำสั่งกระทรวงพานิชย์ จะต้องดำเนินการภายใน 45 วันนับแต่วันที่กระทรวงพานิชย์ออกคำสั่ง ซึ่งขณะนี้พ้นระยะเวลาดังกล่าวมาหลายเดือนแล้ว แต่การบังคับคดีก็ยังไม่เกิดขึ้น
สำหรับผู้ฟ้องทั้งห้าคดีถูกเรียกค่าเสียหายให้ชดใช้รวมมูลค่ากว่าสองหมื่นล้านบาท โดยแยกดังนี้ นายบุญทรง ต้องชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 1,770 ล้านบาท นายภูมิ 2,300 ล้านบาท นายมนัส นายทิฆัมพร และนายอัครพงศ์ รายละ 4 พันล้านบาท







