
รถติด แก้ไม่ได้ แก้ไม่ถูก หรือไม่กล้าแก้ (2)
โดย...ดร.อัธกฤตย์ เทพมงคล
โดย...ดร.อัธกฤตย์ เทพมงคล
ความเดิมตอนที่แล้ว เมื่อต้นเดือน
พ.ย.ปีที่แล้ว ผู้เขียนได้ระบายความในใจเกี่ยวกับปัญหาการจราจรติดขัด ซึ่งเป็นปัญหาคู่บ้านคู่เมืองชาวกรุงเทพฯ มาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน และคงจะไม่จากหายกันไปไหนในอนาคต เหตุเพราะการแก้ปัญหาเชิงอุปทานที่ผู้ใหญ่บ้านนี้เมืองนี้ทำตลอดมาได้พิสูจน์แล้วว่าล้มเหลว ดังนั้นโครงการโครงข่ายรถไฟฟ้าหลากสีที่จะเสร็จสิ้นภายใน 5-10 ปีข้างหน้านี้ ก็ยากที่จะขจัดปัญหารถติดให้หมดสิ้นไปได้
ทำไมผู้เขียนถึงมองโลกในแง่ลบแบบนี้? ความคิดของผู้เขียนได้รับอิทธิพลโดยตรงมาจากคุณพ่อนักผังเมืองของผู้เขียนเอง “กรุงเทพฯ มันใหญ่เกินไป” นี่คือความจริงที่อยู่เบื้องหลังปัญหาอีนุงตุงนังทั้งหลายทั้งมวล มองไปที่ภาพใหญ่สุดระดับประเทศ ประเทศไทยมีกรุงเทพฯ เป็นศูนย์รวมทุกอย่าง เป็นทั้งเมืองท่าที่สำคัญที่สุดและยังเป็นเมืองหลวง ซึ่งในทางผังเมืองแล้วถือว่าผิดมาก มองไปที่
ประเทศอื่นๆ ในโลกนี้ คุณผู้อ่านจะเห็นได้ว่า ประเทศหลายประเทศแยกเมืองหลวงออกจากเมืองท่าอย่างชัดเจน อย่างสหรัฐอเมริกาเลือกวอชิงตัน ดี.ซี. แยกออกจากเมืองท่านิวยอร์ก ออสเตรเลียเลือกแคนเบอร์ราแยกออกจากซิดนีย์ หรือไม่ต้องมองไปไหนไกล พม่าเพื่อนบ้านเรายังกล้าที่จะแยก
เนย์ปิดอว์ออกมาจากย่างกุ้ง
การรวมศูนย์แบบ One-Stop Service ไม่ดีตรงไหน? ในแง่ของผังเมือง ถ้าเมืองๆ หนึ่งมีฟังก์ชั่นเยอะ หมายความว่าผู้คนประเทศนี้ที่จะต้องเข้ามาทำธุรกรรมตามแต่ละฟังก์ชั่นนั้นๆ ก็ต้องแห่แหนมาในเมืองเดียวกันหมด ความแออัดมันก็ต้องเกิดขึ้นเป็นธรรมดา แล้วปัญหารถติดก็เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
ถ้าจะให้เห็นภาพ ผู้เขียนจะลองเปรียบเทียบกรุงเทพฯ กับประเทศสิงคโปร์ที่มีขนาดพอฟัดพอเหวี่ยงกัน จากการศึกษาข้อมูลอย่างรวดเร็วจากฐานข้อมูลสาธารณะอย่างกูเกิล พบว่า ในปีที่ 2558 กรุงเทพฯ มีประชากรทั้งสิ้นประมาณ 10.5 ล้านคน (รวมประชากรแฝง) โดยมีจำนวนรถจดทะเบียนอยู่ที่ประมาณ 14 ล้านคัน ส่วนประชากรของสิงคโปร์อยู่ที่ประมาณ 5.5 ล้านคน โดยมีจำนวนรถจดทะเบียนประมาณ 1 ล้านคัน คิดเร็วๆ เรามีคนมากกว่าเขากว่าเท่าตัว แต่รถเรามีมากกว่าเขาถึงกว่า 14 เท่า แล้วรถมันจะไม่ติดได้อย่างไร
ตัวเลขพวกนี้บอกอะไรเราบ้าง ชัดเจนที่สุดเลยคือ ระบบขนส่งมวลชนเราไม่มีประสิทธิภาพ ทำให้ความต้องการใช้รถต่อคนของเรามากกว่าชาวบ้านเขาถึงขนาดนี้ แต่นั่นก็ยังไม่ใช่รากเหง้าปัญหาอยู่ดี คุณผู้อ่านลองคิดดูนะครับ กรุงเทพฯ เป็นจังหวัด แต่สิงคโปร์คือทั้งประเทศแล้ว ดังนั้น โดยพื้นฐานคนกรุงเทพฯ มีเหตุผลที่จะมีความต้องการใช้รถมากกว่าสิงคโปร์เพื่อใช้ขับขี่ไปยังต่างจังหวัด ถ้าเรายังคงมีประชากรมากกว่าเขาเท่าตัวแบบนี้ ต่อให้เราจัดการเรื่องการขนส่งมวลชนดีจนทัดเทียมกับประเทศสิงคโปร์ เราก็คงยังมีรถในกรุงเทพฯ เหลืออยู่ประมาณ 3-4 ล้านคันอยู่ดี สุดท้ายมันก็กลับมาที่คำว่า “กรุงเทพฯ มันใหญ่เกินไป” อยู่ดี
การที่เมืองรวมศูนย์แบบนี้ นอกจากทำให้รถติด สร้างมลภาวะ และทำลายสุขภาพกาย รวมถึงสุขภาพจิตแล้ว ยังเป็นการใช้ถนนไม่เต็มประสิทธิภาพอีกด้วย ทุกวันนี้เราจะเห็นว่าคนกรุงเทพฯ เดินรถทางเดียว เช้าแห่เข้าเมือง เย็นแห่ออกเมือง นอกจากรถจะเยอะแล้ว ยังต้องไปเบียดเสียดอยู่ถนนเพียงขาเดียวอีกด้วย มันจะไม่ติดได้อย่างไร ถ้าเราแยกฟังก์ชั่นเมืองหลวงออกไปจากกรุงเทพฯ จะทำให้เกิดการเดินทางสองทาง คนที่ต้องไปติดต่อราชการวิ่งออกจากกรุงเทพฯ ส่วนคนที่ต้องติดต่อทำธุรกิจก็วิ่งเข้ากรุงเทพฯ จะเป็นการลดความแออัด ลดปัญหารถติด และใช้ถนนอย่างคุ้มค่า เรียกได้ว่ายิงปืนนัดเดียวนกตายเป็นฝูง
ประเทศไทยเคยมีความคิดจะย้ายเมืองหลวงอยู่เนืองๆ ในหลายยุคหลายสมัย เช่น ย้ายไปเพชรบูรณ์ในยุคจอมพล ป. พิบูลสงคราม ย้ายไปฉะเชิงเทราในยุคท่านชวลิต ยงใจยุทธ ย้ายไปนครนายกในยุคท่านทักษิณชินวัตร หรือย้ายไปนครปฐมในยุคท่านสมัคร ชิมไปบ่นไป ก็ตาม แต่ก็ล้มไปหมด ส่วนตัวผู้เขียนรู้สึกเสียดาย ถ้าแผนพวกนี้เป็นจริง คนที่อยู่ในกลุ่มงานราชการพลเรือนและทหารย้ายออกไปอยู่ที่เมืองหลวงใหม่ กลุ่มญาติพี่น้องครอบครัวส่วนหนึ่งก็ต้องย้ายตามออกไป กลุ่มร้านค้า อาหาร ปัจจัยสี่ส่วนหนึ่ง ก็ต้องย้ายตามออกไป กลุ่มคนจากทั่วประเทศที่เดิมจะไหลเข้ามาหางานในกรุงเทพฯ ที่เดียว ก็จะแบ่งกันไหลไปสองที่ ปัญหาคาราคาซังที่เราต้องทนมาตลอดก็จะหายไป เพราะมันถูกแก้ที่ต้นเหตุจริงๆ
แม้ว่าผู้เขียนจะไม่เห็นวี่แววว่าการย้ายเมืองหลวงของประเทศไทยจะเกิดขึ้นได้ในเร็ววัน หรือจะเรียกว่า ผู้เขียนฝันเฟื่องเลยก็ไม่ผิด เพราะเมืองไทยมีข้อจำกัดในแง่ความฝืดทางความคิดและเหตุผลเหนือธรรมชาติอยู่มาก “กรุงเทพฯ คือเมืองเทพสร้าง ย้ายไม่ได้” ด้วยความคิดที่ยึดติดแบบนี้ ยากที่จะมีรัฐบาลไหนใจกล้าฝืนแรงต้านมหาศาลจากคนที่ได้รับผลกระทบทั้งโดยตรง (ต้องย้ายบ้าน ย้ายที่ทำงาน) และโดยอ้อม (แย้งกับความเชื่อเดิม ไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง) แต่ในฐานะนักวิชาการ ผู้เขียนคงจำเป็นต้องทำหน้าที่ชี้ให้คุณผู้อ่านได้เห็นเป็นด้านๆ ไป ไม่ว่าคุณผู้อ่านจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยก็ตาม
แล้วสรุปมหากาพย์ปัญหารถติดมันจะแก้ได้มั้ย? แก้ได้แน่นอนสิครับ อยู่ที่เราจะกล้าที่จะยอมรับต้นเหตุที่แท้จริงและแก้ไขให้ถูกจุดเมื่อไหร่ เท่านั้นเอง







