posttoday
ไม่เรียนรู้บทเรียน

ไม่เรียนรู้บทเรียน

06 กุมภาพันธ์ 2560

โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ

โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ

ว่ากันว่าทุกครั้งที่เกิดวิกฤตก็ย่อมมีโอกาสเกิดขึ้นตามมาพร้อมกันเสมอ

ในมุมของนักลงทุนวิกฤตเศรษฐกิจคือ โอกาสทองชั้นเยี่ยมของการช้อนซื้อหุ้นถูกที่รอทำราคาไต่ขึ้นกว่าเท่าตัวยามเศรษฐกิจฟื้น แต่ในมุมของประเทศชาตินั้น วิกฤตดังกล่าวคือบทเรียนที่เจ็บปวดให้เรียนรู้และก้าวข้าม และยังเป็นโอกาสของการผ่านกฎหมายออกมาควบคุมดูแลได้ง่ายขึ้น จากปกติที่กระบวนการผ่านกฎหมายควบคุมสักฉบับต้องผ่านการต่อสู้ทางการเมืองทั้งในและนอกสภาอย่างเข้มข้น

วิกฤตการเงินสหรัฐปี 1907 เกิดการแห่ถอนเงิน ทำให้ธนาคารและธุรกิจหลายแห่งต้องล้มละลายได้นำไปสู่การก่อตั้งระบบธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ขึ้นในปี 1913 ส่วนวิกฤตการณ์เศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ (Great Depression) ได้นำไปสู่การเริ่มต้นของสถาบันประกันเงินฝากสหรัฐ (FDIC) ในปี 1933

และวิกฤตการณ์ภาคการเงินปี 2008 ที่ลุกลามเข้าภาคเศรษฐกิจจริงจนกลายเป็นวิกฤตเศรษฐกิจโลกตามมา ก็ได้นำไปสู่การผ่านกฎหมายดอดด์ แฟรงก์ ในปี 2010 ในที่สุด โดยการผลักดันของ สว.คริส ดอดด์ และ สส.บาร์นีย์ แฟรงก์ จากพรรคเดโมแครต

ในบรรดากฎหมายและกฎระเบียบหลายฉบับตลอด 8 ปี ของยุคประธานาธิบดี บารัก โอบามา ที่กำลังถูกรัฐบาล โดนัลด์ ทรัมป์ คว่ำลงในเวลาเพียงไม่ถึง 1 เดือน กฎหมายดอดด์ แฟรงก์ นี้ถือว่าสำคัญมากที่สุดฉบับหนึ่ง เพราะเป็นกฎหมายที่อุดช่องความเสี่ยงป้องกันการเกิดวิกฤตซ้ำสอง และยังให้การคุ้มครองผู้บริโภคมากขึ้น เช่น การจัดตั้งสำนักงานคุ้มครองทางการเงินต่อผู้บริโภค (CFPB)

ส่วนที่อุดช่องความเสี่ยงนั้นก็เน้นไปยังตัวสถาบันการเงินในภาพรวม ไม่ว่าจะคุมเข้มเรื่องการตั้งสำรองความเสี่ยงที่สูงขึ้น ไม่ปล่อยให้แบงก์ลงทุนและก่อหนี้เกินตัวเหมือนในอดีต การให้สถาบันการเงินทำ “พินัยกรรม” หรือแผนรองรับกรณีที่ธุรกิจประสบปัญหาไปไม่รอด เพื่อปิดช่องไม่ต้องให้รัฐนำเงินภาษีประชาชนไปโอบอุ้มเหมือนที่ผ่านมา และการอุดช่องโหว่ที่สำคัญอีกด้านก็คือ การจำกัดวงเรื่อง “พร็อพ เทรด” (Propieatary Trading) หรือการที่แบงก์ใช้เงินตัวเองไปลงทุนความเสี่ยงสูง ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของการเจ๊งกันอย่างเป็นระบบเมื่อปี 2008

ปัจจุบันทรัมป์ยังไม่บอกรายละเอียดว่าจะปรับแก้ตรงจุดไหนบ้าง เพียงแค่มอบหมายให้สตีเฟน มนูชิน ว่าที่รัฐมนตรีคลังและอดีตผู้บริหารระดับสูงของโกลด์แมน แซคส์ ไปคุยกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อสรุปแนวทางมาอีกที

แต่จากทิศทางตั้งแต่วันแรกของการเข้าทำงานจนถึงวันนี้ หลายฝ่ายเริ่มโจมตีเป็นเสี่ยงเดียวกันว่า ทรัมป์กำลังเลือกข้างวอลสตรีทมากกว่าเมนสตรีท หรือถือหางอุตสาหกรรมการเงินมากกว่าประชาชนและธุรกิจทั่วๆ ไป

ฝ่ายที่ต้านมองว่าการโจมตีของทรัมป์ที่กล่าวหาว่า กฎหมายดอดด์ แฟรงก์ ขวางประชาชนและธุรกิจขนาดเล็กให้เข้าถึงทุนได้ยากขึ้นนั้น เป็นเรื่องจริงหรือเป็นเพียงวาทกรรม เพราะจากข้อมูลตัวเลขหลายด้านพบว่าปัจจุบัน ชาวอเมริกันก่อหนี้กันมากขึ้น อาทิ หนี้บัตรเครดิตที่ 9.92 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งสูงเกือบเทียบเท่าสถิติเมื่อปี 2008 ขณะที่สินเชื่อรถยนต์ทุบสถิติใหม่ที่ 1.1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ

ที่สำคัญ หากจะเทียบการเข้าถึงสินเชื่อในปัจจุบันเมื่อเทียบกับยุคฟองสบู่ก่อนปี 2008 ก็คงไม่อาจเทียบกันได้ เนื่องจากยุคนั้นปล่อยกู้กันอย่างแทบจะไม่ลืมหูลืมตา คือแทบจะไม่มีมาตรฐานเลยจนกลายเป็นวิกฤตซับไพรม์ตามมา

ทรัมป์ยังลงนามชะลอการบังคับใช้กฎ Fiduciary Rule ที่กำหนดให้สถาบันการเงินต้องดูแลผลประโยชน์ของลูกค้าอย่างเต็มที่ด้วย หลังมีกรณีของการหลอกตอดค่าธรรมเนียมเงินบำนาญของกลุ่มคนวัยเกษียณมาก่อนหน้านี้ ยังไม่นับคำสั่งอีกหลายอย่างที่ออกมา เมื่อสุดสัปดาห์เพื่อเอาใจบริษัทขนาดใหญ่ อาทิ การล้มกฎหมายที่กำหนดให้ธุรกิจพลังงานต้องเปิดเผยจำนวนเงินที่จ่ายให้รัฐบาลต่างประเทศกรณีไปลงทุนโครงการพลังงานต่างๆ เพื่อสร้างความโปร่งใส

ยุคสมัยของทรัมป์อาจเป็นช่วงลื่นไหลที่ทำอะไรๆ ก็ง่ายขึ้น เพราะไม่มีกฎระเบียบยุ่งยากมาคอยคุมคอยขวาง แต่ผู้ที่รับกรรมอาจเป็นรัฐบาลชุดหน้าที่ต้องมาตามล้างตามเช็ดทีหลัง เหมือนที่เกิดขึ้นซ้ำไปซ้ำมาตลอดหลายสิบปีในสหรัฐ

ข่าวล่าสุด

“นิกร” ผนึก UNEP–กฟผ. ดันบ้านเขียวนครสวรรค์ ลดภาระค่าไฟประชาชน

“นิกร” ผนึก UNEP–กฟผ. ดันบ้านเขียวนครสวรรค์ ลดภาระค่าไฟประชาชน