
ยธ.ส่งพยาน10ปากขึ้นศาลฟื้นคดี"ครูจอมทรัพย์"
"รองปลัด ยธ." ย้ำ มั่นใจคดี "ครูจอมทรัพย์" เตรียมพยาน 10 ปาก มุ่งประเด็นรถยนต์ไม่เคยเกิดอุบัติเหตุ
"รองปลัด ยธ." ย้ำ มั่นใจคดี "ครูจอมทรัพย์" เตรียมพยาน 10 ปาก มุ่งประเด็นรถยนต์ไม่เคยเกิดอุบัติเหตุ
วันที่ 7 ก.พ พ.ต.อ.ดุษฎี อารยวุฒิ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม กล่าวถึงแนวทางการต่อสู้คดี เพื่อรื้อฟื้นคดีให้กับนางจอมทรัพย์ แสนเมืองโคตร อดีตครูโรงเรียนแห่งหนึ่งในจ.สกลนครซึ่งศาลจังหวัดนครพนม มีคำสั่งนัดสืบพยานวันพรุ่งนี้( 8 ก.พ)ว่าได้มีการประชุมร่วมกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องตั้งแต่วันที่ 3 ก.พ.โดยยืนยันมั่นใจในพยานหลักฐาน โดยจะมีการนำพยานบุคคลขึ้นเบิกความต่อศาล 10 ปาก โดยเริ่มจากเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ)เป็นผู้กล่าวเปิดคดี ตามด้วยนางจอมทรัพย์ พร้อมประจักษ์พยาน และพยานแวดล้อม รวมทั้งผู้เชี่ยวชาญจากกรมการขนส่งทางบก ผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี และวิศวกรจากบริษัทโตโยต้า พร้อมทั้งพยานหลักฐานเพื่อพิสูจน์ให้ศาลเห็นว่ารถยนต์เลขทะเบียน บค 56 สกล นคร ไม่เคยเกิดอุบัติเหตุ สำหรับรถยนต์กระบะคันดังกล่าวขณะนี้เจ้าหน้าที่ได้นำขึ้นรถสไลด์เดินทางออกไปยังจ.นครพนมเพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุระหว่างเคลื่อนย้าย โดยจะนำไปจอดที่ศาลและอาจขอความเมตตาต่อศาลให้มีการเดินเผชิญสืบ
รองปลัดกระทรวงยุติธรรม กล่าวอีกว่า กระทรวงยุติธรรมได้ประสานการทำงานร่วมกับตำรวจเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล ซึ่งแต่ละหน่วยงานทำหน้าที่ของตนเองเพื่อส่วนรวม ส่วนหลักฐานที่ได้มาอาจไม่ตรงกันก็ถือเป็นเรื่องดี เพราะจะได้มีพยานหลักฐานในหลายๆด้านประกอบการพิจารณา โดยคดีดังกล่าวไม่ใช่การชี้ว่าใครผิดหรือถูกแต่เป็นการนำพยานหลักฐานมาเสนอต่อศาลเพื่อผลประโยชน์ของประชาชน ส่วนการเอาผิดพนักงานสอบสวนที่ทำคดีดังกล่าวหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับหน่วยงานต้นสังกัดที่จะพิจารณาว่าพนักงานสอบสวนทำตามอำนาจหน้าที่แล้วหรือไม่เพราะในช่วงที่เหตุการณ์เกิดขึ้นยังไม่มีการใช้หลักฐานทางวิทยาศาสตร์มาใช้ในการสอบสวนคดี
"เบื้องต้นส่วนตัวยังไม่เห็นความบกพร่องของพนักงานสอบสวนในการดำเนินคดี ซึ่งจเรตำรวจแห่งชาติก็ได้ระบุไว้แล้วว่าจะใช้คดีดังกล่าวเป็นคดีศึกษาเพื่อปฏิรูปการทำงานของตำรวจและกระบวนการยุติธรรมเพื่อให้ประชาชนได้รับความเป็นธรรม ส่วนกรณีที่มีกลุ่มบุคคลเข้าไปหาพยานหลักฐานเพิ่มเติมเพื่อช่วยเหลือครูจอมทรัพย์นั้น เรื่องดังกล่าวเป็นการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐ ตามกระบวนการยุติธรรมจึงต้องเลือกใช้หลักฐานของเจ้าหน้าที่รัฐเป็นหลัก"พ.ต.อ.ดุษฎี กล่าว
พ.ต.อ.ดุษฎียังกล่าวถึงกรณีครูแพะ 4 คนจากร.ร.บึงโขงหลง จ.บึงกาฬซึ่งถูกดำเนินคดีให้การเท็จและปิดบังซ่อนเร้นอำพรางวัตถุพยานเพื่อช่วยเหลือจำเลยในคดีอาญาว่า ก่อนหน้านี้พนักงานสอบสวนดีเอสไอได้ลงพื้นที่และมีการประสานกับผู้บังคับการตำรวจภูธรภาค 4 เพื่อหารือในคดีดังกล่าวแล้ว และตำรวจได้ส่งพนักงานสอบสวนมาทำงานหาหลักฐานร่วมกับกระทรวงยุติธรรมตั้งแต่ครูทั้ง 4 คนยังอยู่ในเรือนจำจังหวัดบึงกาฬ ซึ่งเบื้องต้นเห็นข้อบกพร่องที่เป็นหลักฐานสำคัญหลายประเด็น และขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการรวบรวมหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ จึงยังไม่มีการยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอรื้อฟื้นคดี เพราะต้องรวบรวมพยานหลักฐานให้ชัดเจนก่อน
"กรณีผู้อำนวยการโรงเรียนบึงโขงหลงที่เคยตกเป็นผู้ต้องหา และศาลมีคำพิพากษาว่าไม่ได้เป็นผู้กระทำผิด ดังนั้นจึงต้องหาคนร้ายตัวจริง เนื่องจากคดียังอยู่ในอายุความ ซึ่งเป็นคนละประเด็นกับคดีครู 4 รายให้การเท็จปิดบังซ่อนเร้นวัตถุพยาน อย่างไรก็ตามที่ผ่านมามีคดีที่ประชาชนยื่นเรื่องเพื่อให้ตรวจสอบกว่า 200 เรื่อง แต่บางคดีไม่จำเป็นต้องรื้อฟื้นเพราะอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล ซึ่งกระทรวงยุติธรรมก็จะหาพยานหลักฐานใหม่เสนอต่อศาลต่อไป







